- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 721 ทอดวิญญาณแค้น
ตอนที่ 721 ทอดวิญญาณแค้น
ตอนที่ 721 ทอดวิญญาณแค้น
ราชาจงเพ่ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา เขาขยับนั่งลงให้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง
"ต่อให้เจ้าจะนำทัพออกศึกด้วยตัวเอง ทว่าแผนการนี้กลับจะทำให้พวกเราต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล"
เสิ่นเช่อแย้มยิ้มบางเบา
"หรือว่าท่านอ๋องไม่อยากขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิปรโลกหรือ?"
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกไป สีหน้าของราชาจงเพ่ยก็เคร่งขรึมลงเล็กน้อย เขาจ้องเขม็งไปยังเสิ่นเช่อด้วยสายตาลึกล้ำ ทว่าไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา เพราะในใจกำลังคิดคำนวณผลได้ผลเสีย
หมอนี่ทำไปเพื่อตัวเอง หรือกำลังคิดถึงแดนยมโลกทั้งใบกันแน่?
เสิ่นเช่อกล่าวอีกครั้งว่า
"ท่านอ๋อง ข้ามาจากเผ่าพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในใต้หล้า ท่านคิดว่าข้าไร้ความสามารถที่จะสนับสนุนให้ท่านกลายเป็นจักรพรรดิปรโลกอย่างนั้นหรือ?"
คำพูดนี้ทำให้จิตใจของราชาจงเพ่ยเกิดความหวั่นไหว เขามองเสิ่นเช่อแวบหนึ่ง แต่ก็ยังคงรักษาความเงียบเอาไว้
เสิ่นเช่อหัวเราะเบาๆ
"ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังมีคนในเผ่าพันธุ์เดียวกัน เขาก็สามารถช่วยเหลือท่านได้เช่นกัน"
"คนในเผ่าพันธุ์ของเจ้าคือใคร?"
ในที่สุดราชาจงเพ่ยก็ยอมเอ่ยปาก
"ข้าไม่อาจบอกท่านเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ แต่เขามาจาก..."
เสิ่นเช่อจงใจลากเสียงยาวในตอนท้าย จากนั้นก็ขยับปากพูดสามคำแบบไร้เสียง
ม่านตาของราชาจงเพ่ยหดเกร็งลงฉับพลัน เขาตกตะลึงจนถึงขีดสุด รีบเอ่ยถามเสียงหลงว่า
"ที่แห่งนั้นมีอยู่จริงๆ หรือ?"
"มีสิ เพียงแต่ในโลกนี้ คนที่สามารถเข้าไปข้างในได้นั้นมีอยู่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ต่อให้เป็นท่านในตอนนี้ก็ยังไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไป"
เสิ่นเช่อกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า เมื่อเห็นว่าสีหน้าของราชาจงเพ่ยดำคล้ำลงเรื่อยๆ เสิ่นเช่อก็เปลี่ยนบทสนทนาแล้วหัวเราะว่า
"ทว่า หากท่านสามารถขึ้นเป็นจักรพรรดิปรโลกได้ล่ะก็ นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยฐานะจักรพรรดิปรโลก ย่อมทำให้ท่านมีคุณสมบัติที่จะเข้าไปได้อย่างแน่นอน"
เปลวเพลิงแห่งความปรารถนาในใจของราชาจงเพ่ยยิ่งกลิ้งเกลือกก็ยิ่งลุกโชน หากเขามีคุณสมบัติที่จะเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นได้...
ราชาจงเพ่ยหรี่ตาทั้งสองข้างลง
"คนในเผ่าของเจ้าจะช่วยเปิ่นจั้วจริงๆ หรือ?"
"ย่อมช่วยเหลือ"
เสิ่นเช่อให้คำตอบที่หนักแน่น
ราชาจงเพ่ยครุ่นคิดอยู่ไม่กี่อึดใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก
"เปิ่นจั้วตกลงรับแผนการของเจ้า"
เสิ่นเช่อเผยรอยยิ้มบางเบา
ชั้นนรกแห่งแดนวิญญาณ
ร่างสองร่างกำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วอยู่ภายในนรกโลกันตร์ชั้นที่หนึ่ง ลงมือเข่นฆ่าสังหารกันอย่างไม่หยุดหย่อน!
วิญญาณแค้นจำนวนนับไม่ถ้วนยังคงพุ่งทะยานเข้าใส่พวกเขาสุดชีวิต
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนแหลมแสบแก้วหู วิญญาณแค้นดวงแล้วดวงเล่าแตกซ่านเลือนหายไปในนรกโลกันตร์ชั้นที่หนึ่ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปสองเย่ว์
เงาร่างทั้งสองปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูผีของนรกโลกันตร์ชั้นที่สิบสาม
เด็กสาวในชุดสีม่วงกระชับกระบี่ในมือ ท่วงท่าหยัดยืนสง่างาม นางสวมหน้ากากสีเงินทำให้ไม่อาจมองเห็นใบหน้าที่แท้จริง มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่เย็นชาเยียบเยือกเผยให้เห็นเท่านั้น
ส่วนชายหนุ่มข้างกายมีใบหน้าหล่อเหลา สวมชุดรัดกุมสีแดงเข้ม มือจับกระบี่ยาวเช่นเดียวกัน ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าอันน่าเกรงขาม
เด็กสาวค่อยๆ เอ่ยปากกล่าวว่า
"ในนรกโลกันตร์ชั้นที่สิบสามนี้ มีวิญญาณร้ายดำรงอยู่"
ชายหนุ่มผู้นั้นก็คือขุนพลปรโลก 'ฉีเหยียน' เขามีสีหน้าเคร่งขรึมจ้องมองเด็กสาวข้างกาย ในใจเชื่อมั่นในตัวนางอย่างลึกซึ้งไปแล้ว ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความสงสัยต่อคำพูดของนางอีกเลย
เพราะตลอดระยะเวลาสองเย่ว์ที่เข้ามาในชั้นนรกแห่งนี้ การตัดสินใจของ 'เฉิ่นเยียน' แทบจะไม่เคยผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมก็คือ นางกลับสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณจนบรรลุถึง 'ระดับปรโลกขั้นที่ห้าสิบ' ได้ภายในเวลาเพียงแค่สองเย่ว์สั้นๆ เท่านั้น!
พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรนี้ช่างทำให้ผู้คนต้องตื่นตะลึงจริงๆ
ต้องรู้เอาไว้ว่า เขาฝึกฝนมานานนับพันปี ตบะบารมีเพิ่งจะบรรลุไปถึงขั้นที่แปดสิบสาม ต่อให้เป็นเช่นนั้น เขาก็ยังเคยถูกขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะมาก่อน
ทว่าในยามนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเด็กสาวข้างกายแล้ว เขาแทบจะไม่นับว่าเป็นตัวอะไรได้เลย
ฉีเหยียนมองดูประตูผีนรกโลกันตร์ตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมา
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเคยพบเจอกับวิญญาณร้ายมาบ้างแล้ว วิญญาณร้ายเหล่านั้นโหดเหี้ยมดุร้ายยิ่งกว่าวิญญาณแค้น และรับมือได้ยากเย็นแสนเข็ญ
ทว่าวิญญาณร้ายที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่ในนรกโลกันตร์ชั้นที่สิบสาม น่าจะเป็นหนึ่งในวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดของชั้นนรกแห่งแดนวิญญาณ ตบะบารมีของพวกมันจะต้องก้าวข้ามระดับปรโลกขั้นที่แปดสิบไปอย่างแน่นอน
เฉิ่นเยียนยังไม่ทันยกมือขึ้นผลัก ประตูผีนรกโลกันตร์บานนั้นก็เปิดออกเองอย่างรวดเร็ว
แอ๊ดดด...
ฉีเหยียนคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้จนเห็นเป็นเรื่องปกติวิสัย จึงไม่ได้รู้สึกตกตะลึงอีกต่อไป เพราะประตูผีนรกโลกันตร์สิบสองบานก่อนหน้านี้ ล้วนเปิดออกเองอย่างว่านอนสอนง่าย เพื่อให้เฉิ่นเยียนเดินเข้าไปได้เลย
หากเป็นคนอื่นต้องการจะผลักประตูผีนรกโลกันตร์ให้เปิดออก ย่อมต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล และอาจถึงขั้นถูกประตูผีนรกโจมตีกลับด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ เฉิ่นเยียนยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูไปแล้ว วินาทีที่นางเหยียบย่างเข้าสู่เขตนรกโลกันตร์ชั้นที่สิบสาม บริเวณใต้ฝ่าเท้าก็ถูกเจิ่งนองด้วยของเหลวในพริบตา พร้อมกับมีกลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งลอยปะทะเข้าใส่หน้า
เมื่อเพ่งมองดูให้ดี ที่แห่งนี้กลับดูราวกับเป็นทะเลเลือดกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต โลหิตสีแดงคล้ำไหลบ่าเจิ่งนองไปทั่วพื้นดินอย่างบ้าคลั่ง
จุดที่ไม่ไกลจากทะเลเลือด มีกระทะทองแดงต้มน้ำมันขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หลายใบ กระทะน้ำมันเหล่านั้นกำลังลุกไหม้โชติช่วง เปลวเพลิงแลบเลียก้นกระทะ ปลดปล่อยความร้อนระอุและควันโขมงพวยพุ่งออกมา
กลุ่มวิญญาณในชุดคลุมสีดำที่มีใบหน้าน่าสะพรึงกลัว กำลังเดินขวักไขว่ไปมาอย่างเร่งรีบ ในมือจับเชือกเส้นหนา ออกแรงลากดึงวิญญาณแค้นที่ถูกมัดแน่นหนาดวงแล้วดวงเล่าไปยังหน้ากระทะน้ำมัน
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนน่าเวทนาจนถึงขีดสุด วิญญาณแค้นเหล่านั้นถูกโยนลงไปในกระทะน้ำมันที่กำลังเดือดพล่านอย่างเลือดเย็น
ฉ่า!
เสียงน้ำมันร้อนจัดดังขึ้นพร้อมสาดกระเซ็นขึ้นมาสูงลิบ ร่วงหล่นลงมาบริเวณรอบๆ ควันสีฟ้าจางๆ ลอยคละคลุ้งออกมา
วิญญาณแค้นพากันดิ้นรนบิดกายอย่างเจ็บปวดทรมานอยู่ภายในกระทะ ทว่าผ่านไปไม่นาน พวกมันก็หลอมละลายอย่างรวดเร็วราวกับภูเขาหิมะที่ถูกแสงแดดแผดเผา ร่างกายทั้งหมดค่อยๆ จมดิ่งลงไปในกระทะน้ำมันเดือดปุดๆ จนอันตรธานหายไป
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กลุ่มวิญญาณชุดคลุมดำก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัว พวกมันหันขวับมองมาทางด้านนี้
ดวงตาทั้งสองข้างของพวกมันเปล่งแสงสีแดงฉาน
สีหน้าของเฉิ่นเยียนแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นวิญญาณร้าย!
เมื่อกวาดสายตามองออกไป จำนวนของวิญญาณร้ายชุดคลุมดำมีมากถึงหลายสิบตน
"เหตุใดนรกโลกันตร์ชั้นนี้ถึงได้มีวิญญาณร้ายมากถึงเพียงนี้?!"
เมื่อฉีเหยียนได้เห็นภาพฉากนี้ หัวใจของเขาก็ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
วินาทีต่อมา วิญญาณร้ายชุดคลุมดำนับสิบตนก็พลิ้วกายมาปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวพวกเขาทั้งสองในชั่วพริบตา และโอบล้อมพวกเขาเอาไว้
ดวงตาของเหล่าวิญญาณร้ายสาดแสงสีแดงก่ำ แผ่กลิ่นอายความชั่วร้ายออกมา
"หอมเหลือเกิน..."
หนึ่งในวิญญาณร้ายแลบลิ้นเลียริมฝีปาก สายตาจ้องเขม็งไปที่เฉิ่นเยียนและฉีเหยียนอย่างละโมบ
วิญญาณร้ายอีกตนหัวเราะอย่างน่าขนลุก
"ไม่ได้เป็นทั้งวิญญาณแค้นและวิญญาณร้าย งั้นพวกเจ้าก็คือผีสายเลือดบริสุทธิ์สินะ?"
"ผีสายเลือดบริสุทธิ์น่ะอร่อยชะมัด"
ในขณะที่วิญญาณร้ายชุดคลุมดำตนหนึ่งกำลังคิดจะลงมือ มันกลับถูกวิญญาณร้ายร่างผอมสูงอีกตนขวางเอาไว้
"เก็บพวกมันเอาไว้ให้ใต้เท้าราชันผีก่อนเถอะ"
เมื่อได้ยินคำว่า 'ใต้เท้าราชันผี' ความละโมบในแววตาของกลุ่มวิญญาณร้ายชุดคลุมดำก็ลดทอนลงทันที สีหน้าของพวกมันดูหวาดเกรงอยู่ไม่น้อย
"ตามพวกข้ามา!"
วิญญาณร้ายร่างผอมสูงตนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา จ้องมองไปที่เฉิ่นเยียนและฉีเหยียนโดยไม่คิดจะปกปิดเจตนาร้ายในแววตา
ฉีเหยียนขมวดคิ้ว กำลังคิดจะชักกระบี่ออกมา แต่กลับถูกเฉิ่นเยียนขัดขวางเอาไว้
ฉีเหยียนมองไปที่เฉิ่นเยียนด้วยความประหลาดใจ
เฉิ่นเยียนคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
"กำลังจะไปเข้าเฝ้าใต้เท้าราชันผีอย่างนั้นหรือ?"
ทันทีที่นางเปิดปากพูด วิญญาณร้ายชุดคลุมดำรอบๆ ก็ตื่นเต้นฮึกเหิมขึ้นมาทันที แสงสีแดงในดวงตาเต็มไปด้วยความละโมบที่ยากจะปิดบัง
"ฮี่ๆ..."
ในบรรดาพวกมัน มีวิญญาณร้ายชุดคลุมดำสองตนที่ไม่อาจสะกดกลั้นความตะกละตะกลามในใจไว้ได้ จึงพุ่งกระโจนเข้าหาเฉิ่นเยียน
เฉิ่นเยียนยกกระบี่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ตวัดฟันเข้าใส่วิญญาณร้ายสองตนนั้น
วิญญาณร้ายทั้งสองไม่ทันระวังตัว จึงถูกปราณกระบี่ฟาดฟันจนต้องถอยร่นไปหลายก้าว
พวกมันเจ็บปวด จึงตะโกนลั่นออกมาด้วยความโกรธแค้นและอับอาย
"นังตัวดี!"
"เจ้ากล้าทำร้ายพวกข้า!"
กล่าวจบ พวกมันก็เรียกอาวุธออกมา แล้วพุ่งทะยานเข้าโจมตีเฉิ่นเยียน!