- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 40 เทพโอสถ
บทที่ 40 เทพโอสถ
บทที่ 40 เทพโอสถ
บทที่ 40 เทพโอสถ
"ชื่อเสียงของคุณชายชักจะโด่งดังใหญ่แล้วนะเจ้าคะ" หลี่จือฮว่าพูดกลั้วหัวเราะ พลางบีบนวดไหล่ให้สวี่มู่ที่นั่งอยู่
สวี่มู่ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะส่ายหน้า "ชื่อเสียงก็คือภาระดีๆ นี่เอง"
"ก็คุณชายมาปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรเพราะต้องการความสงบนี่นา" หลี่จือยวนที่นั่งพิงอยู่ข้างๆ รินชาเพิ่มให้พลางออกความเห็น
สวี่มู่ลูบผมท้ายทอยของนางเบาๆ อย่างเคยชิน แล้วพยักหน้า "ใช่แล้ว ขืนชื่อเสียงขจรขจายไปไกลกว่านี้ สักวันหุบเขาแห่งนี้คงอยู่ไม่เป็นสุขแน่"
"หา! แย่ขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ" หลี่จือฮว่าทำหน้าเหวอ
"แล้วเราจะทำยังไงกันดี..." หลี่จือยวนเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาบ้าง
สองพี่น้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขจนไม่อยากไปไหนแล้ว ได้ใช้ชีวิตคู่แบบเซียน มีกินมีใช้เหลือเฟือ วิวทิวทัศน์ก็สวยงาม แถมยังไม่มีใครมารบกวน ใครจะอยากไปจากสวรรค์บนดินแห่งนี้กันล่ะ
สวี่มู่ยิ้มบางๆ ปลอบใจพวกนาง "ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าเตรียมการป้องกันไว้แล้ว รับรองว่าจะไม่มีใครเข้ามากวนใจพวกเราได้เด็ดขาด"
พอได้ยินแบบนั้น สองพี่น้องก็ยิ้มออก พยักหน้ารับอย่างวางใจ พวกนางเชื่อใจและพึ่งพาสวี่มู่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ่านจวี่รีบจ้ำอ้าวกลับบ้าน พร้อมกับคลำโอสถที่ซุกไว้ตรงอกเสื้อเป็นระยะๆ
หมู่บ้านของเขาอยู่ต่างอำเภอ แต่ก็ถือว่าไม่ไกลจากหมู่บ้านปี้สือมากนัก เขาถึงได้ยินข่าวลือเรื่องท่านเซียนเฒ่า
ต่อให้สวี่มู่จะทำตัวโลว์โปรไฟล์แค่ไหน แต่ชาวบ้านหมู่บ้านปี้สือก็มีตั้งเยอะ แถมเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งหลายปีแล้ว เรื่องที่เขาอาศัยอยู่บนเขาก็ต้องมีหลุดรอดไปเข้าหูคนนอกบ้างเป็นธรรมดา
ตอนที่ฟ่านจวี่เร่งฝีเท้ากลับมาถึงบ้าน ฟ้าก็มืดสนิทพอดี เขาสูดหายใจหอบแฮ่ก เหงื่อไหลไคลย้อยไปทั้งตัว
"กลับมาแล้วหรือพี่ฟ่าน ดื่มน้ำก่อนสิ" หญิงสาวหน้าตาสะสวยวัยผู้ใหญ่ รีบตักน้ำมาส่งให้เขาดื่ม
"ขะ ขอบใจนะอวิ๋นเหนียง" ฟ่านจวี่รับชามน้ำมาด้วยความซาบซึ้งใจ
อวิ๋นเหนียงเป็นแม่ม่ายเรือนเคียง สามีของนางเมาเหล้าแล้วไปมีเรื่องชกต่อยจนโดนซ้อมตาย ทิ้งให้นางต้องอยู่ดูแลพ่อผัวแม่ผัวตามลำพัง
ตอนที่ฟ่านจวี่ออกไปตามหาท่านเซียน ก็ได้อวิ๋นเหนียงนี่แหละที่ช่วยมาดูแลแม่ของเขาที่ป่วยหนักให้
"ข้าได้โอสถจากท่านเซียนเฒ่ามาแล้ว รีบเอาไปให้ท่านแม่กินเถอะ" เขาพูดรัวเร็ว พลางล้วงห่อผ้าเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ พอเปิดออกก็เห็นโอสถสีน้ำตาลเม็ดหนึ่งอยู่ข้างใน
อวิ๋นเหนียงเห็นแล้วก็ประหลาดใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร รีบรับโอสถไปป้อนให้แม่ของฟ่านจวี่กินพร้อมกับน้ำทันที
แม่ของฟ่านจวี่นอนหลับๆ ตื่นๆ ด้วยความทรมานมาตลอด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่พอกลืนโอสถเม็ดนี้ลงคอ สีหน้าก็ดูดีขึ้นทันตาเห็น แล้วก็ผลอยหลับไปอย่างสงบ
อวิ๋นเหนียงเห็นผลลัพธ์ก็ดีใจรีบหันไปบอกฟ่านจวี่ "ยาของท่านเซียนนี่ได้ผลชะงัดเลยนะเนี่ย"
ฟ่านจวี่ยิ้มออกอย่างโล่งอก "แน่นอนสิ นี่เป็นโอสถที่ท่านเซียนเฒ่าประทานให้เชียวนะ"
"พี่ฟ่านคงเหนื่อยแย่เลยสิ กว่าจะได้ยานี้มา คงลำบากน่าดู" อวิ๋นเหนียงพูดเสียงอ่อน แววตาแฝงความเห็นใจ
พอฟ่านจวี่สบตานาง ก็ถึงกับหน้าแดง หลบสายตาเป็นพัลวัน "มะ ไม่หรอก แค่ช่วยท่านแม่ได้ก็พอแล้ว"
"คนดีผีคุ้ม ท่านแม่ต้องหายดีแน่ๆ อ้อ! พี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม เดี๋ยวข้าไปทำอะไรให้กินนะ" พูดจบ อวิ๋นเหนียงก็เดินเข้าครัวไปเตรียมอาหาร
"อวิ๋นเหนียง..." ฟ่านจวี่อดไม่ได้ที่จะรั้งนางไว้
"หืม? มีอะไรหรือ" อวิ๋นเหนียงหันกลับมา
"ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ช่วยดูแลท่านแม่ข้ามาตลอด" ฟ่านจวี่ยกมือเกาหัวแก้เก้อ
อวิ๋นเหนียงยิ้มหวาน "ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ญาติห่างๆ ยังสู้เพื่อนบ้านใกล้ชิดไม่ได้เลย เมื่อก่อนแม่ของพี่ก็เคยช่วยเหลือข้าไว้เยอะเหมือนกัน"
พูดจบนางก็หันไปง่วนอยู่กับการทำกับข้าวต่อ
ฟ่านจวี่แอบมองแผ่นหลังของนางพลางถูมือไปมา ทำตัวไม่ถูก อยากจะพูดอะไรต่อแต่ก็ไม่กล้า เลยต้องพยายามเปลี่ยนเรื่องไปคิดถึงอาการป่วยของแม่ ขอให้ท่านหายไวๆ ก็พอ
วันรุ่งขึ้น แม่ของฟ่านจวี่ก็ฟื้นขึ้นมาจริงๆ แถมพอถึงวันที่สาม ก็ลุกเดินเหินได้เป็นปกติแล้ว
สรรพคุณอันน่าเหลือเชื่อของโอสถ ทำเอาสองครอบครัวถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน พากันหันหน้าไปทางหมู่บ้านปี้สือแล้วก้มลงกราบขอบคุณอย่างซาบซึ้ง
หลังจากนั้น พวกเขาก็ไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้ใครฟัง แต่เรื่องมันก็ค่อยๆ รู้กันไปทั่วหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านยิ่งศรัทธาในตัวท่านเซียนเฒ่ามากขึ้นไปอีก
ตั้งแต่นั้นมา เวลาแม่ของฟ่านจวี่จุดธูปไหว้พระ ก็จะจุดเพิ่มอีกสามดอก แล้วหันหน้าไปทางหมู่บ้านปี้สือ เพื่อเป็นการกราบไหว้ขอบคุณท่านเซียนเฒ่าที่ช่วยชีวิตเอาไว้
ครอบครัวของอวิ๋นเหนียงที่อยู่ข้างบ้าน พอเห็นแบบนั้นก็เอาอย่างบ้าง หันไปกราบไหว้อยู่ทางนั้น เผื่อว่าท่านเซียนเฒ่าจะรับรู้ถึงความศรัทธา แล้วเวลาที่พวกเขามีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ จะได้ไปพึ่งพิง "เทพโอสถ" องค์นี้ได้บ้าง
...
หนึ่งปีผ่านไป
ถึงจะมีคนดั้นด้นไปขอโอสถที่หมู่บ้านปี้สืออยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องกลับไปมือเปล่า เพราะไม่มีบุญได้เจอท่านเซียนเฒ่าเลยสักคน
พวกชาวบ้านหมู่บ้านปี้สือก็เลยบอกว่านี่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีวาสนาต่อกัน พร้อมกับแอบภูมิใจลึกๆ แล้วไล่พวกนั้นให้กลับไปกราบไหว้ "เทพโอสถ" ที่บ้าน เผื่อความศรัทธาจะส่งไปถึง
นานวันเข้า ธรรมเนียมการกราบไหว้เทพโอสถก็เริ่มแพร่หลายไปทั่ว แม้แต่ชาวบ้านหมู่บ้านปี้สือเอง ก็เริ่มหันไปจุดธูปกราบไหว้ท่านเซียนบนเขาบ้างแล้วเหมือนกัน
แต่สวี่มู่กลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ถึงเขาจะรู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียรในหุบเขาดูจะลื่นไหลขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด เขาเลยไม่เข้าใจว่าการได้รับพลังศรัทธามันเป็นยังไง
แถมเขาลงเขาไปเอาปุ๋ยคอกที่หมู่บ้านปี้สือแค่ครึ่งปีหน เลยไม่มีใครมาเล่าเรื่องพวกนี้ให้เขาฟังเลย
ขนาดบัณฑิตจางยังไม่ยอมปริปากบอก ก็แหม มันเป็นการกราบไหว้ด้วยความศรัทธาจากใจจริง จะไปป่าวประกาศให้เจ้าตัวรู้ทำไมล่ะ จะเป็นการทวงบุญคุณซะเปล่าๆ
พวกเขานึกว่าสวี่มู่รู้อยู่แล้ว ก็เลยปิดปากเงียบกันหมด
โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ได้ลุกลามใหญ่โตอะไรนัก
เพราะสวี่มู่ไม่เคยปรากฏตัวให้ใครเห็น ประกอบกับความภูมิใจแบบแปลกๆ ของชาวบ้านหมู่บ้านปี้สือ ที่สร้างกำแพงกั้นไม่ให้ใครนอกหมู่บ้านเข้ามายุ่ง เรื่องนี้ก็เลยรู้กันแค่วงแคบๆ ทำให้ไม่ไปเตะตาพวกอารามเต๋าใหญ่ๆ เข้า
พวกชาวบ้านก็มักจะงมงายกันแบบนี้แหละ วันนี้ไหว้องค์นั้น พรุ่งนี้ไหว้องค์นี้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนตามไม่ทัน แถมส่วนใหญ่ก็แค่เห่อตามกระแสไปงั้น ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรมาก เรื่องนี้ก็เลยถูกกลืนหายไปกับความเชื่อของชาวบ้านอย่างเงียบๆ
ทางฝั่งของสวี่มู่ ตอนนี้เขากำลังเตรียมตัวจะเดินทางไปที่หุบเขาหนานเหลียนอีกครั้ง
ระดับพลังของเขายังคงหยุดอยู่ที่หลอมปราณขั้นหกเหมือนเดิม ไม่ได้ขยับขึ้นเลยแม้แต่น้อย ถึงจะได้พลังศรัทธามาช่วยหนุนนิดๆ หน่อยๆ ก็เถอะ
โลกมนุษย์ก็คือโลกมนุษย์ ในเมื่อเลือกเส้นทางที่สุขสบาย ก็ต้องทำใจยอมรับความเชื่องช้าในการบำเพ็ญเพียรให้ได้
แต่ในเรื่องวิชาอาคมกลับก้าวหน้าไปได้สวยเลยทีเดียว
วิชาขี่กระบี่ตอนนี้เขาสามารถบังคับกระบี่บินพร้อมกันได้ถึงแปดเล่มแล้ว ส่วนเคล็ดวิชาอัคคีสมาธิแท้ เขาก็สามารถจุด "เพลิงราษฎร์" ซึ่งเป็นอัคคีระดับล่างได้สำเร็จ แถมยังฝึกเคล็ดวิชาควบคุมเพลิงไปได้เยอะแล้วด้วย ด้านเคล็ดวิชาดูปราณอวี้ชิงก็เริ่มเห็นผล เขาสามารถเปิด "เนตรอวี้ชิง" ได้แล้ว
แค่มีวิชาพวกนี้ติดตัว เขาก็พอจะเอาตัวรอดได้แล้ว ต่อให้เจอพวกปล้นกลางทาง เขาก็ยังมีหนทางหนีเอาตัวรอดได้สบายๆ
ตอนนี้นับตั้งแต่สองสาวกินโอสถคงความเยาว์วัยไป ก็ปาเข้าไปสี่ปีแล้ว
การเดินทางไปตลาดนัดต้องใช้เวลาไปกลับตั้งหกเดือน เขาเลยต้องรีบออกเดินทางไปซื้อโอสถเม็ดใหม่มาตุนไว้แต่เนิ่นๆ
โอสถคงความเยาว์วัยต้องกินอย่างต่อเนื่อง ห้ามขาดช่วงเด็ดขาด ไม่งั้นร่างกายจะร่วงโรยอย่างรวดเร็ว กลับไปแก่เฒ่าตามวัย และไม่สามารถรักษาความอ่อนเยาว์ไว้ได้อีก
ก็อย่างที่ชื่อมันบอกนั่นแหละ มันทำได้แค่คงความเยาว์วัยเอาไว้ ไม่ได้มีสรรพคุณให้กลับไปเป็นเด็กสักหน่อย
"เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะคุณชาย รีบกลับมานะเจ้าคะ"
สองพี่น้องยืนส่งเขาด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
สวี่มู่ยิ้มพยักหน้ารับ หอมแก้มพวกนางไปคนละฟอด แล้วโบกมืออำลา
...
หลังจากขี่ม้ามาจนถึงเทือกเขาต้าเหลียน สวี่มู่ก็แปลงร่างเป็นชายวัยกลางคน แถมยังใช้วิชาแปลงโฉมทับไปอีกชั้น
"ผ่านมาตั้งสี่ปีครึ่งแล้ว ตั้งแต่จัดการไอ้พวกโง่สี่คนนั่นไป เรื่องน่าจะซาไปแล้วล่ะมั้ง"
เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ทางเข้าหุบเขาหนานเหลียนอย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็ค่อยพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เอาจริงๆ การกลับมาที่หุบเขาหนานเหลียนรอบนี้ มันก็แอบเสี่ยงอยู่เหมือนกันนะ
แต่บนโลกนี้มีตลาดนัดถูกกฎหมายอยู่ไม่กี่แห่ง และเขาก็รู้จักแค่ที่นี่ที่เดียว ต่อให้รู้ว่าเสี่ยง เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
อย่างน้อยเวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ก็น่าจะปลอดภัยขึ้นมาบ้างแหละ
ไม่นาน เขาก็จ่ายเงินสิบห้าเงินยันต์เป็นค่าผ่านประตู แล้วเดินเข้ามาในตลาดนัดได้อย่างราบรื่น
เขาแกล้งทำทีเป็นเข้าไปถามข่าวคราวว่า มีใครพูดถึงเรื่องผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณสี่คนที่ตายไปบ้างไหม หรือทางหุบเขาหนานเหลียนมีความเคลื่อนไหวอะไรผิดปกติหรือเปล่า
สรุปว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ไม่มีใครสนใจว่าสี่ห้าปีก่อนมีใครตายไปบ้าง
สวี่มู่ก็เลยวางใจ ไม่ถามเซ้าซี้ให้มากความ เดี๋ยวจะกลายเป็นชี้โพรงให้กระรอกซะเปล่าๆ
จากนั้นเขาก็ไปนั่งจิบชาที่โรงน้ำชา ฟังพวกผู้ฝึกตนคุยเรื่องข่าวลือและเรื่องซุบซิบในโลกผู้ฝึกตน
นี่เป็นช่องทางเดียวที่เขาจะใช้ตามข่าวสารในโลกผู้ฝึกตนได้