เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 เก็บเกี่ยว ขึ้นเขา และกระดูกกระบี่

บทที่ 3 เก็บเกี่ยว ขึ้นเขา และกระดูกกระบี่

บทที่ 3 เก็บเกี่ยว ขึ้นเขา และกระดูกกระบี่


บทที่ 3 เก็บเกี่ยว ขึ้นเขา และกระดูกกระบี่

ฉินเว่ยฟันซ้ายทีขวาที ข้าววิญญาณก็ล้มระเนระนาดลงไปกองอยู่สองข้างทางเป็นแถบๆ

พลังเวทแฝงเร้นอยู่บนกระบี่ไม้โดยไม่ถูกปลดปล่อยออกมา มันก่อตัวเป็น "คม" กระบี่อันแหลมคมบริเวณขอบกระบี่ไม้ พอสัมผัสโดนข้าววิญญาณก็ตัดฉับขาดได้อย่างง่ายดาย

การเกี่ยวข้าววิธีนี้ย่อมไม่เร็วเท่าเหล่าจู แต่ก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือสิ้นเปลืองพลังเวทน้อยมาก

หลังจากเหล่าจูเกี่ยวข้าวไปได้หนึ่งหมู่ เขาก็ต้องลงไปนั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลังเวทอยู่บนคันนา

ถึงตอนนี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะพูดอะไรแล้ว

ส่วนฉินเว่ยยังคงเกี่ยวข้าววิญญาณต่อไป พลังเวทของเขาเพิ่งถูกใช้ไปแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

พอเหล่าจูลืมตาขึ้นมาเห็นฉินเว่ยเกี่ยวข้าวไปได้ครึ่งหมู่ก็ร้องถามด้วยความประหลาดใจ "เสี่ยวฉิน นี่เจ้าทะลวงระดับการบ่มเพาะแล้วงั้นเรอะ"

ฉินเว่ยส่ายหน้าพร้อมกับอธิบาย "ข้าเกี่ยวข้าวด้วยวิธีนี้มันใช้พลังเวทไม่เยอะต่างหาก การทะลวงระดับมันจะไปง่ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน"

ฉินเว่ยกับเหล่าจูมีรากวิญญาณระดับด้อยเหมือนกัน นั่นคือรากวิญญาณระดับห้า

ผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณระดับด้อยจะยกระดับการบ่มเพาะแต่ละทีนั้นยากเย็นแสนเข็ญ

จากระดับหลอมปราณขั้นสองไปขั้นสาม หากไม่มีตัวช่วยอะไรเลย อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาถึงสามปี

นี่ขนาดว่าเป็นพวกที่หัวไวแล้วนะ

อย่างเหล่าจูกว่าจะทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นสามได้ก็ปาเข้าไปตั้งห้าปี ตอนนี้อายุห้าสิบกว่าแล้วก็ยังทะลวงไปไม่ถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่เสียที

ช่องว่างระหว่างขั้นสามกับขั้นสี่ถือเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ สำหรับผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณระดับด้อยแล้ว การติดแหง็กอยู่ตรงนี้ไปตลอดชีวิตถือเป็นเรื่องปกติเอามากๆ

ส่วนฉินเว่ยกว่าจะทะลวงระดับได้ก็คงต้องใช้เวลาอีกราวๆ สองปี

เขาเกี่ยวข้าววิญญาณในนาสองหมู่จนเสร็จ ใช้เวลาพอๆ กับเหล่าจูเลยทีเดียว

เกี่ยวเสร็จก็ต้องเอามามัดรวมกัน พอรวบเป็นฟ่อนเสร็จก็โยนขึ้นเกวียนวัว แล้วบังคับเกวียนไปต่อแถวจ่ายค่าเช่าที่ลานหน้าเรือนพัก

ผู้ดูแลจิ้นกับคนตระกูลจิ้นกำลังง่วนอยู่กับการชั่งน้ำหนักและจดบันทึก

เอาเข้าจริงก็มีคนตระกูลจิ้นลงมือทำอยู่แค่สองคน คนหนึ่งคอยชั่งน้ำหนัก ส่วนอีกคนคอยจดบัญชี

"หลี่ซาน นาจำนนวนสามหมู่ เก็บเกี่ยวข้าวทองคำได้สามร้อยชั่ง จ่ายค่าเช่าสองร้อยสี่สิบชั่ง!"

"ติงเหมิ่ง นาสี่หมู่ เก็บเกี่ยวข้าวหยกขาวได้สี่ร้อยยี่สิบชั่ง จ่ายค่าเช่าสามร้อยยี่สิบชั่ง!"

"จูอู่ นาสี่หมู่ เก็บเกี่ยวข้าวหยกขาวได้สี่ร้อยสี่สิบชั่ง จ่ายค่าเช่าสามร้อยยี่สิบชั่ง!"

จูอู่ก็คือเหล่าจูนั่นเอง ถัดจากเหล่าจูก็ถึงคิวของฉินเว่ย

"ฉินเว่ย นาสองหมู่ เก็บเกี่ยวข้าวหยกขาวได้ร้อยเก้าสิบชั่ง จ่ายค่าเช่าร้อยห้าสิบสองชั่ง!"

อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยมาตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิยันปลายฤดูใบไม้ร่วง สุดท้ายข้าววิญญาณจากนาสองหมู่ก็เหลือตกถึงมือไม่ถึงสี่สิบชั่ง

มองดูผลผลิตที่เหลืออยู่ก้นถุง ฉินเว่ยก็อดเผยรอยยิ้มขื่นๆ ออกมาไม่ได้

เขาซาบซึ้งถึงความยากลำบากของชาวนาอย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนการเป็นชาวนาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

"เสี่ยวฉิน ข้าวเจ้าน่ะจะขายไหม" เหล่าจูเดินขยับเข้ามาถาม

คนที่รับซื้อข้าววิญญาณก็ย่อมเป็นตระกูลจิ้นอยู่แล้ว

จะไม่ขายให้ตระกูลจิ้นก็ได้ จะเอาไปขายที่ตลาดเองก็ได้เหมือนกัน ราคาอาจจะดีกว่านิดหน่อย

แต่การเดินทางไปตลาดย่อมเป็นระยะทางที่แสนไกลสำหรับผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นต้น

เกิดมีอันตรายอะไรขึ้นมากลางทางก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก

พวกผู้ฝึกตนอิสระระดับล่างมักจะหายสาบสูญไปบ่อยๆ หลายรายก็หาศพไม่เจอด้วยซ้ำ

ฉินเว่ยมีข้าววิญญาณเหลือแค่สามสิบแปดชั่ง ย่อมไม่คุ้มค่าเหนื่อยที่จะถ่อไปถึงตลาด

"ให้ราคาเท่าไหร่ล่ะ"

"ชั่งละสามเหรียญวิญญาณ ข้าขายไปแปดสิบชั่ง ส่วนที่เหลือเก็บไว้กินเอง"

เหล่าจูหมดหวังเรื่องการยกระดับการบ่มเพาะไปตั้งนานแล้ว

ข้าววิญญาณพวกนี้เขาไม่ได้เอาไว้กินเองเป็นหลักหรอก แต่เอาไว้ให้ภรรยาเฒ่าของเขาต่างหาก นางเป็นแค่คนธรรมดา ข้าววิญญาณพวกนี้จะช่วยปัดเป่าโรคภัยและต่ออายุขัยให้นางได้

ส่วนข้าววิญญาณราคาถูกแสนถูกแบบนี้ ย่อมไม่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่มากนัก แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว มันก็คือของกินที่ปราศจากสิ่งเจือปน อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าการกินข้าวปลาอาหารทั่วไป

ฉินเว่ยมองดูตะกร้าใส่ข้าววิญญาณของตัวเองแล้วตัดสินใจแบ่งขายไปบ้าง "ข้าเอาไปขายสักสามสิบชั่งดีกว่า"

ข้าววิญญาณของเขาขายออกไปอย่างรวดเร็ว ได้เงินมาเก้าสิบเหรียญวิญญาณ ยังไม่ถึงหนึ่งศิลาวิญญาณเลยด้วยซ้ำ

ทว่าแค่ผลเก็บเกี่ยวเท่านี้ โจวอวิ๋นก็มองด้วยสายตาอิจฉาตาร้อนเสียแล้ว "รู้งี้ข้าตั้งใจดูแลข้าววิญญาณให้ดีแต่แรกก็ดีหรอก"

นาสองหมู่ของเขาได้ผลผลิตมาแค่ร้อยกว่าชั่ง หักลบกลบหนี้แล้วเหลือตกถึงมือไม่กี่ชั่ง แถมยังโดนผู้ดูแลจิ้นด่าเปิงไปอีกยก

ถ้าปีหน้าผลผลิตยังตกต่ำแบบนี้อีก ตระกูลจิ้นคงไม่ยอมให้เขาเช่านาวิญญาณต่อแน่

ฉินเว่ยพูดให้กำลังใจไปประโยคหนึ่ง "ปีหน้าเจ้าก็ตั้งใจปลูกข้าวดีๆ สิ ผลผลิตออกมาไม่น้อยหรอกน่า"

แต่โจวอวิ๋นกลับฟังไม่เข้าหู สายตายังคงจับจ้องไปยังภูเขารกร้างที่อยู่ไกลออกไปพร้อมกับเอ่ยอย่างหนักแน่น "พี่หงกำลังจะขึ้นเขาแล้ว ก่อนเข้าหน้าหนาวนี่แหละ ต้องหาของดีเจอแน่ ถึงตอนนั้นมันจะไม่ใช่แค่ไม่กี่เหรียญวิญญาณแล้ว แต่มันอาจจะเป็นศิลาวิญญาณตั้งหลายก้อนเลยนะเว้ย"

เจริญเถอะ ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเข้าป่าหาสมบัติสินะ

ฉินเว่ยหันหลังกลับไปนั่งบนเกวียนวัวเตรียมตัวกลับบ้าน แต่โจวอวิ๋นกลับยื่นมือมาขวางไว้

"เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว เจ้าไม่เข้าป่าไปกับข้าหน่อยรึ" โจวอวิ๋นถาม

"ข้าไม่ไปผสมโรงด้วยหรอก เหล่าจูบอกว่าจะแนะนำแม่หญิงให้รู้จัก ข้าต้องไปเตรียมตัวหน่อยน่ะ"

"เหล่าจูจะไปแนะนำใครให้เจ้าได้ ก็คงเป็นพวกคนธรรมดาที่ไม่มีรากวิญญาณล่ะสิ"

"แล้วพวกที่มีรากวิญญาณจะตกถึงท้องพวกเราหรือไงเล่า"

ฉินเว่ยคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับโจวอวิ๋น เลยบังคับวัวกลับไปที่เรือนพักของตัวเอง

เรื่องที่เหล่าจูจะแนะนำแม่หญิงให้เป็นเรื่องจริง และเขาก็ตั้งใจจะลองคบหาดูจริงๆ นั่นแหละ

ส่วนเหตุผลน่ะหรือ ย่อมต้องเป็นเพราะเขาอยากรู้ว่าตัวเองมีนิ้วทองคำประเภทสร้างฮาเร็มหรือลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองหรือเปล่าล่ะสิ

ร้อยทั้งร้อยของพวกทะลุมิติที่รู้จักนิ้วทองคำ หากนิ้วทองคำของตัวเองยังไม่ทำงาน ก็คงต้องลองทำทุกวิถีทางดูสักตั้งนั่นแหละ

และฉินเว่ยก็คิดจะลองดูเหมือนกัน

ขณะเดียวกันเขาก็ตั้งใจจะสละโสดไปในตัวด้วย

มาทำนาอยู่ตระกูลจิ้นแบบนี้ ถ้ามีคนมาคอยดูแลเอาใจใส่สักคน มันก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย

เหล่าจูไปทาบทามแม่หญิงมาให้เขาจริงๆ เพียงแต่คนธรรมดาจะเดินทางมาที่นี่มันไม่ค่อยสะดวก เลยฝากคนเอาภาพวาดมาให้ดูแทน

ป้าซุน ภรรยาของเหล่าจูคลี่ภาพวาดออกแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ "เสี่ยวฉินเอ๊ย นี่เป็นหญิงสาวจากบ้านเกิดพวกเราเอง ประวัติขาวสะอาด บรรพบุรุษเคยเป็นขุนนางมาก่อน แม่ของนางก็หน้าตาสะสวย ส่วนนางยิ่งถอดแบบแม่มาไม่มีผิด ทั้งหุ่นดี ผิวขาว คิ้วโก่งดั่งใบหลิว ปากนิดจมูกหน่อย ถ้าเจ้าได้เห็นตัวจริงรับรองต้องชอบแน่ๆ"

ฉินเว่ยมองไปที่ภาพวาด ก็พบว่าหญิงสาวในภาพถูกวาดออกมาได้ดูมีชีวิตชีวามาก นางสวมชุดสีเขียวอ่อนเข้าคู่กับกระโปรงหม่าเมี่ยน หน้าตาหมดจดงดงาม

"หน้าตาแบบนี้ ทำไมดูคุ้นๆ พิกล"

ชาติที่แล้วเขาปัดดูรูปสาวสวยมาเป็นพันเป็นหมื่นคน ทั้งพวกใส่กางเกงโยคะเต้นรำ ใส่ชุดโบราณเดินถนน เล่นกีฬา หรือแม้แต่ชุดว่ายน้ำริมสระ...

ดูมาซะเยอะขนาดนั้น เวลาเดินถนนเจอสาวสวยๆ ก็พาลคิดว่าเป็นเน็ตไอดอลไปซะหมด จะรู้สึกคุ้นตาก็คงไม่แปลกหรอก

"เป็นไงล่ะ" ป้าซุนถาม

ฉินเว่ยพยักหน้า "ถ้าหน้าตาคล้ายๆ ในภาพวาด ข้าก็ตกลงแต่งแหละ"

หญิงสาวธรรมดาที่ไม่มีรากวิญญาณ ต่อให้ฉินเว่ยจะมีรากวิญญาณระดับด้อย ก็ยังมีสิทธิ์เลือกได้ตามใจชอบ ในตลาดเองก็มีแม่สื่อคอยจัดการเรื่องพวกนี้ให้โดยเฉพาะเลยด้วยซ้ำ

ป้าซุนหัวเราะร่วน "ข้าไม่หลอกเจ้าหรอกน่า ในเมื่อเจ้าตกลง ข้าก็จะได้ส่งข่าวไปทางนู้น แต่กว่าคนจะมาถึงก็คงต้องรอปีหน้านู่นแหละ"

"ไม่เป็นไร ช่วงหน้าหนาวข้าจะได้ถือโอกาสจัดแจงบ้านช่องให้เรียบร้อยไปเลย"

ฉินเว่ยอยู่คนเดียว ข้าวของในบ้านเลยมีแต่ของใช้พื้นๆ ที่เรียบง่าย

แต่ถ้ากำลังจะมีคู่ครองมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขาต้องเตรียมตัวจัดบ้านเสียหน่อย

พอได้ยินฉินเว่ยพูดแบบนั้น ป้าซุนก็ยิ้มแป้นอย่างมีความสุข ส่วนเหล่าจูก็ดึงตัวฉินเว่ยไปบ่นนู่นบ่นนี่ต่ออีกครึ่งค่อนวัน

พริบตาเดียวฤดูใบไม้ร่วงก็ผ่านไป ฤดูหนาวก็เข้ามาเยือน โจวอวิ๋นเข้าป่าไปหลายรอบแต่ได้ส่วนแบ่งมาแค่สิบกว่าเหรียญวิญญาณ ตอนนี้เลยนอนซึมเป็นหมาหงอยอยู่บ้าน

ทางด้านฉินเว่ยก็จัดการต่อเติมบ้านออกไปนิดหน่อยแล้วก็ตกแต่งเพิ่มเติม

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงปีใหม่ หลังจากกินข้าวข้ามปีที่บ้านเหล่าจูเสร็จ ฉินเว่ยก็กลับบ้านมาเตรียมตัวนอนหลับพักผ่อน

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังงอกเงยขึ้นมาในร่างกาย

ตอนแรกเขาคิดว่าเหล่าจูลอบทำร้ายเขา ต่อมาก็คิดว่าตัวเองคงกินของผิดสำแดง สุดท้ายเขาก็สลบเหมือดไป

กระดูกกระบี่ชิ้นหนึ่งได้ก่อกำเนิดขึ้นในร่างของเขาแล้ว

จบบทที่ บทที่ 3 เก็บเกี่ยว ขึ้นเขา และกระดูกกระบี่

คัดลอกลิงก์แล้ว