- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 44 เก้าดาราหยางชาด
บทที่ 44 เก้าดาราหยางชาด
บทที่ 44 เก้าดาราหยางชาด
บทที่ 44 เก้าดาราหยางชาด
วันนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าฤดูใบไม้ร่วงปลอดโปร่ง
มีนักพรตเฒ่าหนวดเคราขาวโพลนผู้หนึ่งเดินทางมาเยือนหมู่บ้านปี้สือ ดูจากหน้าตาน่าจะอายุราวหกสิบกว่าปี ถึงแม้จะไม่ได้ดูมีสง่าราศีราวกำลังจะบรรลุเซียนเหมือนสวี่มู่ตอนปลอมตัว แต่ก็ดูมีเรี่ยวแรงและกระฉับกระเฉงกว่าคนวัยเดียวกันมาก
พอชาวบ้านเห็นเข้า ก็รีบโค้งคำนับ "คารวะท่านนักพรต"
นักพรตเฒ่าลูบเครายาว พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
ชาวบ้านต่างก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เพราะเขาคือเจ้าอาวาสของอารามดอกท้อ ซึ่งเป็นอารามลัทธิเต๋าเพียงแห่งเดียวในอำเภอเถาซาน นามว่านักพรตชิงเฟิง
"เหตุใดท่านนักพรตถึงแวะมาเยือนหมู่บ้านปี้สือของพวกเราได้ล่ะ"
"หรือว่ามาหาท่านเซียนเฒ่า"
นักพรตชิงเฟิงได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะเบาๆ พลางพยักหน้า "ถูกต้องแล้ว นักพรตยากไร้อย่างข้าอยากจะขอพบยอดคนผู้หลบลี้หนีโลกท่านนั้นเสียหน่อย"
พอชาวบ้านได้ยิน ก็พากันตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ยกยอสรรเสริญถึงความเก่งกาจของท่านเซียนเฒ่ากันยกใหญ่
นักพรตชิงเฟิงไม่ได้สนทนากับพวกเขาต่อให้มากความ แต่เดินตรงดิ่งไปยังบ้านของบัณฑิตจาง
ก่อนมาเขาทำการบ้านมาอย่างดี รู้ว่าในหมู่บ้านปี้สือ บัณฑิตจางเป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุด และรู้ด้วยว่าสวี่มู่มักจะไปเยือนบ้านของบัณฑิตจางอยู่บ่อยครั้ง
พอได้ข่าว บัณฑิตจางก็รีบออกมาต้อนรับทันที
เมื่อทราบถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนของอีกฝ่าย บัณฑิตจางก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า "ท่านเซียนเฒ่าเร้นกายอยู่แต่ในหุบเขา ปีหนึ่งจะลงเขามาสักสองสามครั้งเท่านั้น หากท่านนักพรตต้องการจะพบเขา เกรงว่า..."
"ไม่เป็นไร ข้าได้ยินมาว่าเขาจะลงเขามาทุกๆ ครึ่งปี ลองนับวันดูแล้ว ก็น่าจะใกล้ถึงเวลาแล้วไม่ใช่หรือ" นักพรตชิงเฟิงยิ้มบางๆ
บัณฑิตจางลองนับวันดู ก็ตบมือฉาดพลางหัวเราะร่วน "จริงด้วยสิ หากมีวาสนาต่อกันล่ะก็ อาจจะได้พบเขาภายในวันสองวันนี้เลยก็ได้"
นักพรตชิงเฟิงพยักหน้า "ข้าตั้งใจว่าจะพำนักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ไม่ทราบว่าคุณชายจางพอจะอนุเคราะห์ให้ได้หรือไม่"
"ได้แน่นอน ท่านนักพรตผู้เป็นที่เคารพรักให้เกียรติมาเยือนเรือนหลังน้อยนี้ ถือเป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง" บัณฑิตจางดีใจสุดๆ
ถึงแม้นักพรตท่านนี้จะไม่มีความสามารถดั่งเซียนเฒ่า แต่ก็เป็นนักบวชผู้ละทิ้งกิเลส มักจะเขียนยันต์ปัดเป่าเคราะห์ภัยให้ผู้คนในอาราม ทั้งยังมีความประพฤติดีงามและเป็นที่เคารพนับถือของชาวเมือง ดังนั้นบัณฑิตจางจึงไม่ได้ซักไซ้ว่าเขามาหาท่านเซียนเฒ่าทำไม คิดเอาเองว่าคงอยากจะมาผูกมิตรกับสหายร่วมวิถี ก็เลยไม่จำเป็นต้องถามอะไรให้มากความ
"เช่นนั้นต้องรบกวนคุณชายจางแล้ว จัดหาที่หลับที่นอนให้ข้าสักที่ อาหารการกินก็ขอแค่เรียบง่ายก็พอ" นักพรตชิงเฟิงกล่าวอย่างเกรงใจ ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใด
กิริยามารยาทที่พอเหมาะพอดีเช่นนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นราวกับสายลมโชย
บัณฑิตจางรู้สึกว่าเขาจะต้องคุยกับท่านเซียนเฒ่าถูกคอแน่ๆ จึงพยักหน้ายิ้มรับ สั่งให้คนไปจัดเตรียมที่พักและต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
...
ห้าวันต่อมา สวี่มู่แปลงกายเป็นชายชรา ลงมาหาบปุ๋ยคอกที่หมู่บ้าน
ชาวบ้านรู้ว่าเขาต้องการปุ๋ยคอกจำนวนมาก ดังนั้นทุกครั้งจึงเตรียมเอาไว้ให้ล่วงหน้า หากใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะขอให้เขาช่วยรักษาให้ เป็นอันว่าถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ต้องใช้เงินทองแลกเปลี่ยนกัน
หลายครั้งหลายครา ชาวบ้านไม่ได้ป่วยเองหรอก แต่พาคนนอกหมู่บ้านมา แล้วอ้างว่าเป็นญาติพี่น้องของตัวเอง เพื่อให้เขาช่วยรักษาให้
ส่วนพวกชาวบ้านจะไปตกลงเรื่องผลประโยชน์อะไรกันลับหลังไหม นั่นก็ไม่ใช่กงการอะไรของสวี่มู่แล้ว
เพียงแต่สำหรับคนพวกนี้ สวี่มู่จะเลือกรักษาตามอารมณ์ และมักจะปฏิเสธไปบ้างประปราย เพื่อไม่ให้ใครคิดว่าเขาเป็นตู้ขอพรที่ขออะไรก็ให้ไปซะหมด
ตอนนั้นเอง บัณฑิตจางก็พานักพรตเฒ่าคนหนึ่งเดินเข้ามา
สวี่มู่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านักพรตเฒ่าคนนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว ก็น่าจะเป็นนักพรตตัวจริงเสียงจริง
"ท่านเซียนเฒ่า นี่คือนักพรตชิงเฟิงจากอารามดอกท้อขอรับ" บัณฑิตจางแนะนำอย่างนอบน้อม
สวี่มู่ลูบเครายาว พยักหน้าเบาๆ
เขากะไว้แล้วว่าต้องมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้น ในเมื่อชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ยังไงซะก็ต้องไปสะดุดหูพวกอารามลัทธิเต๋าเข้าจนได้
อารามลัทธิเต๋าคือสถานที่บำเพ็ญเพียรของเหล่านิกายในโลกมนุษย์ แต่จะเหมาเข่งว่าทั้งสองเป็นพวกเดียวกันไปเสียหมดก็ไม่ได้
นักพรตหลายคนไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนเป็นเซียน แต่พวกเขาก็ยังหลงใหลในการบำเพ็ญเพียร สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคือวิถีแห่งเต๋า สิ่งที่พวกเขาขัดเกลาคือจิตใจของตนเอง เพราะงั้นก็ใช่ว่าพวกเขาจะยอมก้มหัวรับคำสั่งจากพวกนิกายเสมอไป
"สหายเต๋า คารวะ" เขาชิงประสานมือคารวะก่อน
"อ๊ะ มิกล้าๆ ควรจะเรียกท่านว่าท่านเซียนถึงจะถูก" นักพรตชิงเฟิงรีบประสานมือคารวะตอบ
สวี่มู่หัวเราะเบาๆ "สหายเต๋าเกรงใจไปแล้ว ท่านกับข้าต่างก็เป็นผู้แสวงหาวิถีแห่งเต๋า ย่อมถือเป็นสหายเต๋า จะมีท่านซงท่านเซียนอะไรกันเล่า ในโลกหล้ามีผู้ใดกล้าตั้งตนเป็นเซียนกันบ้าง"
นักพรตชิงเฟิงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจยิ่งนัก เขาจินตนาการภาพการพบกันไว้สารพัดรูปแบบ แต่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าอีกฝ่ายจะดูติดดินและเป็นกันเองขนาดนี้
"สหายเต๋าช่างมีตบะแก่กล้าเสียจริง ข้าน้อยขอคารวะ" เขาประสานมือกล่าว
"สหายเต๋าคงตั้งใจมาหาข้ากระมัง เช่นนั้นเราไปหาที่นั่งคุยกันเถอะ" สวี่มู่ยิ้มบางๆ อย่างเป็นมิตร
นักพรตชิงเฟิงรีบพยักหน้ารับทันที วางตัวอ่อนน้อมถ่อมตน
"หากทั้งสองท่านไม่รังเกียจ เชิญไปนั่งพักที่เรือนของข้าดีหรือไม่ขอรับ ให้ข้าน้อยผู้ต่ำต้อยได้ร่วมรับฟังเป็นบุญหูด้วยเถิด" บัณฑิตจางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
"คุณชายจางเกรงใจไปแล้ว ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ"
สถานการณ์ตรงหน้าถูกกำหนดโดยสวี่มู่ ดังนั้นพอเขาเอ่ยปาก ทุกคนจึงเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของบัณฑิตจาง
พอถึงบ้านบัณฑิตจาง ทั้งสามคนก็ไปนั่งที่สวนหลังบ้าน จิบชาสนทนาธรรมกัน
บัณฑิตจางรู้ตัวดีว่าตนเองมีภูมิธรรมตื้นเขิน การได้มีโอกาสร่วมรับฟังก็ถือเป็นบุญนักหนาแล้ว เขาจึงไม่กล้าสอดปาก ได้แต่นั่งฟังอย่างตั้งใจ
ส่วนนักพรตชิงเฟิงนั้นได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเทพโอสถมานาน เขาเดาว่าสวี่มู่น่าจะเป็นผู้ฝึกตน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับผู้ฝึกตนตัวเป็นๆ เขาจึงตั้งใจมาเพื่อขอคำชี้แนะเรื่องวิถีแห่งเต๋า หรือจะพูดให้ถูกก็คือมาขอคำชี้แนะว่าวิถีแห่งเต๋าคืออะไร
จริงๆ แล้วมันก็เป็นแค่เรื่องของแนวคิดทางสังคม ปรัชญา และปัญหาอื่นๆ ทั่วไปนั่นแหละ
【วิถีแห่งเต๋า】 ครอบคลุมสรรพสิ่ง ผู้มีเมตตาย่อมเห็นแต่ความเมตตา ผู้มีปัญญาย่อมเห็นแต่ปัญญา มุมมองของแต่ละคนแตกต่างกัน คำถามที่เกิดขึ้นก็ย่อมแตกต่างกันไปตาม
คำถามของนักพรตชิงเฟิง เอาเข้าจริงๆ ก็เป็นคำถามเดียวกับที่ปุถุชนคนธรรมดามากมายมักจะสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
สำหรับสวี่มู่แล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย
หลังจากหยั่งเชิงจนแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ถูกส่งมาโดย "เทพบุตร" หรือ "เทพธิดา" องค์ไหน เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างแท้จริง
ส่วนเรื่องจิบชาสนทนาธรรม ถกกันเรื่องการขัดเกลาจิตใจ ด้วยวัยร้อยแปดสิบแปดปีของเขา บวกกับการที่อ่านตำรามามาก การรับมือกับคำถามพวกนี้ก็กลายเป็นเรื่องกล้วยๆ ไปเลย
...
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด สวี่มู่จึงได้ขอตัวกลับ
จากการสนทนากันในครั้งนี้ นักพรตชิงเฟิงรู้สึกว่าตนเองได้รับความรู้อย่างมหาศาล เขาประสานมือโค้งคำนับส่งท้ายอย่างนอบน้อม
บัณฑิตจางยิ่งหลงใหลได้ปลื้ม รู้สึกเหมือนได้ตรัสรู้สัจธรรมมากมาย และยิ่งทวีความเคารพเลื่อมใสในตัวสวี่มู่มากขึ้นไปอีก
แต่สำหรับสวี่มู่ นี่ก็เป็นแค่การพูดคุยทำความรู้จักกันตามปกติเท่านั้น
และในที่สุดเขาก็เพิ่งจะรู้ว่า ตัวเองโดนยกย่องให้เป็นเทพโอสถไปซะแล้วรึเนี่ย
"เอาเถอะ ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร..."
ยังไงซะที่นี่ก็เป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งปราณวิญญาณ อย่างน้อยเขาก็ยังมีตบะขั้นหลอมปราณขั้นหก ต่อให้ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำจะใช้ความสามารถพิเศษอะไรลงมา ก็ใช่ว่าจะจัดการเขาได้ง่ายๆ หรอก
แถมตอนนี้ยังได้ผูกมิตรกับนักพรตชิงเฟิงแล้วด้วย วันข้างหน้าคงไม่ถึงขั้นโดนคิดบัญชีย้อนหลังหรอกมั้ง
พอคิดได้ดังนี้ เขาก็ไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีก
ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ นี่แหละคือกฎเหล็กประจำตัวเขา
...
เวลาล่วงเลยไปอีกสองปี
สวี่มู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนหน้าผา แบมือออก เปลวเพลิงก็ลุกพรึ่บขึ้นกลางฝ่ามือ ก่อนจะหมุนควงอย่างรวดเร็ว ควบแน่นกลายเป็นลูกไฟ
นี่ไม่ใช่คาถาลูกไฟกิ๊กก๊อกทั่วไป แต่มันคือ "กระสุนวงจักร" สีแดงเพลิงที่ก่อตัวขึ้นจากเปลวไฟ! หรือจะเรียกว่า "เปลวสุริยัน" ก็ได้
เขาโยนเปลวสุริยันขึ้นฟ้า มันระเบิดตูมตามสนั่นหวั่นไหว เปลวเพลิงร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง จนแม้แต่เขาเองยังต้องรีบกางของวิเศษป้องกันตัวออกมา
เมื่อเห็นอานุภาพทำลายล้างขนาดนี้ สวี่มู่ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นี่แหละคือผลลัพธ์ของการผสานเพลิงราษฎร์เข้ากับวิชา 《เก้าดาราหยางชาด》
ถ้าฝึกได้ลึกล้ำกว่านี้ คงสามารถรวบรวม "กระสุนวงจักรยักษ์" ได้ทีเดียวถึงเก้าลูก ต่อให้ซาสึเกะโผล่มาก็ยังต้องเอามือกุมก้นวิ่งหนีป่าราบ
น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาเพิ่งอยู่แค่ขั้นหลอมปราณ แถมเคล็ดวิชาที่มีอยู่ในมือก็เป็นแค่ฉบับของขั้นหลอมปราณเท่านั้น อย่างเก่งก็ปั้นได้แค่ "กระสุนวงจักรเพลิง" ธรรมดาๆ ลูกเดียว
แต่อานุภาพของมันน่ะเรอะ อย่าเอาไปเทียบกับกระสุนวงจักรดาวกระจายของนารูโตะเลย โยนออกไปทีรับรองว่าน่ากลัวกว่าระเบิดมือซะอีก
เอาไว้ใช้จัดการกับผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน คงจะเหลือเฟือ
"เอาล่ะ สำเร็จวิชาเทพแล้ว น่าจะถึงเวลาออกไปยืดเส้นยืดสายข้างนอกบ้างแล้ว"
สวี่มู่ปัดก้น หรี่ตามองแสงอรุณรุ่งที่ปลายฟ้า
หินวิญญาณห้าก้อนที่ซื้อมาจากหุบเขาหนานเหลียนถูกใช้ไปจนเกลี้ยงแล้ว ทำให้ไม่สามารถหลอมโอสถรวมปราณได้อีก และนั่นก็หมายความว่าการฝึกฝนของเขาต้องหยุดชะงักลงด้วย
ความเข้มข้นของปราณวิญญาณในหุบเขาเทพโอสถนั้นเบาบางเกินไป เขาต้องอาศัยโอสถในการยกระดับตบะเท่านั้น พอขาดยา ตบะก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
ในเมื่อตอนนี้ไปที่หุบเขาหนานเหลียนไม่ได้แล้ว ก็คงต้องไปหาแหล่งซื้อขายที่อื่นแทน
ดูท่าคงหลีกเลี่ยงการออกไปผจญภัยไม่ได้ซะแล้ว