- หน้าแรก
- เทพเซียน กระดูกกระบี่ของข้ายาวขึ้นปีละหนึ่งนิ้ว
- บทที่ 4 กระดูกกระบี่ก่อกำเนิด
บทที่ 4 กระดูกกระบี่ก่อกำเนิด
บทที่ 4 กระดูกกระบี่ก่อกำเนิด
บทที่ 4 กระดูกกระบี่ก่อกำเนิด
หลังจากฉินเว่ยฟื้นขึ้นมา เขาก็รู้สึกได้ว่าในร่างกายมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา และในประสาทสัมผัสก็มีกลิ่นอายอันคุ้นเคยเพิ่มขึ้นมาด้วย
เขายื่นมือออกไป กระบี่ไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ก็ลอยมาตกอยู่ในมือของเขาอย่างรวดเร็ว
"นี่มัน..."
พอจับกระบี่ไม้ เขาก็สัมผัสได้ถึงลวดลายและกลิ่นอายของมันอย่างชัดเจน ความเข้าใจในเรื่องกระบี่ของเขาเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก
ฉินเว่ยพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ "นี่ข้าปลุกนิ้วทองคำอย่างกระดูกกระบี่ขึ้นมาแล้วงั้นเรอะ"
กระดูกกระบี่เป็นพรสวรรค์ในการบ่มเพาะที่ค่อนข้างพิเศษนอกเหนือจากรากวิญญาณ
หากมีกระดูกกระบี่ ต่อให้เป็นระดับต่ำสุด สำนักต่างๆ ก็จะให้ความสำคัญในการฝึกฝนเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าเป็นสำนักที่เน้นวิชากระบี่ด้วยแล้วล่ะก็ พวกเขาถึงกับเปิดประตูต้อนรับเลยทีเดียว
ฉินเว่ยไม่แน่ใจนักว่าตัวเองมีกระดูกกระบี่จริงไหม แต่เรื่องที่เขามีความเข้าใจเรื่องกระบี่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
"นิ้วทองคำของข้าคือกระดูกกระบี่ หรือว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ทุกปีกันแน่นะ"
ข้อสันนิษฐานทั้งสองอย่างล้วนสมเหตุสมผลทั้งคู่ ถ้าอยากพิสูจน์ก็คงต้องรอปีหน้าโน่นแหละ
ตื่นมาอีกทีก็เป็นวันขึ้นปีใหม่แล้ว
หิมะตกหนักมาก ลมพัดมาทีก็หนาวสะท้านไปถึงกระดูก
แต่ฉินเว่ยกลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด เขาถือกระบี่ไม้ออกไปยืนร่ายรำเพลงกระบี่อยู่หลังบ้าน
เพลงกระบี่ที่เขาใช้อยู่ไม่ใช่วิชาควบคุมกระบี่หรอกนะ ชีวิตที่ทำงานรับใช้อยู่ในสำนักตลอดสามปี เขาได้มาแค่เคล็ดวิชาพื้นฐานเท่านั้นแหละ
วิชาควบคุมกระบี่เป็นของระดับสูง ถ้าจะซื้อในตลาดก็ต้องกำศิลาวิญญาณไปอย่างน้อยห้าสิบก้อนโน่น
ส่วนเคล็ดวิชากระบี่ของพวกคนธรรมดาก็ไม่ได้แพงหูฉี่ขนาดนั้น มีแค่ไม่กี่เหรียญวิญญาณก็หาซื้อได้แล้ว
เคล็ดวิชาของคนธรรมดาพวกนี้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง ถึงจะเทียบกับวิชากระบี่ของเซียนไม่ได้ แต่ก็ช่วยเสริมพื้นฐานวิชากระบี่ให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณได้
วิชาที่ฉินเว่ยกำลังฝึกอยู่คือ "เพลงกระบี่วิหคเหิน" เคล็ดวิชานี้เน้นฝึกฝนความคล่องแคล่วในการใช้กระบี่เป็นหลัก ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนก็ใช่ว่าจะฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้ง่ายๆ
ทว่าตอนนี้พอเขาเริ่มฝึก กระบี่ไม้ก็บินวนรอบตัวเขา เคล็ดวิชากระบี่ที่เพิ่งเรียนรู้ระดับเริ่มต้นเมื่อวันก่อน กลับพัฒนาขึ้นเป็นระดับเชี่ยวชาญได้ในชั่วข้ามคืน
พอตกกลางคืน ฉินเว่ยก็มั่นใจแล้วว่าเขามีกระดูกกระบี่จริงๆ
ที่มั่นใจขนาดนี้ก็เพราะหลังจากฝึกฝนมาทั้งวัน เขาฝึก "เพลงกระบี่วิหคเหิน" จนทะลุปรุโปร่งแล้ว
ความก้าวหน้าที่รวดเร็วปานกามนิตหนุ่มแบบนี้หาได้ยากยิ่ง ต่อให้เป็นพวกมีพรสวรรค์ด้านวิชากระบี่ก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย
โดยเฉพาะความเข้าใจและการควบคุมกระบี่ของเขา มันพัฒนาไปถึงขั้นดั่งใจนึกแล้ว
น่าเสียดายที่กระบี่ไม้เล่มนี้ทำมาจากไม้วิญญาณผลสาลี่หิมะธรรมดาๆ เท่านั้น ยังไม่ได้ถูกหลอมให้เป็นอาวุธเวท ไม่อย่างนั้นเขาคงยกระดับความสามารถได้มากกว่านี้อีกโข
ตลอดครึ่งเดือนต่อมา ฉินเว่ยก็ขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อฝึกวิชากระบี่
นานๆ ทีเหล่าจูถึงจะแวะมาคุยด้วย
ตาเฒ่าคนนี้คงอึดอัดใจแย่ที่ไม่มีใครยอมฟังแกบ่น
พอเห็นฉินเว่ยร่ายรำเพลงกระบี่ เหล่าจูก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "คิดไม่ถึงเลยนะเนี่ยเสี่ยวฉินว่าวิชากระบี่ของเจ้าก็ไม่เบาเหมือนกัน ได้ยินมาว่าเจ้าไปเป็นลูกมืออยู่ที่สำนักตั้งสามปี สงสัยจะแอบฝึกวิชากระบี่มาตั้งแต่ตอนนั้นล่ะสิ"
ฉินเว่ยกำลังง่วนอยู่กับการฝึกเพลงกระบี่ ควบคุมกระบี่ไม้ให้บินโฉบไปมาอยู่กลางป่า เลยไม่มีเวลาตอบโต้เหล่าจู
เหล่าจูเลยพูดเองเออเองต่อไป "ผู้ฝึกตนต้องอายุสิบสองถึงจะเริ่มบ่มเพาะได้ เด็กบ้านนอกอย่างพวกเรา แค่ได้เรียนหนังสือก็บุญโขแล้ว แต่พวกลูกหลานตระกูลใหญ่ๆ เขาก็เริ่มฝึกกระบี่ เรียนรู้อักขระ ศึกษาความรู้สืบทอดกันตั้งแต่เด็กๆ พอเริ่มบ่มเพาะปุ๊บก็เก่งกว่าลูกหลานบ้านเราตั้งเยอะ"
ตาเฒ่าคนนี้ขี้บ่นก็จริง แต่บางเรื่องแกก็มองได้ทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว
ที่ฉินเว่ยทนฟังเหล่าจูบ่นได้ ก็เพราะบางทีแกก็พูดจามีสาระนี่แหละ
"จริงสิ"
พอเห็นฉินเว่ยฝึกเสร็จ เหล่าจูก็ร้องเรียกไว้ "อีกสองสามวันแม่หญิงคนนั้นก็จะมาถึงแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปรับนางที่ตลาดกับข้าด้วยล่ะ แต่งตัวหวีผมให้มันเรียบร้อยหน่อย หน้าตาก็หล่อเหลาเอาการอยู่ อย่าทำตัวซอมซ่อล่ะ"
ช่วงหลายวันมานี้ ฉินเว่ยหมกมุ่นอยู่แต่กับการฝึกเพลงกระบี่จนไม่ได้ดูแลตัวเอง สภาพเลยดูซอมซ่อไปหน่อย
พอเหล่าจูพูดถึงแม่หญิงคนนั้น ฉินเว่ยถึงนึกขึ้นได้ว่าตอนแรกตัวเองแค่อยากรู้ว่ามีนิ้วทองคำประเภทสร้างฮาเร็มหรือเปล่า เลยตกลงจะดูตัวกับหญิงสาวที่อีกฝ่ายแนะนำมา
แต่ตอนนี้พอรู้ตัวว่ามีกระดูกกระบี่แล้ว บอกตามตรงว่าเขาก็ชักจะเริ่มลังเลขึ้นมานิดหน่อย
แต่ในเมื่อหญิงสาวคนนั้นอุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ถ้าเขาไม่ไปพบหน้า ก็เท่ากับว่าหลอกลวงอีกฝ่ายน่ะสิ
ฉินเว่ยทำได้เพียงฝืนใจรับคำ "ได้ขอรับ แต่เหล่าจู ถ้าแม่หญิงคนนั้นไม่ถูกใจข้า ท่านต้องส่งนางกลับไปนะ"
"ส่งกลับไปงั้นรึ"
เหล่าจูแค่นเสียงเหอะอย่างดูแคลน "ในเมื่อนางตัดสินใจมาถึงที่นี่แล้ว นางก็ไม่มีวันกลับไปได้อีก ถ้าเจ้าไม่ถูกใจนาง นางก็ต้องแต่งให้กับคนอื่น นี่แหละทางเลือกของนาง แล้วก็เป็นชะตากรรมของนางด้วย"
ฉินเว่ย "..."
ในฐานะชายหนุ่มผู้อยู่ในสังคมยุคใหม่ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเว่ยได้สัมผัสถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในโลกแห่งการบ่มเพาะ
ต่อให้เขาจะมีรากวิญญาณระดับต่ำ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนธรรมดา เขาก็ยังถือเป็นตัวตนที่อยู่สูงกว่า
เพียงเพราะคำพูดของเขาคำเดียว หญิงสาวคนหนึ่งก็ยอมเดินทางไกลมาหา ถ้าเขาคิดจะล้มเลิก มันก็เป็นเพียงเรื่องของเขา แต่หญิงสาวคนนั้นไม่มีโอกาสหันหลังกลับอีกแล้ว
ชาวนาวิญญาณของตระกูลจิ้นมีอยู่ราวๆ ห้าหกสิบคน ถ้ารวมครอบครัวของพวกเขาเข้าไปด้วย หมู่บ้านนี้ก็มีคนเป็นร้อยคนเลยทีเดียว
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ตลาดก็เปิดทำการ คนในหมู่บ้านก็พากันเดินทางไปที่นั่น
บ้างก็ลากเกวียนบรรทุกข้าววิญญาณ บ้างก็บรรทุกหนังสัตว์ ส่วนพวกที่ไม่มีข้าวของก็ยังนั่งเกวียนไป โดยใช้จิตสัมผัสบังคับสัตว์ลากจูงให้เดินไปข้างหน้า
ในหมู่บ้านก็มีผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นกลางอยู่หลายคน พวกเขาสามารถใช้อาวุธเวทบินไปตลาดได้ แต่ทำแบบนั้นมันเปลืองพลังเวท สู้เดินทางไปพร้อมกับทุกคนดีกว่า
ส่วนโจวอวิ๋น ช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมาหมอนี่ก็หาเหรียญวิญญาณมาได้อีกหน่อย รวมรายได้ทั้งปีก็ราวๆ ห้าหกสิบเหรียญ พอเห็นทุกคนพากันไปตลาด เขาก็ขอติดสอยห้อยตามไปผสมโรงด้วย
โจวอวิ๋นไม่มีเกวียนวัว เลยต้องมาเบียดเสียดอยู่บนเกวียนของฉินเว่ย
"ฉินเว่ย เจ้าจะหาคู่ครองจริงๆ รึ"
น้ำเสียงของโจวอวิ๋นเจือปนความสับสนอยู่ลึกๆ
เด็กหนุ่มวัยสิบหกสิบเจ็ดปี มีใครบ้างที่ไม่เคยคิดเรื่องชู้สาว
ฉินเว่ยตอบแบบขอไปที "อืม แม่หญิงมาถึงแล้ว ข้าก็จะไปดูตัวหน่อย ถ้าหน้าตาเหมือนในรูปวาด ข้าก็จะพากลับบ้าน"
โจวอวิ๋นซุกมือเข้าไปในแขนเสื้อ พลางเริ่มวาดฝัน "ถ้ามีเมียคอยซักผ้าทำกับข้าวให้ก็คงเบาแรงไปได้เยอะ ข้าจะคอยดูหน้าเมียเจ้าก็แล้วกัน ถ้าสวยล่ะก็ ข้าจะไปขอให้เหล่าจูช่วยหาให้สักคน"
เจ้าคิดว่าให้เหล่าจูช่วยหา แล้วเขาจะยอมหาให้เจ้าง่ายๆ หรือไง
บางทีโจวอวิ๋นก็พูดจาไม่ค่อยคิด แต่หมอนี่ก็ทำตัวสบายๆ แค่ตอนอยู่กับฉินเว่ยเท่านั้นแหละ เวลาอยู่กับคนอื่นนี่ช่างเจรจาพาทีนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่สนิทสนมกับพี่หงได้เร็วขนาดนั้นหรอก
เกวียนวัวเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า กว่าจะถึงตลาดก็ปาเข้าไปชั่วโมงกว่า
ตระกูลจิ้นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของตลาดแห่งนี้ นาวิญญาณของตระกูลเลยอยู่ใกล้ตลาดมาก พวกผู้ฝึกตนอิสระที่อยู่ห่างไกลออกไป ถ้าอยากจะมาตลาดล่ะก็ ต้องเดินทางไกลกว่านี้เยอะ
เมื่อมาถึงตลาด เหล่าจูก็พาฉินเว่ยไปทางทิศตะวันออกเพื่อไปยังจุดนัดพบ
ลานกว้างด้านนอกตลาดมีคนมารวมตัวกันไม่น้อย
มีทั้งคนที่มารับคู่ครองเหมือนฉินเว่ย คนที่มาส่งลูกหลานกลับโลกมนุษย์ หรือแม้แต่ผู้ฝึกตนที่เตรียมตัวจะกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาก็มีให้เห็น ดูคึกคักไม่เบา
"ท่านเซียนจู ได้พบท่านอีกแล้วนะขอรับ"
ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเหล่าจู พลางจับมือทักทายอย่างสนิทสนม
ข้างกายชายชรามีหญิงสาวหน้าตาสะสวยยืนอยู่ นางมีท่าทีเขินอายปนสงสัย ขณะที่สายตาก็จับจ้องมาที่ฉินเว่ยกับโจวอวิ๋นสลับกันไปมา
ตกลงแล้วใครคือว่าที่สามีของนางกันแน่
สุดท้าย สายตาของนางก็หยุดอยู่ที่ฉินเว่ย