- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 703 ล้วนจากไป
ตอนที่ 703 ล้วนจากไป
ตอนที่ 703 ล้วนจากไป
เฟิงสิงเหยาไม่รู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของนางเลยสักนิด เพราะเขาเข้าใจนางดี
เขายกมือขึ้นรั้งร่างของเสิ่นเยียนเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก ยกมือขึ้นลูบไล้เรือนผมสลวยของนางอย่างแผ่วเบา "ต้องทำได้อย่างแน่นอน"
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นพูด เขาคงจะแค่นเสียงเยาะเย้ยอย่างดูแคลน ทว่าเมื่อเป็นนาง เขากลับเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวนาง
เสิ่นเยียนถูกเขากอดเอาไว้แน่น นางเองก็ยกมือขึ้นโอบกอดรอบเอวสอบของเขาเช่นกัน
...
ครึ่งเดือนต่อมา เวลาล่วงเลยมาถึงวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนห้า เสิ่นเยียนขึ้นครองราชย์ กลายเป็นจักรพรรดินีแห่งเทียนโจวคนแรกของดินแดนฉางหมิงในรอบแปดร้อยกว่าปี
ผู้กุมอำนาจของขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ ล้วนกลายมาเป็นขุนนางในราชสำนัก
เสิ่นเยียนกลายเป็นจักรพรรดินีผู้มีอำนาจสูงสุดในดินแดนฉางหมิง
เดือนเจ็ดในปีเดียวกัน เผยซู่บอกลาเสิ่นเยียนและพวกพ้องรวมสามคน เพื่อเดินทางไปยังดินแดนต้านอวิ๋นตามหาครอบครัว
เดือนแปดในปีเดียวกัน จูเก่อโย่วหลินร่วมเดินทางไปเป็นเพื่อนอวี๋ฉางอิง มุ่งหน้าไปยังเกาะเป่ยไห่แห่งดินแดนฉางหมิงเพื่อตามหาวัตถุดิบหลอมสมบัติล้ำค่า ในช่วงเวลานั้น จูเก่อโย่วหลินได้พบกับคนของเผ่ากลืนทองกลุ่มหนึ่ง และได้รับรู้ชาติกำเนิดของตนเองจากปากของอีกฝ่าย ภายใต้คำเชิญชวนของคนเผ่ากลืนทองกลุ่มนั้น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตกลงปลงใจที่จะจากไปพร้อมกับพวกเขา อวี๋ฉางอิงจึงเดินทางกลับมาเพียงลำพัง
ต้นเดือนสิบสองในปีเดียวกัน หิมะตกหนักโปรยปรายทั่วชายแดนเหนือของดินแดนฉางหมิง อวี๋ฉางอิงเอ่ยกับเสิ่นเยียนว่า "ข้าอยากจะไปเผชิญโลกกว้างในดินแดนเบื้องบนดูสักตั้ง"
ปลายเดือนสิบสองในปีเดียวกัน อวี๋ฉางอิงก็เดินทางออกจากดินแดนฉางหมิง มุ่งหน้าสู่ดินแดนเบื้องบน
ในช่วงเริ่มต้นของปีใหม่ ข้างกายของเสิ่นเยียนไม่มีสหายที่คุ้นเคยหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ฤดูใบไม้ผลิในปีที่สอง เสิ่นเยียนก็ยังตามหาอาหวยไม่พบ รวมไปถึง...ท่านพ่อเสิ่นเทียนฮ่าว เพราะเสิ่นเทียนฮ่าวเองก็หายตัวไปเช่นกัน
นางก้าวเข้าไปในคุกใต้ดินที่ทั้งมืดมิดและอับชื้น ได้พบกับสตรีที่มีรูปร่างผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก สตรีนางนั้นมีสีหน้าเหม่อลอยคลุ้มคลั่ง มักจะหัวเราะคิกคักออกมาเป็นระยะๆ
นี่คือมารดาผู้ให้กำเนิดร่างนี้ของนาง เฮ่อเหลียนซาง
หลังจากที่ลู่เฉาตกตายไป เฮ่อเหลียนซางก็เสียสติไปเช่นกัน
เนื่องจากลู่เฉาได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เขาจึงทนพิษบาดแผลไม่พ้นฤดูหนาวและสิ้นใจไป
ส่วนบิดาของเขาอย่างลู่จิ่งเฉิง ก็ทนรับความทรมานจากหนอนกู่ไม่ไหว จึงเลือกที่จะปลิดชีพตนเอง
วนเวียนไปมา กลายเป็นเฮ่อเหลียนซางที่รอดชีวิตอยู่เป็นคนสุดท้าย
"เปิดประตู" เสิ่นเยียนเอ่ยเสียงเรียบ
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" ทหารยามที่อยู่ด้านข้างรีบรับคำสั่ง แล้วจัดการเปิดประตูห้องขังออก
เสิ่นเยียนก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน ส่วนสตรีนางนั้นคล้ายจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง นางเงยหน้าขึ้นมามองเสิ่นเยียนอย่างเหม่อลอย พลางหัวเราะคิกคัก "งดงามเหลือเกิน..."
ทว่าวินาทีต่อมา สายตาของนางกลับแปรเปลี่ยนเป็นอาฆาตมาดร้ายอย่างกะทันหัน สีหน้าก็กลายเป็นบิดเบี้ยวและดุร้าย นางด่าทอราวกับหญิงชาวบ้านปากตลาด "เป็นแก นังแพศยา!"
พลางพุ่งพรวดเข้าใส่เสิ่นเยียนอย่างดุดัน ยกสองมือขึ้นหมายจะบีบคอเสิ่นเยียนให้จงได้
ราวกับต้องการจะตายตกไปตามกัน
เสิ่นเยียนเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ส่วนเฮ่อเหลียนซางกลับไม่อาจหยุดยั้งแรงเฉื่อยของตนเองได้ ล้มหน้าคะมำลงไปกองกับพื้น
น้ำเสียงของนางเย็นเยียบยิ่งนัก "เฮ่อเหลียนซาง เดิมทีข้าคิดจะเก็บชีวิตเจ้าเอาไว้ เพื่อมอบให้ท่านพ่อเป็นคนจัดการ ทว่าตอนนี้ กลับทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว"
นางกำลังจะเดินทางออกจากดินแดนฉางหมิง ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามบานปลาย จึงจำต้องกำจัดนางทิ้งไปเสียก่อน
เฮ่อเหลียนซางมีสีหน้าดุร้ายดุดัน กระโจนเข้าใส่นางอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับถูกเสิ่นเยียนเตะกระเด็นจนล้มลง ฉับพลันนั้นนางก็ตวัดมือลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหยาดโลหิตที่สาดกระเซ็นขึ้นมา เฮ่อเหลียนซางก็สิ้นลมหายใจไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่เสิ่นเยียนจะจากไป นางกล่าวว่า "นำศพของนางไปฝังไว้บนเขาฟู่ฉิง"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!"
เสิ่นเยียนเดินออกจากคุกใต้ดินอย่างเชื่องช้า เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันสดใส ทว่าภายในใจกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย รู้สึกเพียงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เวลานี้เอง มีคนผู้หนึ่งกางร่มกระดาษเดินตรงมาหานาง
นางมองตามเสียงไป เห็นผู้มาเยือนสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ มือเรียวยาวที่มีข้อต่อกระดูกชัดเจนจับด้ามร่มเอาไว้แผ่วเบา ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านไร้ผู้ใดเทียบเทียม กลิ่นอายเย็นเยียบจับใจ ยามที่เขาจ้องมองคนผู้หนึ่งเงียบๆ ราวกับเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ลึกซึ้งไร้ขอบเขต ทั้งยังทำให้ผู้คนรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก
น้ำเสียงของเขากังวานใสราวกับหยก
"ฝ่าบาท"
"มีเรื่องอันใด?" เสิ่นเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เนี่ยสวินเคยชินกับความเย็นชาของนางเสียแล้ว "ทางฝั่งแดนมืดเพิ่งส่งข่าวมาพ่ะย่ะค่ะ บอกว่าเวินอวี้ชูคล้ายจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ที่ดินแดนเบื้องบน ทว่ากำลังมีกลุ่มคนลึกลับตามล่าสังหารเขาอยู่"
สีหน้าของเสิ่นเยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางมองเขาอย่างครุ่นคิด "เรื่องนี้สืบทราบมาได้อย่างไร?"
เนี่ยสวินตอบ "ทราบมาจากปากของเด็กหนุ่มที่ชื่อ ชิงอู พ่ะย่ะค่ะ ตามที่เขากล่าวอ้าง เขาเป็นสหายของฝ่าบาทด้วย"
เสิ่นเยียนช้อนตาขึ้นมอง "เขายังอยู่ที่แดนมืดหรือไม่?"
เนี่ยสวินส่ายหน้า จากนั้นเขาก็ก้าวเดินไปข้างหน้าสองก้าว ทว่ายังคงรักษาระยะห่างเอาไว้อย่างอดกลั้น แล้วยื่นจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้กับเสิ่นเยียน
"นี่คือจดหมายที่ชิงอูฝากคนมาส่งมอบให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ"
เสิ่นเยียนรับจดหมายมา ทว่าไม่ได้เปิดอ่านในทันที เพียงแต่ตอบรับเบาๆ คำหนึ่ง
นางหันไปมองเนี่ยสวิน
ทั้งสองสบตากันอย่างเงียบงันอยู่สองวินาที บรรยากาศกลับดูหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย
ขณะที่เนี่ยสวินกำลังจะล่าถอยออกไป เสิ่นเยียนก็จ้องมองเขาพลางกล่าวว่า "เนี่ยสวิน เจ้าอยากได้รับอิสระหรือไม่?"
เนี่ยสวินค่อยๆ หลุบตาลง "ฝ่าบาททรงคิดจะขับไล่กระหม่อมไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ไม่ใช่" เสิ่นเยียนปฏิเสธ เพียงแค่กล่าวต่อว่า "หากเจ้ามีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ข้าสามารถปล่อยเจ้าไปได้"
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีขาวดำตัดกันชัดเจนคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้ปิดบังเลยแม้แต่น้อย ถ้อยคำของเขาก็กำกวมอย่างยิ่งยวด "ความทะเยอทะยานของกระหม่อมไม่ได้ยิ่งใหญ่อันใดเลย เพียงแค่ปรารถนาจะได้อยู่เคียงข้างฝ่าบาทก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"
เขาเอ่ยต่อ "ได้ยินมาว่าฝ่าบาทกำลังจะเสด็จออกจากดินแดนฉางหมิง กระหม่อมยินดีติดตามพระองค์ไปจนตัวตาย ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะทรงอนุญาตหรือไม่?"
เมื่อเห็นว่าเขายังคงมีความหวังหลงเหลืออยู่ เสิ่นเยียนจึงเอ่ยเสียงเย็น "เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเอาไว้แล้ว"
กล่าวจบ นางก็ก้าวเท้าจากไป
"กระหม่อมน้อมส่งเสด็จฝ่าบาท"
เนี่ยสวินมองดูแผ่นหลังของนางที่เดินจากไป แววตาของเขาก็มืดมนลงเรื่อยๆ
...
หลังจากที่เสิ่นเยียนกลับมาถึงพระตำหนัก ก็เปิดจดหมายที่ชิงอูเขียนเอาไว้ออกอ่าน
บนนั้นเขียนเอาไว้ว่า:
"เสิ่นเยียน พบอักษรดั่งพานพบ
ข้ารับรู้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของเจ้าแล้ว ดังนั้นข้าจึงตั้งใจทำนายดวงชะตาให้กับพวกเจ้าโดยเฉพาะ ช่วงเวลาและสถานที่ที่พวกเจ้าจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ข้าทำได้เพียงบอกใบ้พวกเจ้าอย่างคลุมเครือเท่านั้น ไม่อาจพูดออกไปตรงๆ ได้ เจ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี: ณ เมืองหมิงเยวี่ย ในหอหมิงเยวี่ย รอจนกระทั่งฤดูกาลผันเปลี่ยนผ่านพ้นไปเกือบสี่ปี โลหิตจะสาดกระเซ็นเต็มท้องฟ้าบดบังแสงจันทร์กระจ่างในค่ำคืนนี้
ข้ายังได้ทำนายดวงชะตาให้กับอวี้ชูอีกด้วย ยามนี้โชคชะตาของเขาตกต่ำอย่างขีดสุด เกรงว่าอาจจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ทว่า หากเขายืนหยัดผ่านพ้นเคราะห์กรรมในครั้งนี้ไปได้ ก็จะแคล้วคลาดปลอดภัยและพบพานกับความโชคดี
เสิ่นเยียน เจ้าปลุกความทรงจำให้ตื่นขึ้นมาได้แล้วใช่หรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้นจริง จำเป็นต้องเร่งยกระดับความแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุด อีกทั้ง ยังต้องแย่งชิงสิ่งที่สมควรเป็นของเจ้ากลับคืนมา
นอกจากนี้ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ภายในหัวของข้ามักจะมีความทรงจำอันเลือนรางบางอย่างปรากฏขึ้นมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่นของพวกเจ้า ขอเตือนเจ้าเอาไว้สักหน่อย ตอนนี้เจ้ามีตัวเลือกพระสวามีอยู่สิบสามคน ทว่าในบรรดาคนเหล่านี้ ดูเหมือนจะมีอยู่สามคนที่ได้ทำพันธสัญญาแห่งโชคชะตากับเจ้าไปแล้ว
จงจำไว้ให้ขึ้นใจ ระวังตัวเลือกพระสวามีเอาไว้ให้ดี!
—— จาก ชิงอู"
เสิ่นเยียนอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ภายในใจเกิดความรู้สึกซับซ้อน สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
—— รอจนกระทั่งฤดูกาลผันเปลี่ยนผ่านพ้นไปเกือบสี่ปี
ต้องรอไปจนถึงสี่ปีให้หลังเลยหรือ?
ปลายนิ้วของนางงอเข้าหากันเล็กน้อย พวกเยวี่ยเยวี่ยหลายคนเพิ่งจะจากไปได้เพียงครึ่งปี นางยังต้องรอไปอีกถึงสี่ปี กว่าจะได้กลับมาพบกับพวกเขาอีกครั้งงั้นหรือ?
ยามนี้พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้าง?
ฉือเยวี่ยจะฟื้นคืนสติขึ้นมาในอีกสี่ปีข้างหน้าหรือไม่?
เรื่องราวต่างๆ มากมายถาโถมเข้ามา กดทับลงบนหัวใจของนางอย่างหนักอึ้ง
นางหลุบตาลงมองประโยคสุดท้ายในจดหมายอีกครั้ง ตัวเลือกพระสวามี...
ตัวเลือกพระสวามีทั้งสามคนล้วนทำพันธสัญญาแห่งโชคชะตากับนางไปแล้ว
ตงฟางซิ่นนับเป็นหนึ่งในนั้น และยามนี้เขาก็ตายไปแล้ว
เช่นนั้น อีกสองคนที่เหลือคือผู้ใดกัน?
เสิ่นเช่อนับเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่?
หากใช่ เช่นนั้นอีกหนึ่งคนที่เหลือจะเป็นผู้ใดกันแน่?
ในบรรดาตัวเลือกพระสวามีที่นางเคยพบเจอในตอนนี้ มีเพียงเนี่ยสวิน, เสิ่นเช่อ, สุยฉางอวิ้น, ตงฟางซิ่น, ซือก่าง
เสิ่นเช่อเคยกล่าวเอาไว้ว่า มีตัวเลือกพระสวามีเจ็ดคนที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า ไม่ตกตายไปแล้ว ก็แต่งงานออกเรือนไปตามปกติ
ผู้ที่แต่งงานออกเรือนตามปกติ ย่อมไม่มีตราประทับชาดพิทักษ์พรหมจรรย์หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เว้นเสียแต่ว่าสิ่งที่อยู่บนร่างกายของพวกเขาจะไม่ใช่ตราประทับพิทักษ์พรหมจรรย์ แต่เป็นพันธสัญญาแห่งโชคชะตา!
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังมีตัวเลือกพระสวามีอีกหนึ่งคนเป็นผู้ใดกันแน่?
เสิ่นเยียนรีบส่งคนไปตรวจสอบบรรดาตัวเลือกพระสวามีที่แต่งงานออกเรือนตามปกติไปแล้วทันที ถือโอกาสเชิญพวกเขามา เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดต่อหน้า