- หน้าแรก
- วิถีพรานป่ามหาเศรษฐี ล่าสัตว์ ปรุงยา เลี้ยงดูยอดรัก ในยุคสงคราม
- บทที่ 11 วันนี้ไม่เหมือนวันวานอีกต่อไป
บทที่ 11 วันนี้ไม่เหมือนวันวานอีกต่อไป
บทที่ 11 วันนี้ไม่เหมือนวันวานอีกต่อไป
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบนอกลานบ้านตระกูลหนิงถูกผลักออกไปอย่างหยาบคาย ผู้เฒ่าหลี่พาลูกชายสองคนบุกเข้ามาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
"หนิงหยวน!" ผู้เฒ่าหลี่ดวงตาแดงก่ำ ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่หนิงหยวน "เจ้าสามของบ้านข้าหายตัวไปทั้งคืน! บอกมานะว่าแกทำอะไรมัน!"
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเจือไปด้วยเสียงสะอื้น "ข้าจะไปแจ้งทางการ! ข้าต้องไปแจ้งทางการให้ได้!"
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ยังตั้งตัวไม่ติด
หลี่คนสามหายตัวไป แล้วเหตุใดจึงต้องมาหาเรื่องหนิงหยวนด้วย
ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ช่างน่าประหลาดแท้ๆ หรือว่าอิจฉาที่บ้านหนิงหยวนมีข้าวสารขาวจึงตั้งใจมาขู่กรรโชกทรัพย์กันแน่
หลี่คนโตใบหน้าดำทะมึน เขาตะโกนเสียงดังลั่น "เมื่อเช้านี้พวกข้าสามพี่น้องขึ้นเขาไปตามล่าหมูหรึ่ง แล้วบังเอิญเห็นหนิงหยวนอยู่บนเขาพอดี"
"แต่ผ่านไปไม่นานเจ้าสามก็หมดแรงและรั้งท้ายพวกเรา พอพวกเราหันกลับไปตามหา คนก็หายไปแล้ว!"
"ตอนนั้นบนเขานอกจากไอ้หนิงหยวนก็ไม่มีใครอื่นอีก! ต้องเป็นมันที่ฉวยโอกาสแก้แค้นแน่!"
"ใช่แล้ว!" หลี่คนรองก็กระโดดออกมา น้ำเสียงดังยิ่งกว่าพี่ชาย
"แกมันอิจฉาที่บ้านข้ามีคนเยอะ! บอกมานะ! แกลอบทำร้ายเจ้าสามใช่หรือไม่!"
ท่ามกลางหมู่ชาวบ้านเกิดเสียงซุบซิบนินทาดังระงม
มีคนกระซิบเตือนเสียงเบา "ผู้เฒ่าหลี่ ไม่มีหลักฐานอย่าได้ใส่ความคนอื่นสิ ... "
แต่ผู้เฒ่าหลี่กลับยิ่งเดือดดาล เขาพุ่งเข้าไปหมายจะคว้าคอเสื้อของหนิงหยวน
หนิงหยวนเพียงแค่เค่นเสียงหัวเราะเยาะ ยังไม่ทันได้ขยับตัว ผู้คุ้มกันที่เถ้าแก่จางแห่งเหลาอาหารเยว่ไหลส่งมาก็ก้าวพรวดออกมา ร่างอันสูงใหญ่ราวกับภูเขาขวางหน้าไว้ ดวงตาเบิกกว้างถมึงทึงใส่ผู้เฒ่าหลี่
คนตระกูลหลี่มักจะรังแกคนอ่อนแอและหวาดกลัวคนเข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นผู้คุ้มกันร่างบึกบึนจากในเมือง ความโอหังก็ลดฮวบลงไปกว่าครึ่งและเซถอยหลังไปหลายก้าว
หนิงหยวนจึงค่อยๆ ก้าวออกมาอย่างไม่รีบร้อน น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนน่ากลัว
"สันเขาพายุทมิฬเป็นสถานที่แบบใดกันเล่า สัตว์ร้ายชุกชุม เป็นตายล้วนขึ้นอยู่กับสวรรค์ นอกจากข้าแล้ว ยังไม่มีเสือหรือหมีดำเลยหรืออย่างไร"
เขากวาดสายตามองพี่น้องตระกูลหลี่
"ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะพวกแกมัวแต่ตามล่าหมูหรึ่งจนลืมตัว ส่วนเจ้าสามของบ้านแกดวงไม่ดี จึงถูกเดรัจฉานที่หิวโซคาบไปกินแล้วกระมัง"
"อ๊าก! ลูกพ่อ!" ผู้เฒ่าหลี่ราวกับถูกฟ้าผ่า เขาร้องโหยหวนเสียงดังลั่นก่อนจะล้มตึงสลบเหมือดไปทันที
"ท่านพ่อ!" หลี่คนรองรีบเข้าไปประคองและหยิกจุดเหรินจงของบิดาอย่างสุดแรง
เนิ่นนานกว่าผู้เฒ่าหลี่จะค่อยๆ ฟื้นคืนสติ แววตาของเขาเหม่อลอยราวกับคนเสียสติไปแล้ว
พี่น้องตระกูลหลี่ทั้งสองจ้องหนิงหยวนเขม็ง ขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกึก
พวกมันอยากจะหาร่องรอยความตื่นตระหนกหรือความรู้สึกผิดบนใบหน้าของหนิงหยวน แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงความสงบนิ่งที่ทำให้ลึกๆ ในใจรู้สึกหนาวสั่น
สัญชาตญาณบอกพวกมันว่าการหายตัวไปของเจ้าสามต้องเกี่ยวข้องกับหนิงหยวนอย่างแน่นอน
และพวกมันก็ยินดีที่จะเชื่อว่าเป็นฝีมือของหนิงหยวนเท่านั้น
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังมาจากนอกวงล้อม "ผู้ใหญ่บ้านจ้าวมาแล้ว!"
บริเวณหน้าประตูบ้านที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึงก็พลันเงียบสงบลง
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเอามือไพล่หลังพลางก้าวเดินเข้ามาในลานบ้าน
"ยังหาคนไม่พบอีกหรือ" เขาหันไปมองผู้เฒ่าหลี่ที่สติหลุดลอย แล้วเอ่ยถามหลี่คนโต
หลี่คนโตปาดหางตา
เจ้าสามเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ บิดาก็มาสลบไปอีก ภายในใจของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด
จะว่าไปแล้ว ปกติพวกมันก็กล้าทำตัวกร่างแค่ในหมู่บ้าน พอเจอเรื่องใหญ่เข้าจริงๆ ก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก
"ยัง ... ฟ้ามืดแล้ว เจ้าสาม ... คงจะรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ยากแล้ว ... "
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวถอนหายใจยาว สายตาที่หันไปมองหนิงหยวนเริ่มเฉียบคมขึ้น
"หนิงหยวน ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีความบาดหมางกัน แต่หากเรื่องนี้เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆ มันก็ดูจะรุนแรงเกินไปหน่อยแล้ว!"
"ตอนนี้เจ้ายอมรับสารภาพมาตามตรงว่าเอาคนไปซ่อนไว้ที่ใด บางทีอาจจะยังมีหนทางประนีประนอมกันได้"
หนิงหยวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ผู้ใหญ่บ้านจ้าว ท่านกับตระกูลหลี่มีความสัมพันธ์เช่นไร ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจ จะมาแสร้งทำเป็นวางมาดที่นี่ไปเพื่ออันใด"
"หนึ่งไร้พยานวัตถุ สองไร้พยานบุคคล จู่ๆ ท่านก็อ้าปากถามว่าข้าเอาคนไปซ่อนไว้ที่ใด ทำไมหรือ ข้าหนิงหยวนไปล่วงเกินท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน"
"นี่ ... " สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านจ้าวแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยและพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หางตาของเขาเหลือบไปเห็นผู้คุ้มกันข้างกายหนิงหยวนแล้วรู้สึกตกใจ
เขามักจะเข้าไปในตัวอำเภอจึงจำได้ว่านี่คือผู้คุ้มกันของเหลาอาหารเยว่ไหล ไม่คิดเลยว่าหนิงหยวนจะไปสานสัมพันธ์กับเหลาอาหารใหญ่ในเมืองได้
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเป็นคนที่รู้จักประเมินสถานการณ์ หลี่คนสามจะถูกหนิงหยวนฆ่าตายหรือไม่นั้น เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก
แต่ยามนี้เขาตระหนักดีว่า เจ้าเด็กตระกูลหนิงตรงหน้าผู้นี้ คงไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถควบคุมได้ตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว
เขารีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง หันไปทางหลี่คนโตและปั้นหน้าขรึม
"ตอนนี้การตามหาเจ้าสามเป็นเรื่องสำคัญ! พ่อของแกนอนอยู่บนพื้นหิมะเย็นเฉียบเช่นนี้ หากเกิดล้มป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร รีบพาคนกลับไปก่อน!"
"เช่นนั้นน้องสามของข้าก็ต้องหายตัวไปเปล่าๆ หรือ" หลี่คนโตตะโกนด้วยความไม่ยินยอม
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวขมวดคิ้วแน่น เมื่อเห็นหลี่คนโตกล้าตะโกนใส่เขา สีหน้าของเขาก็ดำทะมึนลง
"ยังไม่มีข้อสรุปเลยว่าเป็นฝีมือของหนิงหยวน! แกจะมาโวยวายทำไม!"
"หรือว่าแกอยากจะให้พ่อของแกต้องมาเดือดร้อนไปด้วย"
หลี่คนโตได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดแน่นจนข้อปูดโปน แต่ก็ไม่กล้าลงมือทำอะไร
ข้างกายหนิงหยวนมีคนจากเหลาอาหารเยว่ไหลยืนอยู่มากมาย หากเกิดการปะทะกัน ตัวเขากับน้องรองย่อมต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน
เขาทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างแรงและทิ้งคำขู่ไว้ "หนิงหยวน! หากแกเป็นคนฆ่าน้องสามของข้าจริงๆ ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่! แกคอยดูเถอะ!"
พูดจบเขาก็ประคองบิดาเตรียมจะเดินจากไป
"หยุดเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงเย็นชาของหนิงหยวนดังขึ้นอย่างกะทันหัน
หลี่คนโตชะงักไปและหันกลับมาตามสัญชาตญาณ
ชั่วพริบตานั้น ฝ่าเท้าข้างหนึ่งก็ถีบเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง!
ลูกถีบนี้หนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก หลี่คนโตที่ไร้การป้องกันตัวถึงกับส่งเสียงครางอู้อี้แล้วลอยละลิ่วกระเด็นไปกระแทกพื้นหิมะอย่างแรง
เขายังไม่ทันได้ลุกขึ้น หนิงหยวนก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวราวกับเสือชีตาห์ คันธนูในมือถูกง้างจนสุด หัวลูกศรแหลมคมเปล่งประกายเย็นเยียบท่ามกลางแสงสลัว พุ่งเป้าไปที่ลำคอของเขา!
"แก ... แกคิดจะทำอะไร!" หลี่คนโตตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ร่างแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน
หนิงหยวนดวงตาแดงก่ำ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน "น้องสามของแกหายตัวไปแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า! ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะพวกแกทำเรื่องเลวทรามไว้มาก จึงได้รับผลกรรมแล้วกระมัง!"
"แต่แกกล้าเอาภรรยากับพี่สะใภ้ของข้ามาข่มขู่" น้ำเสียงของหนิงหยวนกดต่ำลง ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับหยาดน้ำแข็งที่ตกลงกระทบพื้น
"ข้าจะส่งแกตามไปเป็นเพื่อนน้องสามเดี๋ยวนี้เลย แกเชื่อหรือไม่"
ทั่วทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนต่างถูกความเกรี้ยวกราดอันกะทันหันและรังสีอำมหิตอันรุนแรงของหนิงหยวนข่มขวัญจนหวาดผวา
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวก็ตกใจจนตัวสั่น สะดุ้งโหยง เมื่อได้สติก็หมายจะก้าวเข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย แต่พอบังเอิญสบเข้ากับสายตาเย็นชาที่หนิงหยวนปรายมองมา คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากก็ถูกกลืนกลับลงไปในคอ และเผลอหดคอลงตามสัญชาตญาณ
"เป็นใบ้ไปแล้วหรือ ตอบข้ามา!" หนิงหยวนเกี่ยวนิ้วรั้งสายธนูให้ตึงขึ้นไปอีกขั้น
หลี่คนโตลุกลนจนทำอะไรไม่ถูก เขายื่นมือออกไปอย่างสั่นเทา "ข้า ... เมื่อครู่ข้าแค่พูดด้วยความโมโห! ต่อให้ ... ต่อให้เป็นฝีมือของแกจริงๆ ข้าก็ไม่กล้าแตะต้องคนในครอบครัวแกหรอก ... ไม่กล้าแล้ว!"
"ไสหัวไป!" หนิงหยวนตวาดลั่น
หลี่คนโตราวกับได้รับการอภัยโทษ เขาลุกขึ้นคลานหนีหัวซุกหัวซุนออกไปทันที
หลี่คนรองมีหรือจะกล้ารั้งอยู่ต่อ เขารีบอุ้มบิดาแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืดราวกับกำลังหนีตาย
"เอาล่ะๆ แยกย้ายกันไปได้แล้ว! พรุ่งนี้เช้าทุกคนค่อยขึ้นเขาไปช่วยกันตามหาหลี่คนสาม เรื่องคอขาดบาดตายเชียวนะ"
เมื่อผู้ใหญ่บ้านจ้าวเห็นสถานการณ์คลี่คลายก็รีบกระโดดออกมาไล่ชาวบ้านให้แยกย้าย
แต่ใครๆ ก็ดูออกว่า หลังจากผ่านเรื่องราวในคืนนี้ บารมีของผู้ใหญ่บ้านจ้าวในหมู่บ้านได้ลดทอนลงไปอย่างมาก
วันวานทุกคนต่างเกรงใจเขาสามส่วน นั่นก็เป็นเพราะความกร่างของคนตระกูลหลี่และการที่เขาสมคบคิดกับคนพวกนั้น
บัดนี้หนิงหยวนฉีกหน้าเขาอย่างไร้ความปรานี ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงความโหดเหี้ยมเด็ดขาดออกมาให้เห็น หลายคนจึงเริ่มกลับมาประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง
ชาวบ้านไม่ได้สนใจผู้ใหญ่บ้านจ้าวมากนัก ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
"พรานป่าหนิง ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเรายังต้องเร่งเดินทางกลับไปรายงานตัวที่ตัวอำเภอ"
เมื่อเห็นฝูงชนสลายตัวไป ผู้คุ้มกันก็ก้าวเข้ามาประสานมือคารวะพร้อมกับกระซิบเสียงแผ่ว "บ้านป่าเมืองเถื่อน จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง วันนี้ท่านเผยทรัพย์สินให้คนอื่นเห็น ทั้งยังสร้างศัตรูเอาไว้ ภายภาคหน้าคงต้องระมัดระวังตัวให้มาก"
เขาตบแขนหนิงหยวนเบาๆ เป็นการเตือนให้ระวังการแก้แค้นจากผู้ใหญ่บ้านจ้าวและคนตระกูลหลี่ในภายหลัง
หนิงหยวนพยักหน้าเบาๆ "อืม ขอบคุณที่ช่วยเตือน ข้าเข้าใจแล้ว"
คืนนั้นผู้คุ้มกันเดินทางกลับไปถึงอำเภอชิงเหอ และได้รายงานทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านโม่เหอให้จางเฉวียนกุ้ยฟัง
จางเฉวียนกุ้ยยกถ้วยชาขึ้นเป่าเบาๆ แล้วเอ่ยถาม "ตามความเห็นของเจ้า หลี่คนสามผู้นั้นถูกหนิงหยวนฆ่าตายจริงๆ หรือ"
ผู้คุ้มกันขมวดคิ้วเล็กน้อย "เจ้าเด็กคนนี้แม้อายุยังน้อย ทว่าความกล้าหาญและสติปัญญากลับเหนือกว่าคนทั่วไปนัก ในสถานการณ์สิ้นหวังที่ผู้คนยอมแลกเปลี่ยนลูกหลานกันกินเพื่อความอยู่รอด เขาอาจจะยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตไว้ก็เป็นได้"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมต่อ "หนิงหยวนผู้นี้ ในภายภาคหน้าเกรงว่าจะไม่ได้เป็นเพียงแค่พรานป่าธรรมดาอย่างแน่นอน"
จางเฉวียนกุ้ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะมองผู้คุ้มกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เขารู้ดีว่าผู้คุ้มกันผู้นี้เป็นถึงทหารผ่านศึกที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน มีสายตาเฉียบแหลมและมีความเย่อหยิ่งในตัวเองสูงมาก การที่เขาเอ่ยปากชื่นชมเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าหนิงหยวนต้องไม่ธรรมดาจริงๆ
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง" ผู้คุ้มกันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงประสานมือคารวะอีกครั้ง
"ว่ามา"
"ตอนที่ข้าตามพรานป่าหนิงขึ้นเขาไปเอาเนื้อหมี ข้าได้สังเกตเห็นหนังสัตว์ของหมีดำอย่างละเอียด บริเวณหน้าท้องมีรอยกรีดที่เรียบเนียนสม่ำเสมอเป็นอย่างยิ่ง"
น้ำเสียงของผู้คุ้มกันเคร่งเครียด "ไม่มีทางเป็นรอยมีดตัดฟืนธรรมดาอย่างแน่นอน กลับดูเหมือน ... รอยคมมีดโค้งมาตรฐานของกองทัพเสียมากกว่า"
"ผู้น้อยคาดเดาว่า การที่เขาสามารถล่าหมีตัวใหญ่ยักษ์เช่นนี้ได้เพียงลำพัง เกรงว่าคงจะเกี่ยวข้องกับอาวุธมีคมชิ้นนั้นอย่างแน่นอน"
"เจ้าสงสัยว่าในมือของเขามีอาวุธสงครามอย่างนั้นหรือ"
จางเฉวียนกุ้ยได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปทันที เขาลุกพรวดขึ้นยืน ถ้วยชาในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังเพล้ง น้ำชากระเด็นไปทั่ว
"สมควรจะรายงานไปที่ที่ทำการอำเภอให้ส่งคนไปตรวจสอบดูหรือไม่"
[จบแล้ว]