- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 723 กลายเป็นลูกน้อง
ตอนที่ 723 กลายเป็นลูกน้อง
ตอนที่ 723 กลายเป็นลูกน้อง
เมื่อวิญญาณร้ายชุดคลุมดำทั้งเก้าตนที่รอดชีวิตเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็พลันตื่นตระหนกตกใจ พวกมันรีบทำความเคารพเด็กชายตัวน้อยบนเกี้ยวเสลี่ยงอย่างลุกลี้ลุกลน
"คารวะใต้เท้าราชันผี"
เมื่อฉีเหยียนและจี๋ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็อดตกตะลึงไปชั่วขณะไม่ได้
เด็กชายตัวน้อยผู้นี้คือราชันผีอย่างนั้นหรือ?!
ส่วนเฉิ่นเยียนช้อนสายตาขึ้นมอง เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยชัดเจน สีหน้าของนางก็เหม่อลอยไปเล็กน้อย
เด็กชายตัวน้อยเพียงปรายตามองวิญญาณร้ายทั้งเก้าตนอย่างเย็นชา ก่อนจะเบนสายตามายังพวกของเฉิ่นเยียน
"หากพวกเจ้าไม่อยากตาย เปิ่นจั้วก็พอจะมอบทางเลือกให้พวกเจ้าได้ทางหนึ่ง นั่นก็คือ... มาเป็นลูกน้องของเปิ่นจั้ว"
เมื่อฉีเหยียนได้ยินดังนั้นก็ดึงสติกลับมาได้ทันที เขาหรี่ตาจ้องเขม็งไปยังเด็กชายตัวน้อยบนเกี้ยวเสลี่ยง ในใจลอบประเมินว่า แท้จริงแล้วความแข็งแกร่งของเด็กคนนี้อยู่ในระดับใดกันแน่?
เมื่อเห็นว่าทั้งสามไม่ปริปากพูด เด็กชายตัวน้อยก็มีสีหน้าเย็นชาลง เขาแค่นเสียงหัวเราะหยัน
"อย่างไร? พวกเจ้าไม่ยินยอมอย่างนั้นหรือ?"
สิ้นคำพูด อุณหภูมิโดยรอบก็ร่วงดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งฉับพลัน กลิ่นอายแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกจากร่างของเขาหนักอึ้งเสียจนแทบหายใจไม่ออก
สีหน้าของฉีเหยียนแปรเปลี่ยนไปมา
ตบะบารมีของราชันผีตนนี้จะต้องบรรลุถึงระดับปรโลกขั้นที่เก้าสิบขึ้นไปอย่างแน่นอน!
หากต้องเผชิญหน้ากับราชันผีผู้นี้ เขาคงไม่มีโอกาสชนะแม้แต่น้อย
ส่วนจี๋หันไปมองเฉิ่นเยียนด้วยความกังวล ในใจลอบคิดว่าหากราชันผีต้องการสังหารพวกเขาทั้งสามจริงๆ พวกเขาก็สามารถหลบเข้าไปซ่อนตัวในมิติพลังพิเศษก่อนได้
ฉีเหยียนเองก็อดหันไปมองเฉิ่นเยียนไม่ได้เช่นกัน
ยามนี้เฉิ่นเยียนกำลังจ้องมองเด็กชายตัวน้อยตาไม่กะพริบ ราวกับกำลังพยายามแยกแยะอะไรบางอย่าง
จู่ๆ เด็กชายตัวน้อยก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา แล้วเอ่ยเรียก
"อู่เหลิง"
สิ้นเสียง ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นข้างเกี้ยวเสลี่ยง คนผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ เปลือยท่อนบน เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง
"ใต้เท้าราชันผี ผู้น้อยอยู่นี่ขอรับ!"
อู่เหลิงประสานมือคารวะ ท่าทีเต็มไปด้วยความเคารพนบนอบ
ม่านตาของฉีเหยียนหดเกร็งลงเล็กน้อย เขาจ้องมองแผ่นหลังของอู่เหลิง และเมื่ออีกฝ่ายหันหน้ามา สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปในพริบตา
"เป็นเจ้าไปได้อย่างไรกัน?!"
ฉีเหยียนโพล่งออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
อู่เหลิงคือหนึ่งในเก้าขุนพลปรโลกที่อยู่ภายใต้สังกัดของราชาจานตี๋เชียวนะ!
"บัดนี้อู่เหลิงคือลูกน้องคนสนิทของเปิ่นจั้วแล้ว"
เด็กชายตัวน้อยค่อยๆ เอ่ย น้ำเสียงแม้จะยังดูอ่อนเยาว์ ทว่ากลับแฝงความน่าเกรงขามที่ไม่อาจขัดขืน
จากนั้นเขาก็ขยับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย วางมือทั้งสองข้างลงบนที่พักแขนอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"ยามนี้เปิ่นจั้วกำลังต้องการคนใช้งาน หากพวกเจ้ายินยอมสวามิภักดิ์ ทำงานรับใช้เปิ่นจั้ว เรื่องที่พวกเจ้าเข่นฆ่าวิญญาณร้ายไปมากมายก่อนหน้านี้ เปิ่นจั้วจะไม่ถือสาหาความ ทว่าหากไม่ยอมมาเป็นพวกเดียวกับเปิ่นจั้วล่ะก็... เช่นนั้นก็จงตายอยู่ที่นี่เสียเถอะ!"
ร่างเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยแผ่กลิ่นอายความเป็นราชาที่มีมาแต่กำเนิด เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาเฉียบคมดุจเหยี่ยวจ้องมองพวกเฉิ่นเยียนทั้งสามคน
ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่เฉิ่นเยียนครู่หนึ่ง
นั่นเป็นเพราะเขาสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ สตรีสวมหน้ากากผู้นี้เอาแต่จ้องมองเขาไม่วางตา
ฉีเหยียนแค่นหัวเราะเย็นชา ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ คนข้างกายกลับชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
"ตกลง พวกเรายอมเป็นลูกน้องของท่าน"
คำพูดนี้ทำให้ทั้งฉีเหยียนและจี๋ตกตะลึงไปตามๆ กัน
"แม่นางเฉิ่น นี่มัน..."
เฉิ่นเยียนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ฉีเหยียนก็หุบปากเงียบลงทันที
ในใจของฉีเหยียนเชื่อใจเฉิ่นเยียนไปแล้ว เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากซักถามเหตุผลในเวลานี้
การที่แม่นางเฉิ่นตัดสินใจเช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลในใจอย่างแน่นอน
เมื่อเด็กชายตัวน้อยเห็นว่าเฉิ่นเยียนรู้จักที่ต่ำที่สูง ก็หัวเราะออกมา
"ในเมื่อพวกเจ้ายินยอมมาเป็นลูกน้องของเปิ่นจั้ว เช่นนั้นก็ก้าวเข้ามาเถอะ เปิ่นจั้วจะสวมป้ายจองจำวิญญาณให้พวกเจ้าด้วยตัวเอง"
ป้ายจองจำวิญญาณอย่างนั้นหรือ?!
เมื่อได้ยินคำว่า 'ป้ายจองจำวิญญาณ' สีหน้าของฉีเหยียนก็ซีดเผือดลงในพริบตา เพราะสิ่งที่เรียกว่าป้ายจองจำวิญญาณไม่ใช่ของวิเศษธรรมดาทั่วไป อันที่จริงมันก็คล้ายคลึงกับการทำพันธสัญญา
ทันทีที่ถูกสวมป้ายจองจำวิญญาณ นั่นหมายความว่านับจากนี้ไป พวกเขาจะกลายเป็นทาสรับใช้ของราชันผีผู้นี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำได้เพียงเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ ไม่อาจขัดขืนต่อต้านได้อีก
ฉีเหยียนหันไปมองเฉิ่นเยียน ก่อนเอ่ยอย่างลังเล
"แม่นางเฉิ่น..."
"สวมได้"
ฉีเหยียนจ้องมองนางนิ่งๆ อยู่สองอึดใจ ก่อนจะพยักหน้า
"ตกลง"
เขาเชื่อใจนาง
เนื่องจากจี๋ถูกพบตัวแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้เขาจึงไม่อาจกลับไปหลบซ่อนในมิติพลังพิเศษได้อีก ต้องคอยติดตามอยู่ข้างกายเฉิ่นเยียนเท่านั้น
ทั้งสามคนก้าวออกไปข้างหน้า
เด็กชายตัวน้อยพึงพอใจกับการแสดงออกของพวกเขามาก เขามองทั้งสามด้วยสายตาหยิ่งผยอง ทันใดนั้นเมื่อยกมือขึ้น ก็ปรากฏวงแหวนแสงสีแดงสามวง
เพียงโบกมือเบาๆ วงแหวนแสงสีแดงทั้งสามก็ลอยไปครอบคลุมร่างของพวกเขาเอาไว้
ทีแรกวงแหวนแสงสีแดงเพียงแค่หมุนวนรอบตัวทั้งสามอย่างเงียบๆ ทว่าครู่ต่อมา พวกมันก็เริ่มหดตัวลงอย่างช้าๆ และบีบรัดเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปไม่นาน พลังแห่งการจองจำอันแข็งแกร่งก็ทะลวงผ่านผิวหนังของพวกเขาเข้าไปโดยตรง และรัดแน่นลึกลงไปถึงร่างวิญญาณ
พริบตานั้น ความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับหัวใจฉีกขาดก็ถาโถมเข้าใส่
ใบหน้าของเฉิ่นเยียนซีดขาวลงยิ่งกว่าเดิม
ฉีเหยียนและจี๋เองก็ทรมานไม่แพ้กัน แทบจะร้องโอดครวญออกมาด้วยความเจ็บปวด
ส่วนอู่เหลิงที่อยู่ด้านข้างเพียงยืนมองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
"อาณัติจองจำสำเร็จ!"
เด็กชายตัวน้อยร่ายคาถาออกมาหนึ่งประโยค
เฉิ่นเยียนและพวกพ้องรู้สึกเพียงว่าทั่วทั้งร่างเกิดอาการชาหนึบ คล้ายมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
เด็กชายตัวน้อยโยนขวดกระเบื้องเคลือบสามใบลงมาจากที่สูง
"นี่คือรางวัลของพวกเจ้า"
เฉิ่นเยียนยกมือรับขวดกระเบื้องเคลือบไว้ใบหนึ่ง เมื่อเปิดดูก็พบว่าภายในมีลูกปัดสีเลือดหนึ่งเม็ดกำลังแผ่กลิ่นอายพลังวิญญาณออกมา
"นี่คือมุกวิญญาณ"
ฉีเหยียนมองดูแวบหนึ่ง ก่อนหันไปกล่าวกับเฉิ่นเยียนด้วยสีหน้าซับซ้อน
"สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าในตอนนี้ได้"
มุกวิญญาณคือของบำรุงชั้นยอดเชียวนะ!
ราชันผีผู้นี้เพียงลงมือก็มอบมุกวิญญาณให้ถึงสามเม็ด ช่างใจป้ำเสียเหลือเกิน
เด็กชายตัวน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"เตรียมพาพวกเขาไปทำงานเถอะ อู่เหลิง"
"ขอรับ ใต้เท้าราชันผี!"
อู่เหลิงรับคำอย่างนอบน้อม
ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์ทั้งแปดคนที่แบกเกี้ยวเสลี่ยงก็หันหลังกลับ เพียงก้าวเดียวก็พลิ้วกายไปไกลถึงสามร้อยเมตร และอันตรธานหายไปจากสายตาพวกเฉิ่นเยียนในชั่วพริบตา
หลังจากราชันผีตัวน้อยจากไป วิญญาณร้ายชุดคลุมดำทั้งเก้าตนที่เหลือก็จ้องมองมุกวิญญาณในมือพวกเฉิ่นเยียนด้วยความโลภ
พวกมันถูกความละโมบครอบงำ จึงพุ่งกระโจนเข้าใส่พวกเฉิ่นเยียนทันที
เฉิ่นเยียนกลืนมุกวิญญาณลงไปโดยตรง
มิหนำซ้ำ นางยังหันไปสั่งฉีเหยียนและจี๋
"รีบกลืนลงไปเร็วเข้า"
ฉีเหยียนและจี๋ไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบกลืนมุกวิญญาณลงท้องทันที
เมื่อวิญญาณร้ายชุดคลุมดำเห็นดังนั้นก็โกรธจนกัดฟันกรอด ทว่ายังคิดจะพุ่งเข้ามาฉีกทึ้งร่างกายพวกเขาเพื่อควักเอามุกวิญญาณออกมาให้จงได้
ฉีเหยียนแค่นหัวเราะเย็นชา พร้อมยกกระบี่ขึ้นขวางไว้ระดับอก
"ใต้เท้าราชันผีเพิ่งรับพวกเราเป็นลูกน้อง พวกเจ้าก็คิดจะลงมือกับพวกเราเสียแล้ว ในสายตาพวกเจ้ายังเห็นหัวใต้เท้าราชันผีอยู่อีกหรือไม่?"
เมื่อเหล่าวิญญาณร้ายชุดคลุมดำได้ยินดังนั้น ก็พลันส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันแหลมแสบแก้วหูออกมาทันที
"ฮ่าๆๆ..."
"พวกเจ้าคิดว่าฐานะนี้จะเป็นเครื่องรางคุ้มภัยให้ได้อย่างนั้นหรือ? ลองดูสิว่าเขาได้แก้แค้นแทนวิญญาณร้ายที่ตายไปแล้วหรือไม่? หึๆ... ไม่เลย!"
หนึ่งในวิญญาณร้ายกล่าวเยาะเย้ย แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ในขุมนรกแห่งนี้ มีใครบ้างที่ได้รับการคุ้มครองจากใต้เท้าราชันผีอย่างแท้จริง?
ไม่มีเลย!
แต่ถึงกระนั้น พวกมันก็ไม่ต้องการความคุ้มครองจากใต้เท้าราชันผี ขอเพียงแค่เขาไม่ลงมือสังหารพวกมันก็เพียงพอแล้ว!
"หากพวกเจ้าตายไป นั่นก็เป็นเพราะพวกเจ้าอ่อนแอเอง จะไปโทษใครได้ล่ะ?! ฮ่าๆๆ..."
เหล่าวิญญาณร้ายส่งเสียงหัวเราะลั่นราวกับคนเสียสติ ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง