- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 43 วิหคน้อยเริงระบำ
บทที่ 43 วิหคน้อยเริงระบำ
บทที่ 43 วิหคน้อยเริงระบำ
บทที่ 43 วิหคน้อยเริงระบำ
ตอนที่กลับมาถึงหุบเขา หลี่จือยวนกับหลี่จือฮว่ากำลังเดินหมากรุกอยู่ในบ้าน
ทั้งสองไม่ได้ดูจดจ่ออะไรนัก เพียงแค่นั่งฟังเสียงฝนตกข้างนอก ปล่อยให้ตัวหมากกระทบกระดานเพื่อฆ่าเวลาไปอย่างแกนๆ เท่านั้น
เทียบกับการจากไปของสวี่มู่ในครั้งก่อน พวกนางดูจะเคยชินขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่ถึงกับคิดถึงจนแทบเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนคราวก่อน
ตอนนั้นเอง เสียงฝนก็เริ่มเปลี่ยนจังหวะ สองพี่น้องเหมือนสัมผัสได้จึงหันขวับไปมองที่ประตู แล้วก็เห็นสวี่มู่สวมเสื้อกันฝนฟางเดินฝ่าสายฝนกลับมา
"คุณชาย!" สองพี่น้องลุกพรวดขึ้นมาด้วยความดีใจจนเผลอชนโต๊ะดังปัง ตัวหมากรุกกระจายเกลื่อนเต็มพื้น
หลี่จือฮว่าผู้ซุ่มซ่ามเจ็บจนต้องกุมเข่าตัวเองไว้ แต่ก็ยังฝืนเดินกะเผลกๆ วิ่งเข้ามาหา
หลี่จือยวนรีบเข้าไปประคองน้องสาวไว้
สวี่มู่ยิ้มบางๆ เดินเข้าไปนวดเข่าให้นาง พร้อมกับถ่ายทอดพลังเวทเข้าไปเล็กน้อยเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด
"ให้ตายสิ ซุ่มซ่ามตลอดเลยนะเจ้าเนี่ย" เขาลูบหัวหลี่จือฮว่าเบาๆ
หลี่จือฮว่าแลบลิ้นปลิ้นตา ออดอ้อนว่า "ก็คุณชายกลับมาทั้งที ข้าตื่นเต้นนี่นา"
"ปกติเจ้าก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว" หลี่จือยวนแฉน้องสาวเข้าให้ ก่อนจะเข้าไปควงแขนสวี่มู่แล้วแนบชิด เพื่อบอกให้รู้ว่านางคิดถึงเขามากแค่ไหน
สวี่มู่หัวเราะพลางรวบกอดทั้งสองคนไว้ซ้ายขวา
สองพี่น้องซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเขา หรี่ตายิ้มออกมาอย่างมีความสุข ความขุ่นมัวในใจถูกปัดเป่าทิ้งไปจนหมดสิ้น
ทั้งสามคนยิ่งอยู่ยิ่งเหมือนผัวเมียที่อยู่กินกันมานาน ไม่ได้หวือหวาร้อนแรงเหมือนแต่ก่อน แค่อ้อมกอดอุ่นๆ กับรอยยิ้มพิมพ์ใจ ก็เพียงพอที่จะเยียวยาความคิดถึงที่ผ่านมาและเติมเต็มหัวใจให้พองโตได้แล้ว
"เอ้า นี่โอสถคงความเยาว์วัย"
สวี่มู่หยิบของขวัญของทั้งคู่ออกมา
"ขอบคุณคุณชาย" หลี่จือยวนหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ด้วยความหวานชื่น
หลี่จือฮว่าหอมแก้มอีกข้าง แต่คราวนี้กลับไม่เห็นนางโยนโอสถเข้าปากเหมือนทุกที
หลี่จือยวนเองก็ไม่ได้กินทันทีเหมือนกัน
สวี่มู่ถามด้วยความสงสัย "พวกเจ้าไม่กินเลยรึ"
หลี่จือฮว่าหัวเราะคิกคัก "กว่าจะหมดฤทธิ์ยาห้าปีก็เหลืออีกตั้งสองเดือน ข้าอยากรอให้ฤทธิ์ยาหมด ร่างกายโตขึ้นอีกหน่อยแล้วค่อยกิน"
สวี่มู่เลิกคิ้ว "เจ้าอยากให้รูปร่างดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นงั้นสิ"
"คุณชายไม่ชอบหรือ..." หลี่จือฮว่าเกาหัว เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
สวี่มู่ยิ้ม "ใครบอกว่าไม่ชอบล่ะ ตอนนี้เจ้าก็ดูร่าเริงน่ารักดี ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็คงจะมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ข้าชอบหมดแหละ"
หลี่จือฮว่ายิ้มกริ่ม รู้สึกเขินขึ้นมานิดๆ
"ข้าอยากโตขึ้นอีกนิด จะได้ดูเป็นสาวเต็มตัวมากกว่านี้"
"อืม เจ้าตัดสินใจเองก็แล้วกัน" สวี่มู่หัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวนางอย่างตามใจ
"แล้วจือยวนล่ะ อยากดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วยไหม" เขาหันไปถามคนพี่
หลี่จือยวนเกาแก้มตัวเองเบาๆ "จือฮว่ายังอยากโตเลย ข้าเป็นพี่สาว ก็ต้องโตตามไปด้วยสิ..."
สวี่มู่ครุ่นคิด "อ่อนเยาว์งดงามกับอวบอิ่มเป็นผู้ใหญ่... ถ้าพวกเจ้าไม่กินยาต่อตอนนี้ ก็จะกลับไปมีหน้าตาแบบตอนอายุยี่สิบหกกับยี่สิบสี่ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต่างจากเดิมแค่ไหน"
"พวกเราโตกันหมดแล้ว รูปลักษณ์ก็ควรจะเติบโตตามไปด้วย จะได้ปรนนิบัติคุณชายได้ดียิ่งขึ้น" หลี่จือยวนเอ่ยเสียงหวาน
"นั่นสิ คุณชายอาจจะเบื่อหน้าตาพวกเราตอนนี้แล้วก็ได้..." หลี่จือฮว่าเสริม
สวี่มู่ส่ายหน้ายิ้มๆ "จะเบื่อได้ยังไงล่ะ ให้เล่นต่ออีกร้อยปีพันปีก็ไม่มีวันเบื่อหรอก"
พูดจบ เขาก็รั้งตัวทั้งสองเข้ามาสวมกอดแน่นๆ แล้วคลอเคลียอย่างแนบชิด
สองพี่น้องหน้าแดงระเรื่อ หัวเราะคิกคัก พอคิดถึงค่ำคืนที่ทั้งสามคนอยู่ด้วยกัน ก็ทั้งเขินอายและเปี่ยมสุข
"พวกเจ้าไม่ต้องเอาใจข้าหรอก ตอนนี้พวกเจ้าก็ดีอยู่แล้ว คนหนึ่งอ่อนโยน อีกคนก็ร่าเริงสดใส ไม่ต้องฝืนเปลี่ยนตัวเองเพื่อข้าหรอก" สวี่มู่กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
สองพี่น้องหันมองหน้ากัน
หลี่จือยวนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหันไปบอกน้องสาว "ในเมื่อคุณชายพูดแบบนี้ งั้นพวกเราก็คงหน้าตาไว้เหมือนตอนที่เจอคุณชายครั้งแรกนี่แหละ แค่ได้อยู่เคียงข้างคุณชายแบบนี้ก็พอแล้ว"
หลี่จือฮว่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าเบาๆ "งั้นก็ได้..."
นางก้มลงมองหน้าอกตัวเอง แล้วบ่นอุบอิบ "ข้าก็แค่อยากรู้ว่ามันจะใหญ่ขึ้นได้อีกหน่อยไหม..."
นางปรายตามองหน้าอกขนาดมหึมาของพี่สาว
หลี่จือยวนหน้าแดงซ่าน ดุน้องสาว "ที่แท้ก็คิดแบบนี้เองรึ! มีอะไรให้ต้องเปรียบเทียบกัน ต่อให้ผ่านไปอีกห้าปี ของเจ้าก็ใช่ว่าจะใหญ่ขึ้นซะหน่อย"
"ใครบอก! ไม่แน่ข้าอาจจะใหญ่กว่าพี่ก็ได้!" หลี่จือฮว่าเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
สวี่มู่หัวเราะ โอบเอวพวกนางไว้คนละข้าง แล้วมุดหัวเข้าไปตรงกลาง ซุกไซ้ถูไถ "โฟมล้างหน้า" นุ่มๆ ของพวกนาง
"พอๆ แบบนี้แหละดีแล้ว เล็กๆ ก็น่ารักไปอีกแบบนะ"
สองพี่น้องหน้าแดงเถือก หยุดเถียงกันทันที โดนซุกจนเนื้อตัวร้อนผ่าว พวกนางมองเขาด้วยสายตาหยาดเยิ้ม ความคิดถึงเอ่อล้นออกมาทางแววตา
มีหรือที่สวี่มู่จะปฏิเสธลง
เขาอุ้มทั้งสองคนขึ้นมาทันที มุ่งหน้าตรงไปยังห้องนอน เพื่อเติมเต็มพวกนางให้หนำใจ จะได้เลิกคิดฟุ้งซ่านและขาดความมั่นใจในรูปร่างตัวเองเสียที
……
ดวงตะวันยังคงสาดส่องแสงตามปกติ
สวี่มู่กลับมาใช้ชีวิตปลูกผักทำไร่และบำเพ็ญเพียรเหมือนอย่างเคย
อยู่บ้านนี่แหละปลอดภัยและมีความสุขที่สุด ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกใครหน้าไหนมาลอบกัด
ในแต่ละวันเขาก็เอาแต่ "ลับกระบี่" ตั้งแต่ใช้กระบี่สิบหกปีฟันออกไปในคราวก่อน ตอนนี้เขาก็ลับมันมาได้ห้าปีแล้ว
ขั้นตอน "จุดเพลิง" กับ "เปิดเนตร" เสร็จสมบูรณ์แล้ว ลำดับต่อไปคือต้องหัดใช้ 《เคล็ดวิชาอัคคีสมาธิแท้》 มาหลอมโอสถวิเศษสองเปลี่ยน และเรียนรู้วิธีการวางค่ายกล
โอสถสร้างฐานคือโอสถลี้ลับสามเปลี่ยน ภายภาคหน้าหากต้องการทะลวงขั้นสร้างฐาน เขาก็คงต้องหลอมโอสถสร้างฐานขึ้นมาเอง ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือต้องสำเร็จวิชาหลอมโอสถสามเปลี่ยนให้ได้ก่อนทะลวงขั้นสร้างฐาน
ตอนที่ฝึกวิชาหลอมโอสถหนึ่งเปลี่ยน เขาใช้เวลาคลำทางอยู่เป็นสิบปี วิชาหลอมโอสถสองเปลี่ยนนี่คงยากยิ่งกว่าเก่า เพราะงั้นก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป จะใจร้อนไม่ได้เด็ดขาด
วิชาค่ายกลค่ายมนตร์ก็ใช่ว่าจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่าวิชาหลอมโอสถเลย
หลังจากเปิดเนตรสำเร็จและใช้วิชาดูปราณได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือต้องศึกษารูปแบบค่ายกล และเรียนรู้วิธีวางค่ายกลให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ
การวางค่ายกลต้องอาศัยฐานค่ายกลเป็นรากฐาน จากนั้นก็เดินลมปราณ ถึงจะสร้างค่ายกลขึ้นมาได้
เพื่อให้เทียบเคียงกับ 【กลิ่นอายโอสถ】 ของวิชาหลอมโอสถ บรรดาผู้ใช้ค่ายกลจึงเรียกกระบวนการนี้ว่า 【จังหวะค่ายกล】
ในระหว่างการเดินลมปราณ ต้องจับ "จังหวะค่ายกล" ให้ได้ ถึงจะสร้างค่ายกลสำเร็จ มันเป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำสุดจะหยั่ง
สวี่มู่ในตอนนี้ยังไปไม่ถึงขั้นจับจังหวะค่ายกล ทำได้แค่ค่อยๆ ศึกษารูปแบบค่ายกลไปพลางๆ ด้วยความหวังว่าจะสามารถวางค่ายกลป้องกันอาณาเขตให้กับหุบเขาแห่งนี้ได้
เป้าหมายทั้งสองอย่างที่ว่ามา ล้วนเป็นเป้าหมายระยะยาวทั้งสิ้น
ส่วนเป้าหมายระยะสั้นในตอนนี้ ก็คือการฝึกเวทธาตุไฟ 《เก้าดาราหยางชาด》 ให้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตัวของตัวเอง
《เก้าดาราหยางชาด》 เป็นชุดเคล็ดวิชาฉบับสมบูรณ์ หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด สามารถแผดเผาขุนเขาและต้มน้ำทะเลจนเหือดแห้งได้เลยทีเดียว
ทว่าฉบับที่สวี่มู่เพิ่งซื้อมานั้นเป็นเพียงฉบับของขั้นหลอมปราณเท่านั้น ส่วนเนื้อหาในขั้นที่สูงกว่านี้หาซื้อไม่ได้แล้ว
เหตุผลที่เขาเลือกวิชานี้ ก็เพื่อกะจะลงทุนระยะยาวเผื่อฟลุก เผื่อว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้เคล็ดวิชาฉบับเต็มมาครอบครอง
ไม่ได้มองว่าเคล็ดวิชานี้มันวิเศษวิโสอะไรขนาดนั้นหรอก
ในทางทฤษฎี เคล็ดวิชาไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำ สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนของแต่ละบุคคลต่างหาก
เพียงแต่ เคล็ดวิชาบางอย่างมันมีฐานพลังขั้นต่ำที่สูงมาก หากนำไปประสานเข้ากับวิชาลับจะยิ่งทำให้บำเพ็ญเพียรได้ง่ายขึ้น มันเลยกลายเป็นวิชาลับก้นหีบที่พวกนิกายไม่ยอมถ่ายทอดให้ใคร
วิชา 《เก้าดาราหยางชาด》 นี้นับว่าเป็นของระดับไฮเอนด์ในหมู่เวทธาตุไฟที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด สาเหตุที่มันไม่โดนเก็บเข้ากรุเป็นวิชาลับของพวกนิกาย คงเป็นเพราะมันไม่มีทางลัดในการฝึก จะฝึกได้เรื่องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของตัวเองล้วนๆ
ถึงกระนั้น ที่มีให้ซื้อก็มีแค่ฉบับของขั้นหลอมปราณอยู่ดี ถ้าอยากจะเรียนรู้ในระดับที่ลึกล้ำกว่านี้ เกรงว่าคงต้องยอมมุดหัวเข้าไปเป็นศิษย์ในนิกายสถานเดียว
สวี่มู่กะว่าจะฝึกๆ ไปก่อน ส่วนเรื่องการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตไป
……
ฤดูร้อนวนกลับมาเยือนอีกครา
ดวงอาทิตย์ส่องแสงแผดเผาอยู่บนฟากฟ้า เสียงจักจั่นร้องระงมเป็นสัญญาณเริ่มต้นของบทเพลงแห่งคิมหันตฤดู
ภายในหุบเขามีเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของหญิงสาวดังลอยมา
สองโฉมงามสวมใส่เสื้อผ้าบางเบา มีเพียงเอี๊ยมสีแดงตัวจิ๋วปกปิดท่อนบน ส่วนท่อนล่างสวมเพียงกางเกงชั้นในสีขาว เปลือยเท้าเปล่าเหยียบย่ำลงในลำธาร หยอกล้อเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานเพื่อคลายความร้อน
สวี่มู่นั่งเอนกายอยู่บนก้อนหินริมลำธาร สองมือค้ำยันพื้น สองเท้าแช่อยู่ในน้ำ อาศัยร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดด หรี่ตามองสองสาวงามด้วยความสุนทรีย์
ในยามที่ฤดูกาลผันเปลี่ยน สองพี่น้องมักจะเผยให้เห็นถึงความงามที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เขาได้เจริญหูเจริญตาอยู่เสมอ
"คุณชาย~"
สองพี่น้องหัวเราะคิกคักพลางสาดน้ำใส่เขา เพื่อชักชวนให้ลงไปเล่นด้วยกัน
สวี่มู่หัวเราะร่วน ลุกขึ้นก้าวเท้าลงน้ำไปเข้าร่วมการละเล่นที่แสนจะชุ่มฉ่ำและเร่าร้อน ผสมผสานทั้งแรงปรารถนาและความสุนทรีย์เข้าด้วยกัน
ความสุขของชีวิตก็มีแค่นี้แหละ
เรื่องกินเรื่องกาม ล้วนเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์เรา