เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 การจากลา

บทที่ 45 การจากลา

บทที่ 45 การจากลา


บทที่ 45 การจากลา

"การเดินทางคราวนี้คงต้องใช้เวลานาน อาจจะสักปีหรือสองปี ตอนที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าคงไม่มีของอร่อยๆ กินหรือมีอะไรสนุกๆ ให้ทำในหุบเขานี้แน่ ข้าเลยอยากจะส่งพวกเจ้าไปพักที่ตัวอำเภอเมืองก่อน แล้วพอข้ากลับมาเมื่อไหร่ค่อยไปรับพวกเจ้ากลับมาดีไหม" สวี่มู่เอ่ยกับสองพี่น้องด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"ไปพักในตัวอำเภอเมือง..."

สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยความลังเลใจ

"พวกเรารอคุณชายอยู่ที่นี่แหละเจ้าค่ะ ไม่ต้องไปถึงอำเภอเมืองหรอก ถึงจะเหงาบ้างเวลาที่คุณชายไม่อยู่ แต่ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังมีพวกสัตว์ตัวน้อยๆ คอยเป็นเพื่อนเล่น" หลี่จือยวนเอ่ยเสียงเบา

"นั่นสิเจ้าคะ พวกเราอยู่ที่นี่มาตั้งนาน จู่ๆ จะให้ไปอยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน..." หลี่จือฮว่ากอดเอวสวี่มู่แน่น สายตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความกังวล

พวกนางพึ่งพาสวี่มู่จนเคยตัวไปแล้ว หากต้องห่างจากเขาเมื่อใด ก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที

ถ้าอยู่ในหุบเขาก็ยังพอทำเนา เพราะยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านของพวกนาง ไม่มีใครหน้าไหนเข้ามาวุ่นวายได้แน่

พวกนางปลีกวิเวกตัดขาดจากโลกภายนอกมานานนม แทบไม่ได้ติดต่อกับใครหน้าไหนเลยมาหลายปี จู่ๆ จะให้กลับไปคลุกคลีกับปุถุชนคนธรรมดา ก็อดที่จะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาไม่ได้

สวี่มู่ถอนหายใจเบาๆ "ข้าเข้าใจความรู้สึกพวกเจ้านะ แต่ข้าไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ แถมยังอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ทุกเมื่อ

หากข้าจากไปนานเกินไป การที่พวกเจ้ายังดึงดันจะอยู่ที่นี่มันจะลำบากเอานะ

ยังไงซะที่นี่ก็เป็นป่าเขาลำเนาไพร ถึงเจ้าพยัคฆ์ปีศาจกับเจ้าพวกลิงวิญญาณจะช่วยหาเนื้อหาผลไม้มาให้ได้ แถมเรายังปลูกผักกินเองได้ แต่พวกธัญพืชมันก็ขาดแคลน เครื่องปรุงรสเองก็มีวันหมด

ไม่มีข้าคอยซื้อขนมหวานกลับมาฝากบ่อยๆ ปากไม่ได้ลิ้มรสหวานๆ อารมณ์พวกเจ้าก็คงจะหดหู่ลงไปอีก

ถ้ามองในมุมของการฝึกฝน ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ พวกเจ้าเป็นแค่คนธรรมดา หากอาศัยอยู่ที่นี่โดยไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก 'ปราณ' ในตัวพวกเจ้าจะค่อยๆ ถูกบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนานๆ เข้า อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะ"

เมื่อได้ฟังเหตุผลของเขา หลี่จือยวนก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย "ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะทำตามที่คุณชายบอก คุณชายต้องเดินทางรอนแรม อาจจะเจออันตรายได้ทุกเมื่อ ข้าไม่อยากให้คุณชายต้องมาคอยเป็นห่วงพวกเราอีก"

"เป็นแบบนี้นี่เอง... งั้นก็ได้เจ้าค่ะ..." หลี่จือฮว่าจำยอมพยักหน้าตกลง เพื่อไม่ให้สวี่มู่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลัง

"ข้าสัญญาว่าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด" สวี่มู่เอ่ยเสียงนุ่ม พลางรวบตัวทั้งสองเข้ามากอดไว้แน่น

สองพี่น้องเองก็สวมกอดเขาตอบแน่นไม่แพ้กัน ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และความหวั่นวิตก

สวี่มู่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพวกนาง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอทางออกใหม่ "ถ้าพวกเจ้าไม่อยากไปอยู่ในที่ที่คนพลุกพล่าน งั้นข้าพาพวกเจ้าไปฝากไว้ที่อารามลัทธิเต๋าดีไหม ที่นั่นน่าจะปลอดภัยกว่า"

"อารามลัทธิเต๋าก็ดีเจ้าค่ะ" หลี่จือฮว่าพยักหน้าเห็นด้วยทันที

"ขอแค่คนไม่เยอะจนเกินไปก็พอ" หลี่จือยวนก็พยักหน้ายอมรับเช่นกัน

"งั้นตกลงตามนี้ เดี๋ยวข้าจัดการหาที่ทางให้พวกเจ้าเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไป"

เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่มู่ในคราบชายชราจึงเดินทางไปที่อารามดอกท้อเพียงลำพัง เพื่อไปพบกับนักพรตชิงเฟิง

จริงๆ แล้วเขาไม่ได้อยากจะย่างกรายเข้าไปในอารามเท่าไหร่นัก แต่พวกผู้อาวุโสของนิกายก็คงไม่ว่างจัดถึงขนาดมานั่งสอดส่องชีวิตคนธรรมดาเดินดินหรอก ดังนั้นโดยรวมแล้วก็น่าจะปลอดภัยอยู่

เมื่อเขาเดินทางมาถึงอารามดอกท้อบนเขาเถาซาน ดวงอาทิตย์ก็ลอยโด่งเกือบจะเที่ยงวันแล้ว

เวลาผ่านไปสองปีนับตั้งแต่การพบกันครั้งก่อน ทว่าเมื่อนักพรตชิงเฟิงทราบข่าวการมาเยือนของเขา ก็รีบสั่งให้คนตีระฆังต้อนรับ และเชิญเขาเข้ามาในอารามอย่างสมเกียรติทันที

"สหายเต๋า สบายดีหรือไม่" สวี่มู่ประสานมือคารวะพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

"ข้าสบายดี สหายเต๋าก็ยังดูสง่างามไม่เปลี่ยนเลยนะ" นักพรตชิงเฟิงหัวเราะร่วนรับคำทักทาย

ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสองก็พากันเดินไปนั่งพักที่ศาลาหลังเขา

สวี่มู่ไม่ได้รีบร้อนบอกจุดประสงค์ในการมาเยือนของตัวเอง เขาทำตัวเป็นแขกที่ดีเยี่ยม เมื่อเข้ามาแล้วก็จุดธูปสักการะ เดินชมรอบๆ อาราม ก่อนจะมานั่งถกเรื่องปรัชญาและธรรมะกับท่านเจ้าอาวาส

"นานๆ ทีสหายเต๋าจะแวะเวียนมา ไม่ทราบว่าพอจะเมตตาเทศนาธรรมให้แก่เหล่าศิษย์ในอารามของข้าได้หรือไม่ ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาให้พวกเขาหน่อยเถิด" นักพรตชิงเฟิงเอ่ยขอร้องอย่างจริงใจ

การเทศนาธรรมที่ว่านี้ หมายถึงการอธิบายหลักการดำเนินชีวิตตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เต๋า ไม่ใช่การสอนวิชาบำเพ็ญเพียรแต่อย่างใด

นักพรตในโลกมนุษย์มักจะศึกษาคัมภีร์เต๋า ซึ่งก็มีเนื้อหาไม่ต่างอะไรกับคัมภีร์ที่เหล่าสำนักผู้ฝึกตนเก็บรักษาไว้ มีจุดประสงค์เพื่อขัดเกลาจิตใจ ต่อให้ไม่สามารถบรรลุเซียนได้ แต่ก็ยังนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

ช่วงเวลาที่สวี่มู่อยู่ในนิกายชิงหลาน เขาได้ฟังการเทศนาธรรมจากผู้อาวุโสเฉินเสวียนมานักต่อนัก แถมตัวเองก็ยังเป็นหนอนหนังสือตัวยง ดังนั้นการเทศนาธรรมให้คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนเหล่านี้ฟัง จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

"ในเมื่อสหายเต๋ามีน้ำใจเชิญชวนถึงเพียงนี้ ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไรเล่า" เขายิ้มรับ

"เช่นนั้นก็ต้องขอขอบคุณสหายเต๋ามาก!" นักพรตชิงเฟิงรีบประสานมือคารวะด้วยความปีติยินดี

"มิเป็นไรๆ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง" สวี่มู่หัวเราะพลางลูบเคราตัวเองเบาๆ

ด้วยภาพลักษณ์ในตอนนี้ของเขา จะอ้างว่าเป็นผู้บรรลุธรรมระดับสูงในโลกมนุษย์ ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้ออยู่

ดังนั้นวันนั้นเขาจึงไม่ได้กลับบ้าน แต่ตัดสินใจพักค้างคืนที่อาราม

วันรุ่งขึ้น เขาขึ้นเทศนาธรรมที่หอประชุม เหล่าศิษย์ในอารามต่างแห่กันมาฟังจนแน่นขนัด

เรียกได้ว่าแทบจะมากันครบทุกคน แม้แต่นักพรตชิงเฟิงเองก็ยังมาร่วมฟังอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีเคารพนบนอบและตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ

สวี่มู่นั่งตัวตรงเป็นสง่า เลียนแบบท่าทางของผู้อาวุโสเฉินเสวียน น้ำเสียงราบเรียบไม่ช้าไม่เร็ว อธิบายเนื้อหาได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องเปิดตำราอ้างอิงเลยด้วยซ้ำ เขาสามารถหยิบยกข้อความจากคัมภีร์มาประกอบคำบรรยายได้อย่างคล่องแคล่ว

เมื่อทุกคนได้ฟังก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธาในตัวเขามากขึ้นไปอีก

...

เมื่อใกล้พลบค่ำ การเทศนาธรรมของสวี่มู่ก็จบลง คงถึงเวลาที่เขาต้องขอตัวกลับเสียที

"สหายเต๋าไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวันหรือ" นักพรตชิงเฟิงยังคงพยายามรั้งตัวเขาไว้

สวี่มู่ยิ้มตอบ "ไม่ดีกว่า ที่บ้านยังมีคนรอข้าอยู่"

"โอ๊ะ สหายเต๋าไม่ได้ปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาเพียงลำพังหรอกหรือ" นักพรตชิงเฟิงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจไม่น้อย

"ฮ่าๆๆ อยู่บนเขาคนเดียวตั้งนานสองนาน จะไม่เหงาได้ยังไง เมื่อหลายปีก่อนข้าบังเอิญไปช่วยชีวิตศิษย์คนหนึ่งกับสองพี่น้องไว้ พวกเขาประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ ญาติพี่น้องล้มหายตายจากไปหมดสิ้น ไม่เหลือเยื่อใยอะไรในโลกกว้างอีกแล้ว ก็เลยตามข้ามาบำเพ็ญเพียรอยู่บนเขา คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายข้า"

"เป็นแบบนี้นี่เอง ถือว่าเป็นวาสนาโดยแท้" นักพรตชิงเฟิงพยักหน้าเข้าใจ

ถ้าบอกว่าอยู่กับสองพี่น้องแค่สองคน มันคงจะดูแปลกๆ ไปหน่อย ดังนั้นหลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว สวี่มู่เลยกุเรื่องศิษย์สมมติขึ้นมาอีกคน

จากนั้นเขาก็แกล้งทำเป็นครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "จะว่าไป อีกไม่กี่วันข้าตั้งใจจะพาศิษย์คนนั้นออกเดินทางไปธุระข้างนอกสักหน่อย แต่ถ้าทิ้งสองพี่น้องนั่นไว้บนเขาตามลำพัง ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้..."

พอได้ยินดังนั้น นักพรตชิงเฟิงก็รีบเสนอตัวทันที "สหายเต๋าพาพวกนางมาพักที่อารามของข้าชั่วคราวได้เลย ให้ทางเราได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านต้อนรับขับสู้พวกนางเถิด"

สวี่มู่แสร้งทำสีหน้าลังเล "แต่พวกนางเป็นผู้หญิง เกรงว่าจะมารบกวนความสงบของอารามท่านน่ะสิ"

"โธ่ สหายเต๋าคิดมากไปแล้ว ในอารามของข้าก็มีนักพรตหญิงอยู่หลายคน แค่ดูแลผู้หญิงเพิ่มอีกสักสองคน จะไม่สะดวกได้อย่างไร"

อารามลัทธิเต๋าไม่ใช่วัดที่มีแต่พระสงฆ์ ที่นี่มีผู้ฝึกตนหญิงอยู่ด้วย จึงไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเรื่องการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับสตรีมากนัก

นี่แหละคือคำพูดที่สวี่มู่รอคอย เขาจึงรีบประสานมือคารวะ "เช่นนั้นก็ต้องรบกวนสหายเต๋าช่วยดูแลพวกนางด้วยเถิด การเดินทางของข้าในครั้งนี้ กว่าจะกลับมาก็คงอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้าโน่น"

"ไม่มีปัญหา สหายเต๋าไปทำธุระให้สบายใจเถอะ" นักพรตชิงเฟิงรับปากด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร

สวี่มู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่บอกว่าจะพาพวกนางมาส่งในอีกสองวันข้างหน้า ก่อนจะประสานมืออำลา

เมื่อกลับถึงบ้าน สองพี่น้องกำลังเป็นห่วงที่เขาไม่กลับบ้านเมื่อคืน

สวี่มู่จึงต้องคอยปลอบประโลมพวกนางด้วยความอ่อนโยน

เมื่อถึงเวลาต้องจากลา สองพี่น้องต่างก็อยากจะใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด

สวี่มู่เองก็อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับพวกนางแบบนี้ไปตลอดเหมือนกัน แต่เขาเข้าใจถึงความหมายของชีวิตและแก่นแท้ของความรักดี หากเขายอมทิ้งการบำเพ็ญเพียรเพราะเรื่องนี้ มันก็เป็นแค่ความสุขจอมปลอมชั่วคราวเท่านั้น

ต่อให้อายุขัยของสองพี่น้องจะมีจำกัด เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกผูกมัดอยู่กับที่หรอก

ดอกไม้ไฟจุดแป๊บเดียวก็มอดดับ ความสาวความสวยไม่จีรัง ทุกสิ่งบนโลกล้วนเป็นเพียงผู้สัญจรผ่านทาง

มีเพียงการก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่ยึดติดกับสิ่งใดเท่านั้น ถึงจะสามารถเดินทางต่อไปได้อย่างมั่นคง

จบบทที่ บทที่ 45 การจากลา

คัดลอกลิงก์แล้ว