- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 704 ท่านจุนซ่างหึงหวง
ตอนที่ 704 ท่านจุนซ่างหึงหวง
ตอนที่ 704 ท่านจุนซ่างหึงหวง
วันที่สาม
บุคคลสามคนที่เคยเป็นตัวเลือกพระสวามีของเสิ่นเคอถูกพาตัวมายังโถงตำหนัก ทั้งสามคนนี้มีรูปลักษณ์ของชายวัยกลางคนหรือวัยชราไปแล้ว ทว่าพวกเขาก็มีชีวิตอยู่มานานถึงแปดร้อยกว่าปีแล้วจริงๆ
ส่วนอีกสี่คนที่เหลือนั้น ได้เสียชีวิตไปแล้ว
ทั้งสามมองเสิ่นเยียนด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ก่อนจะคุกเข่าทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด
"ถวายบังคมฝ่าบาท!"
เสิ่นเยียนเอ่ยเสียงขรึม "ถอดเสื้อท่อนบนออก"
ทั้งสามชะงักงัน พวกเขามองหน้ากันไปมา ภายในใจย่อมรู้ดีแก่ใจ ฝ่าบาทไม่มีทางถูกใจพวกเขาอย่างแน่นอน ทว่าต้องมีแผนการอื่นเป็นแน่
พวกเขาไม่กล้าขัดขืนคำสั่ง รีบถอดเสื้อท่อนบนออกทันที
หลังจากถอดเสื้อออกแล้ว พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง ทว่าหากพวกเขายังไม่ได้แต่งงาน สถานะในยามนี้ก็ยังคงเป็นตัวเลือกพระสวามีของเสิ่นเยียนอยู่ดี
แม้จะมีชีวิตอยู่มาแปดร้อยกว่าปีเช่นเดียวกัน แต่เสิ่นเช่อกลับดูอ่อนเยาว์กว่าพวกเขามากนัก นั่นเป็นเพราะพรสวรรค์และตบะของพวกเขาเมื่อนำไปเทียบกับเสิ่นเช่อแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ตบะของพวกเขาไม่ถือว่าสูงนัก ดังนั้นจึงไม่อาจคงความเยาว์วัยเอาไว้ได้ตลอดไป
พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงความแก่ชราที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันได้ ย่อมรู้ดีว่าตนเองไม่มีทางถูกองค์หญิงใหญ่เลือกอย่างแน่นอน ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจยอมแพ้ แต่งงานมีภรรยาและลูก ใช้ชีวิตเฉกเช่นผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาทั่วไป
เมื่อพวกเขาถอดเสื้อท่อนบนออก บริเวณกระดูกไหปลาร้าทั้งสองข้างก็ไม่มีตราประทับชาดหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
เสิ่นเยียนค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้
เมื่อทั้งสามเห็นเช่นนั้น ก้อนเนื้อในอกก็เต้นระรัวอย่างรุนแรง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่าตึงเครียดขึ้นมา
เสิ่นเยียนหยุดยืนนิ่ง ภายในใจกระจ่างแจ้งดีแล้ว ทว่าเพื่อความรอบคอบ นางจึงร้องเรียก "ท่านลุงเจิง ตรวจสอบดูให้ละเอียด ดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่"
ท่านลุงเจิงรีบรับคำทันที จากนั้นก็ลงมือใช้วิชาลับบางอย่างเพื่อตรวจสอบดูว่าทั้งสามคนนี้ได้ซุกซ่อนตราประทับชาดเอาไว้หรือไม่
ครู่ต่อมา ท่านลุงเจิงก็รายงานด้วยความเคารพ "ทูลฝ่าบาท ไม่มีสิ่งใดผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ"
เสิ่นเยียนพยักหน้าเล็กน้อย
หลังจากไล่ทั้งสามคนออกไปแล้ว นางก็ส่งคนไปเรียกเนี่ยสวินและสุยฉางอวิ้นมา
ท่านลุงเจิงมีสีหน้าชะงักไปเล็กน้อย "ฝ่าบาท พวกเขาก็ต้องตรวจสอบด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"เหตุใดถึงไม่ตรวจเล่า?" เสิ่นเยียนถามกลับ นางเคยเสียรู้ตงฟางซิ่นมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นการกระทำสิ่งใดจึงต้องระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น
ไม่อาจปล่อยให้ผู้ที่คิดไม่ซื่อมีโอกาสลงมือได้
ไม่นานนัก เนี่ยสวินและสุยฉางอวิ้นก็มาถึงโถงตำหนัก รูปลักษณ์ของทั้งสองต่างก็โดดเด่นไปคนละแบบ เนี่ยสวินดูเย็นชาบริสุทธิ์ดุจเซียน ส่วนสุยฉางอวิ้นนั้นงดงามเย้ายวนอย่างถึงที่สุด
ทั้งสองทำความเคารพ
เสิ่นเยียนเอ่ยตรงๆ ว่า "ถอดเสื้อท่อนบนออก"
ทั้งสองมองเสิ่นเยียนด้วยสีหน้าตกตะลึง คล้ายกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงออกคำสั่งเช่นนี้
"เอ่อ..." สุยฉางอวิ้นลังเล
เนี่ยสวินขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ เพราะเขาไม่เคยกระทำพฤติกรรมที่เกินเลยเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมาก่อน เขาเอ่ยอย่างยากลำบากว่า "ฝ่าบาท ในตำหนักมีคนอยู่มากพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น ก็เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วค่อยๆ เอ่ยว่า "ยกเว้นท่านลุงเจิง คนอื่นๆ ออกไปให้หมด"
ทุกคนรับคำสั่ง แล้วพากันถอยออกไป
ยามนี้ ภายในโถงตำหนักเหลือเพียงเสิ่นเยียน, ท่านลุงเจิง, เนี่ยสวิน และสุยฉางอวิ้นเท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น สุยฉางอวิ้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาปลดสายรัดเอวออก ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก ตามด้วยเสื้อตัวใน...
สุยฉางอวิ้นมีรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างเอวสอบ มัดกล้ามเนื้อบนร่างกายของเขาดูราวกับถูกสลักเสลามาอย่างประณีต งดงามและเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะรอบเอวที่คอดกิ่วนั้น ยิ่งดึงดูดสายตาผู้คน ราวกับสามารถโอบกอดได้ด้วยมือเดียว บริเวณกระดูกไหปลาร้าปรากฏตราประทับชาดรอยหนึ่ง สีแดงสดเย้ายวนตัดกับผิวพรรณอันขาวผ่อง
เนี่ยสวินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ยื่นมือไปปลดสายรัดเอวออก เมื่อสายรัดเอวคลายออก เสื้อคลุมตัวนอกอันประณีตของเขาก็ค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น
เอวสอบที่แข็งแกร่งของเขาค่อยๆ เผยให้เห็นจนหมดสิ้น หน้าอกมีจุดสีชมพูสองจุด ผิวพรรณของเขาเปล่งประกายสีขาวเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ เนียนนุ่มดุจแพรไหม ราวกับหยกขาวมันแพะ ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นรอยประทับที่แดงสดดั่งชาดตรงบริเวณกระดูกไหปลาร้าของเขา
และในเวลานี้ ทั้งสองต่างก็เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นเยียน สายตาของสุยฉางอวิ้นเปิดเผยตรงไปตรงมา ส่วนสายตาของเนี่ยสวินแฝงไว้ด้วยความเขินอายอยู่หลายส่วน
ใบหน้าของเนี่ยสวินขึ้นสีแดงระเรื่อ
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ทั่วทั้งร่างแข็งเกร็งไปเล็กน้อย ร่างกายเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
ท่านลุงเจิงเองก็ลอบมองเสิ่นเยียน เมื่อเห็นว่านางมีสีหน้าราบเรียบ คล้ายกับไม่หวั่นไหวต่อรูปโฉมอันงดงามเลยแม้แต่น้อย ภายในใจก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
รูปลักษณ์ของเนี่ยสวินและฉางอวิ้นล้วนจัดว่างดงามเป็นที่หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นคนที่มหาปุโรหิตคัดเลือกมาด้วยตนเอง!
ทว่า รูปลักษณ์ของท่านจุนซ่างผู้นั้นกลับเหนือกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง อีกทั้งเรื่องของความแข็งแกร่งก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มีเพียงข้อเสียเพียงข้อเดียว นั่นก็คือเขาไม่ใช่พระสวามีที่มหาปุโรหิตคัดเลือกให้กับฝ่าบาท
เฮ้อ...
สายตาของเสิ่นเยียนหยุดอยู่ที่ตราประทับชาดของพวกเขาทั้งสอง รูปร่างและสีสันแทบจะเหมือนกันทุกประการ ไม่อาจแยกแยะความแตกต่างได้เลย
นางยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วทั้งสองประสานเข้าหากัน
"พันธสัญญาแห่งโชคชะตา จงสะกด!"
นางจ้องมองสีหน้าของพวกเขาอย่างละเอียด และพบว่าพวกเขาล้วนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
นางก้าวเดินไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว
เมื่อเสิ่นเยียนเข้ามาใกล้ ลมหายใจของเนี่ยสวินก็ปั่นป่วนเล็กน้อย
ส่วนสุยฉางอวิ้นก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดง แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความรู้สึกฉันท์ชู้สาวต่อฝ่าบาท ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นคนวัยเดียวกัน เมื่ออีกฝ่ายมาจ้องมองตนเองเช่นนี้ เขาก็ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เสิ่นเยียนเอ่ยประโยคหนึ่ง "ลองรวบรวมพลังวิญญาณดู"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็รวบรวมพลังวิญญาณพร้อมกัน
ส่วนเสิ่นเยียน หลังจากที่พวกเขาลงมือ นางก็ท่องคาถาพันธสัญญาติดต่อกันถึงสามครั้ง จากนั้นก็รอดูว่าพลังวิญญาณของพวกเขาจะปั่นป่วนเพราะเหตุนี้หรือไม่
ทว่าผลลัพธ์ กลับไม่เป็นเช่นนั้น
พวกเขาสามารถควบคุมพลังวิญญาณเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
เสิ่นเยียนเอ่ยเสียงเรียบ "สวมเสื้อผ้าเถอะ"
เมื่อสุยฉางอวิ้นได้ยิน ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาสวมใส่ทันที
เนี่ยสวินเองก็ก้มลงหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่ทีละชิ้นเช่นกัน
"ฝ่าบาท ที่พระองค์ทรงรับสั่งให้พวกกระหม่อมเปลื้องผ้า มีจุดประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?" สุยฉางอวิ้นเอ่ยถามอย่างจริงใจ
เสิ่นเยียนไม่ได้คิดจะบอกเหตุผลที่แท้จริงให้พวกเขาได้รับรู้ นางเพียงแค่กล่าวว่า "หนึ่งคืออยากจะดูตราประทับชาดบนร่างของพวกเจ้า สองคืออยากจะตรวจสอบดูว่าตราประทับนี้จะมีผลอันใดต่อข้าหรือไม่"
สุยฉางอวิ้นตระหนักได้ "ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงชี้แนะพ่ะย่ะค่ะ"
ส่วนเนี่ยสวินหลุบตาลง ซ่อนเร้นอารมณ์บางอย่างเอาไว้
...
เมื่อเสิ่นเยียนกลับมาถึงห้องนอน ก็พบว่าบนเตียงนอนมีคนผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมา
เสิ่นเยียนย่อมมองเห็นอย่างชัดเจนว่าผู้มาเยือนเป็นใคร
นางไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ เพราะนางรู้ดีว่าเขาจะต้องมา
เมื่อนางเดินเข้าไปใกล้เตียง ถึงได้พบว่าบุรุษรูปงามผู้นั้นกำลังห่มผ้าห่มอยู่ ทั้งยังมีท่าทีคล้ายกับหลับสนิทไปแล้ว
นางเพิ่งจะคิดปลุกเขา ทว่าในเวลานี้เอง...
ประตูห้องนอนก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างปิดลง นางช้อนตาขึ้นมองในทันที ทว่าในจังหวะนั้นเอง ฝ่ามือใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังก็เอื้อมมาจากด้านหลังอย่างกะทันหัน โอบกอดรัดรอบเอวบางของนางเอาไว้แน่น และดึงตัวนางลงบนเตียงนอนอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ชั่วพริบตาเดียว ร่างทั้งร่างของนางก็สูญเสียการทรงตัว ล้มลงบนเตียงขนาดใหญ่นั้นโดยตรง
นางใช้สองมือต้านทานเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วมา
นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย
ยามนี้ร่างกายท่อนบนของเขาเปลือยเปล่า มัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งและกระชับแน่นดูงดงามเป็นธรรมชาติ ผิวพรรณเป็นสีขาวเย็นชา เผยเสน่ห์ของบุรุษเพศออกมาอย่างเต็มเปี่ยม สายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่เสิ่นเยียน บนใบหน้าหล่อเหลาราวกับปีศาจของเขามีรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มประดับอยู่
"อาเยียน ตัวเลือกพระสวามีของเจ้าเหล่านั้น น่ามองหรือไม่?" น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความหยอกล้อและเย้าแหย่
เสิ่นเยียน "..."
เขาจะต้องเห็นแล้วอย่างแน่นอน
"อาเยียน เจ้าคิดว่าข้าน่ามอง หรือว่าพวกเขาน่ามองกว่ากัน?"
ดวงตาเรียวยาวและล้ำลึกคู่นั้นของเขา ในยามนี้ทอประกายแสงอันแปลกประหลาด ราวกับสามารถสูบวิญญาณของผู้คนได้ก็มิปาน
เห็นเพียงเขายื่นนิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องออกมาจับมืออันบอบบางนุ่มนวลของเสิ่นเยียนเอาไว้ จากนั้นก็ค่อยๆ วางมันลงบนแผงอกอันกว้างใหญ่และแข็งแกร่งของตนเอง
เมื่อฝ่ามือค่อยๆ เลื่อนต่ำลง สัมผัสอันร้อนรุ่มนั้นก็ถ่ายทอดมายังใจกลางฝ่ามือของเสิ่นเยียน
เมื่อมือของนางหยุดอยู่ที่กล้ามหน้าท้องแปดลอนอันเด่นชัดและเกือบจะสมบูรณ์แบบของเฟิงสิงเหยา เสิ่นเยียนก็ขมวดคิ้วจ้องมองเขา ใช้สายตาตักเตือนไม่ให้เขากระทำการวู่วามใดๆ อีก
นางอยากจะชักมือกลับมา
ทว่ากลับถูกเขาดึงเอาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม
เขายังคงชักนำมือของนางให้เลื่อนต่ำลงไปอีก ท้ายที่สุดก็หยุดลงที่เส้นวีไลน์ของเขา เผยให้เห็นเส้นโค้งเว้าของร่างกายบุรุษอันแข็งแกร่งทรงพลัง
เขายังคิดจะดึงมือของนางให้เลื่อนต่ำลงไปอีก เปลือกตาของเสิ่นเยียนกระตุกวาบ นางเพิ่งจะคิดเอ่ยปากห้ามปราม ทว่ากลับถูกเขาประทับจูบลงมาปิดผนึกริมฝีปากเอาไว้เสียก่อน หลงเหลือไว้เพียงเสียงครางเครืออันแผ่วเบาของนางเท่านั้น