- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 722 ราชันผีปรากฏตัว
ตอนที่ 722 ราชันผีปรากฏตัว
ตอนที่ 722 ราชันผีปรากฏตัว
เมื่อวิญญาณร้ายชุดคลุมดำตนอื่นเห็นเช่นนั้นก็แยกเขี้ยวหัวเราะร่วนอย่างชั่วร้าย พวกมันไม่คิดจะเข้าไปขัดขวาง ทว่ากลับยืนอยู่กับที่ราวกับกำลังรอชมงิ้วฉากสนุก
แววตาของเฉิ่นเยียนเยียบเย็นลง นางยกกระบี่ขึ้นรับการโจมตีจากวิญญาณร้ายชุดคลุมดำทั้งสองตน
ตู้ม! เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว
เฉิ่นเยียนรับมือแบบหนึ่งต่อสองจึงตกเป็นรอง แรงปะทะกระแทกร่างนางจนต้องถอยร่นไปหลายก้าว
ขณะที่ร่างกายกำลังเสียหลัก ฉีเหยียนที่อยู่ด้านข้างก็ตาไวรีบคว้าตัวนางไว้ เขายกแขนขึ้นประคองแผ่นหลังของเฉิ่นเยียนอย่างมั่นคง
เมื่อเห็นว่าเฉิ่นเยียนกลับมายืนหยัดได้มั่นคงแล้ว ฉีเหยียนก็ชักมือกลับอย่างแนบเนียน
ใบหน้าของฉีเหยียนเคร่งขรึมเย็นชา เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"ไหนบอกว่าจะพาพวกเราไปเข้าเฝ้าใต้เท้าราชันผีอย่างไรเล่า? เหตุใดตอนนี้ถึงได้มาลงไม้ลงมือ สรุปแล้วพวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ วิญญาณร้ายทั้งสองตนที่เดิมทีก็ถูกตัณหาครอบงำพลันมีสีหน้ามืดครึ้มลง พวกมันจ้องเขม็งไปยังฉีเหยียนและเฉิ่นเยียนอย่างดุร้าย นัยน์ตาสาดประกายเย็นเยียบอำมหิต
ในขณะเดียวกัน กลุ่มวิญญาณร้ายชุดคลุมดำรอบๆ ก็เริ่มส่งเสียงโห่ร้องตะโกนโวยวายขึ้นมา
"ฮี่ๆๆ... รีบฆ่าพวกมันซะสิ!"
วิญญาณร้ายตนหนึ่งที่มีใบหน้าดุร้ายน่าสะพรึงกลัวกรีดร้องเสียงแหลม
"ใช่แล้ว รีบเชือดไอ้สองตัวที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนี่ซะ!"
วิญญาณร้ายอีกตนที่มีน้ำเสียงแหบพร่ากล่าวสมทบ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพวกที่หัวเราะอย่างหื่นกระหายและตะโกนออกมาตรงๆ ว่า
"ฮ่าๆ บิดาไม่ได้ลิ้มรสสตรีมานานมากแล้ว รีบกระชากหน้ากากของนางออก แล้วจับแก้ผ้าซะ! ให้พวกเราได้ชื่นชมเรือนร่างนังหนูนี่ให้เต็มตาเถอะ!"
"ใช่ๆๆ! รีบลงมือเร็วเข้า!"
วิญญาณร้ายชุดคลุมดำตนอื่นต่างส่งเสียงตะโกนโห่ร้องตาม แต่ละตนมีสีหน้าละโมบดุร้าย ราวกับฝูงหมาป่าหิวโหยพบเจอเหยื่ออันโอชะ
สีหน้าของเฉิ่นเยียนเยือกเย็นยิ่งนัก ตรงกันข้ามกับฉีเหยียนที่ใบหน้ามืดทะมึนเย็นเยียบ เห็นได้ชัดว่าเขากำลังโกรธจัด
ฉีเหยียนพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อย กระบี่ยาวในมือก็สะท้อนประกายแสงเย็นยะเยือก
เมื่อเห็นเช่นนั้น วิญญาณร้ายชุดคลุมดำทั้งสองก็ถูกยั่วโทสะ พวกมันพุ่งทะยานเข้าจู่โจมเฉิ่นเยียนและฉีเหยียนทันที
ตู้มมม!
พลังของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
ร่างของวิญญาณร้ายทั้งสองถูกฟันกระเด็นลอยไปกระแทกพื้นในชั่วพริบตา
ภาพนี้ยิ่งทำให้วิญญาณร้ายรอบๆ ตื่นเต้นฮึกเหิมมากขึ้นไปอีก พวกมันไม่รู้สึกโกรธแค้นหรือห่วงใยอาการบาดเจ็บของสหายเลยแม้แต่น้อย
ฉีเหยียนหันไปมองเฉิ่นเยียน ก่อนส่งเสียงทางจิตเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า
"เหตุใดจึงไม่บุกฝ่าเข้าไปตรงๆ เล่า?!"
เฉิ่นเยียนตอบกลับไปว่า
"เพราะข้าอยากจะพบหน้าราชันผีของที่นี่สักหน่อย"
สีหน้าของนางดูซับซ้อน อารมณ์ในใจปั่นป่วนว้าวุ่น มือที่กุมด้ามกระบี่บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย
ในชาติก่อน ตอนที่ถูกส่งตัวมายังแดนยมโลก สถานที่แห่งแรกที่นางมาถึงก็น่าจะเป็นชั้นนรกแห่งแดนวิญญาณแห่งนี้ และราชันผีในเวลานั้นก็คือ...
"เจ้ารู้จักราชันผีหรือ?"
ในใจของฉีเหยียนรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
เฉิ่นเยียนเอ่ยถ้อยคำที่มีความหมายคลุมเครือออกมา
"บางทีอาจจะไม่ใช่นางก็ได้"
ฉีเหยียนพยายามทำความเข้าใจความหมายของประโยคนั้น และในจังหวะนั้นเอง วิญญาณร้ายทั้งสองตนที่โกรธเกรี้ยวจนถึงขีดสุดก็พุ่งทะยานกลับมาอย่างรวดเร็ว
เฉิ่นเยียนดึงสติกลับคืนมา นางกระชับกระบี่เทวะเทียนโจวในมือแน่น เมื่อนึกถึงกระบวนท่าที่ 'คนผู้นั้น' เคยสั่งสอน นางก็ค่อยๆ หลับตาลง
ยังไม่ทันที่ฉีเหยียนจะได้ตอบสนอง คนข้างกายก็หายตัวไปเสียแล้ว เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ร่างของวิญญาณร้ายทั้งสองก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อน!
ในชั่วพริบตา ไอแค้นก็พวยพุ่งและระเบิดออกกลายเป็นหมอกควัน
เหล่าวิญญาณร้ายที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นเช่นนั้น ก็พากันสูดดมกลืนกินไอแค้นด้วยความตื่นเต้น
เวลานี้ กระบี่เทวะเทียนโจวในมือเฉิ่นเยียนถูกปกคลุมด้วยพลังวิญญาณที่ควบแน่นจนเป็นสสารแข็ง ตัวกระบี่ราวกับถูกสลักเสลาด้วยลวดลายโทเท็ม
ดูทั้งพิสดารและอันตราย!
ฉีเหยียนเห็นนางสังหารวิญญาณร้ายไปถึงสองตน ในใจก็แอบตกตะลึง แม้จะรู้ว่านางสามารถต่อสู้ข้ามระดับได้ แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่าจะสามารถฟาดฟันวิญญาณร้ายที่มีตบะบารมีสูงกว่าถึงสิบขั้นได้ง่ายดายปานนี้
สายตาของเขาทอดมองไปยังกระบี่ของนาง...
นี่มันคืออะไรกัน?!
เฉิ่นเยียนไม่ได้จงใจปิดบังกระบวนท่าของตน นางเงยหน้าขึ้นมา ภายในดวงตาคล้ายจะแฝงความคาดหวังอยู่ลึกๆ
หากราชันผีคือ 'คนผู้นั้น' ล่ะก็ จะต้องจดจำกระบวนท่านี้ได้อย่างแน่นอน
เพราะนี่คือสิ่งที่นางเป็นคนสอนมา
ไม่กี่อึดใจต่อมา แววตาของเฉิ่นเยียนก็หม่นหมองลงเล็กน้อย
ก็นั่นสินะ... เวลาผ่านไปตั้งสามหมื่นกว่าปีแล้ว บางทีนางอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้
จังหวะนั้นเอง วิญญาณร้ายร่างผอมสูงก็เอ่ยเร่งเร้าว่า
"ตามพวกข้ามา!"
"เร็วเข้า!"
เฉิ่นเยียนเบิกตาขึ้น แววตาเย็นเยียบไปถึงกระดูกดำ นางหันไปมองฉีเหยียน ก่อนจะพ่นคำๆ หนึ่งออกจากริมฝีปาก
"ฆ่า"
เมื่อฉีเหยียนสัมผัสได้ถึงแววตานั้น ในใจก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ความเข้าขาที่บ่มเพาะมาตลอดหลายวันทำให้เขารับคำสั่งทันที ชายหนุ่มยกกระบี่พุ่งเข้าห้ำหั่นกับเหล่าวิญญาณร้ายรอบด้าน
เฉิ่นเยียนยกกระบี่พุ่งทะยานตามไปติดๆ
เช้งงง!
"พวกเจ้ารนหาที่ตายนักใช่ไหม?!"
การกระทำของทั้งคู่ได้ยั่วยุให้วิญญาณร้ายในที่แห่งนั้นโกรธเกรี้ยว พวกมันเปิดฉากโต้กลับทันทีโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม และไม่เกรงกลัวการดำรงอยู่ของใต้เท้าราชันผีอีกต่อไป
วิญญาณร้ายชุดคลุมดำหลายสิบตนที่มีตบะบารมีระดับปรโลกขั้นที่หกสิบ ต่างพากันเข้ามารุมล้อมเฉิ่นเยียนและฉีเหยียนเอาไว้ แทบจะกลืนกินพวกเขาทั้งคู่จนมิด
ทว่าท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนระลอกแล้วระลอกเล่า วิญญาณร้ายจำนวนไม่น้อยต่างก็ถูกฟันจนวิญญาณแตกซ่านหรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูที่มีตบะบารมีสูงกว่า เฉิ่นเยียนทำได้เพียงตั้งรับครั้งแล้วครั้งเล่า และคอยหาจังหวะสวนกลับเมื่อสบโอกาส
ต่อให้นางจะระมัดระวังตัวมากเพียงใด ทว่ายามนี้บนร่างกายก็ยังเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย
สีหน้าของนางเริ่มซีดเผือดลงเรื่อยๆ
วินาทีต่อมา แสงเย็นยะเยือกสายหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจม แขนของนางถูกฟันจนเกิดแผลลึก ความเจ็บปวดทำเอาเฉิ่นเยียนชาหนึบไปทั้งหนังศีรษะ เหงื่อเย็นผุดพรายไม่หยุด
จี๋ที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในมิติพลังพิเศษรีบปรากฏตัวออกมาทันที เขารวบรวมพลังฝ่ามือซัดกระแทกวิญญาณร้ายรอบๆ จนถอยร่น เด็กหนุ่มตัวน้อยหันไปมองเฉิ่นเยียนด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"เจ้ายังทนไหวหรือไม่?"
เฉิ่นเยียนกัดฟันทนความเจ็บปวดแล้วพยักหน้า
สีหน้าของจี๋ดูย่ำแย่อย่างมาก หากไม่ใช่เพราะอูอิ่งและพรรคพวกไม่สามารถเข้ามาในชั้นนรกแห่งนี้ได้ล่ะก็ เจ้านายก็คงไม่ต้องบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้
การปรากฏตัวของจี๋ทำให้สถานการณ์พลิกผันทันที
หลังจากที่เฉิ่นเยียนกลืนโอสถลงไปหนึ่งเม็ด นางก็กระโจนเข้าร่วมวงต่อสู้อีกครั้ง
ทั้งสามคนร่วมมือกันรับมือกับวิญญาณร้ายเหล่านั้น
ส่วนวิญญาณแค้นที่ถูกมัดอยู่ไม่ไกลนักต่างก็จับจ้องสถานการณ์ทางฝั่งนี้ วิญญาณแค้นบางตนเริ่มดิ้นรนขัดขืน หมายจะสลัดให้หลุดจากพันธนาการ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป กลุ่มวิญญาณร้ายชุดคลุมดำก็เหลือเพียงเก้าตนเท่านั้น
ทว่าเฉิ่นเยียนและพวกพ้องอีกสองคนล้วนแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
มุมปากของเฉิ่นเยียนมีเลือดรินไหล ร่างวิญญาณของนางก็เริ่มค่อยๆ โปร่งแสงขึ้นมาแล้วเช่นกัน
เมื่อฉีเหยียนและจี๋เห็นเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป แววตาเต็มเปี่ยมด้วยความวิตกกังวล
จี๋เอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรนว่า
"นายท่าน ท่านรีบกลับไปรักษาอาการบาดเจ็บในมิติเถิด"
เฉิ่นเยียนค่อยๆ หยัดกายขึ้นยืนตรง นางเม้มริมฝีปากที่ซีดเซียวแห้งผาก ก่อนจะกระตุกมุมปากยิ้มบางเบา
"ข้าเหนื่อยแล้วล่ะ"
จี๋ชะงักงันไปชั่วขณะ
น้อยครั้งนักที่เขาจะได้ยินเฉิ่นเยียนพูดเช่นนี้ เพราะนางมักจะฝืนทนยืนหยัดมาโดยตลอด
เมื่อฉีเหยียนได้ยินดังนั้น ในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกละอายใจ เป็นเพราะเขาปกป้องแม่นางเฉิ่นได้ไม่ดีพอ หากเขาแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ล่ะก็...
ขณะที่เฉิ่นเยียนกำลังคิดจะเรียกเจดีย์ปราบสยบมารเก้าวัฏฏะออกมา จู่ๆ เบื้องหน้าก็มีแรงกดดันอันทรงพลังสายหนึ่งกวาดม้วนเข้ามาในพริบตา ทำเอาทั่วทั้งนรกโลกันตร์ชั้นที่สิบสามสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
"พวกเจ้าสังหารลูกน้องของเปิ่นจั้วไปมากมายถึงเพียงนี้ ยังคิดจะมีชีวิตรอดกลับไปอีกอย่างนั้นหรือ?"
เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นเพียงว่าห่างออกไปไม่ไกลนัก ได้ปรากฏเกี้ยวเสลี่ยงโอ่อ่าอลังการและงดงามตระการตาอย่างไร้ที่เปรียบขึ้นมากะทันหัน
เกี้ยวเสลี่ยงหลังนั้นถูกแบกหามบนบ่าของบุรุษกำยำล่ำสันแข็งแกร่งถึงแปดคน พวกเขาก้าวเดินอย่างมั่นคงด้วยจังหวะพร้อมเพรียงและหนักแน่น มุ่งหน้ามาทางนี้อย่างเชื่องช้า
บนเกี้ยวเสลี่ยงมีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งนั่งอยู่ เป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยอายุราวสี่ห้าขวบ เขามีเครื่องหน้าประณีตงดงาม ใบหน้าขาวซีด สวมใส่อาภรณ์สีนิลปักดิ้นทองอร่าม ทั่วทั้งร่างเอนพิงพนักอย่างเกียจคร้าน เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้สายตาหยิ่งผยองไร้ผู้ใดเทียมทานกวาดมองลงมาจากที่สูง ท่าทางช่างโอหังและกร่างเสียเหลือเกิน