เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 วาสนาแห่งเซียน

บทที่ 39 วาสนาแห่งเซียน

บทที่ 39 วาสนาแห่งเซียน


บทที่ 39 วาสนาแห่งเซียน

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มฉกรรจ์ในหมู่บ้านคนหนึ่งรับอาสาพาฟ่านจวี่ขึ้นเขา

พอขึ้นมาถึงบนเขา ฟ่านจวี่ก็ต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าลึกต่อด้วยตัวเอง

เมื่อเห็นป่าทึบและมืดครึ้ม ฟ่านจวี่ก็อดไม่ได้ที่จะขาสั่นพั่บๆ

เขารู้สึกเหมือนมีสายตาของสัตว์ประหลาดหรือสัตว์ร้ายจ้องมองมาจากเงามืดหลังต้นไม้และพงหญ้าตลอดเวลา รอแค่ให้เขาก้าวพลาดเข้าไป ก็พร้อมจะขย้ำเขากินเป็นอาหารทันที

"ลำพังเจ้าคนเดียวเข้าไปในป่าลึกไม่ได้หรอก มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ" ชายหนุ่มชาวบ้านพูดเตือนสติด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ฟ่านจวี่พยายามจะรวบรวมความกล้า แต่ขากลับอ่อนระทวย คอแห้งผากจนพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

สัญชาตญาณบอกเขาว่า ป่าลึกแบบนี้ขนาดพรานป่าชำนาญทางยังไม่กล้าเข้าไปเหยียบ แล้วบัณฑิตที่แม้แต่ไก่ยังไม่เคยฆ่าอย่างเขา จะเอาอะไรไปรอด?

"กลับกันเถอะ"

ชายหนุ่มชาวบ้านดึงแขนเขาเบาๆ ในที่สุดก็ลากเขากลับลงมาได้สำเร็จ

ฟ่านจวี่ร้องไห้โฮ "ท่านแม่! ลูกมันไม่ได้ความ ช่วยท่านแม่ไม่ได้เลย"

ชายหนุ่มชาวบ้านไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบใจ

อย่างน้อยรอดตายกลับมาได้ ก็ยังดีกว่าเอาชีวิตไปทิ้งในป่าแหละนะ

...

ในขณะเดียวกัน ที่หุบเขาเทพโอสถ สวี่มู่ทนลูกตื๊อของสองพี่น้องไม่ไหว ในที่สุดก็ยอมพาพวกนางลงเขาไปเที่ยวเล่นในตัวอำเภอ

นับตั้งแต่พวกนางย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้ออกไปเห็นโลกภายนอกมาตั้งห้าปีแล้ว

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ย่อมอยากรู้อยากเห็นความเป็นไปของโลกภายนอกบ้าง ถ้าถูกขังอยู่แต่ในหุบเขาตลอดไป คงอึดอัดตายแน่ๆ

ส่วนตัวสวี่มู่เองมักจะลงเขาไปซื้อพวกข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องปรุง สุรา และขนมนมเนยอยู่เป็นประจำ

ส่วนฟืนก็ตัดเอาจากต้นไม้หลังบ้านแล้วตากแห้งเอา นานๆ ทีก็จะแวะซื้อพวกหนังสือ ตำราเพลงพิณ หรือตำราหมากรุกกลับมาให้พวกนางแก้เบื่อบ้าง

ที่เขาไม่ยอมพาพวกนางลงเขาไปด้วย ไม่ใช่ว่าหวงหรืออยากจะขังพวกนางไว้หรอกนะ แต่เป็นเพราะมันยุ่งยากต่างหาก

ทางเดินบนเขาก็รกชัฏเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า แม้แต่ตัวเขาเองยังขี้เกียจเดินเลย

ปกติเขาจะล่องแพไปตามน้ำคนเดียว สะดวกกว่าเยอะ แต่ถ้าต้องพาพวกนางไปด้วย ก็ต้องใช้แพลำใหญ่ขึ้น แถมช่วงปลายน้ำก็มีน้ำตกเล็กๆ แล้วระดับน้ำก็ตื้น มีโขดหินเยอะแยะ เสี่ยงต่อการชนและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ดังนั้น ถ้าจะพาพวกนางลงเขา ก็มีแต่วิธีเหาะลงไปเท่านั้น ซึ่งมันก็กินพลังเวทมหาศาลเลยทีเดียว

แถมพอลงเขาไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะหมดเรื่องให้กังวล

การพาหญิงงามถึงสองคนเดินร่อนไปร่อนมา มันสะดุดตาเกินไป อย่างที่โบราณว่าไว้ "หญิงงามมักนำภัย" อาจจะชักนำเรื่องวุ่นวายมาให้ได้ง่ายๆ เขาก็เลยตัดปัญหาโดยการเก็บพวกนางไว้เชยชมแต่ในหุบเขา ซุกซ่อนความสุขเอาไว้คนเดียว แบบนี้สบายใจกว่าเยอะ

ตอนที่ตกลงพากันมาอยู่ที่นี่ เขาก็ย้ำชัดเจนแล้ว และพวกนางก็เต็มใจด้วย

แต่พอมาอยู่ด้วยกันตั้งห้าปี ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแนบแน่นลึกซึ้ง วันนี้เขาก็เลยยอมตามใจพวกนางสักครั้ง

ดังนั้น เช้าตรู่วันนี้ ตอนที่อากาศยังไม่ร้อนจัด เขาก็แอบพาสองพี่น้องเหาะลงเขา แวะไปเที่ยวเล่นในตัวอำเภอ

ตอนที่ฟ่านจวี่กำลังทำใจกล้าจะบุกเข้าป่าลึก ทั้งสามคนก็กำลังนั่งแทะแตงโมกันอย่างสบายใจเฉิบอยู่ในตัวอำเภอแล้ว

ส่วนฟ่านจวี่ หลังจากกลับมาที่หมู่บ้านปี้สือ เขาก็ตัดสินใจจะอยู่รอดูลาดเลาในหมู่บ้านอีกสักสองสามวัน เผื่อฟลุคเจอท่านเซียนลงเขามา

ทางบ้านก็มีเพื่อนบ้านคอยดูแลท่านแม่ให้ชั่วคราว ตอนนี้เขาไม่มีปัญญาจะปีนขึ้นเขาไปหาท่านเซียน และก็ไม่มีหน้าจะกลับไปมือเปล่าด้วย เลยได้แต่ไปยืนเกาะชายป่าตีนเขา ทอดสายตามองขึ้นไปบนยอดเขาอย่างสิ้นหวัง ภาวนาขอให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

...

จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และดวงจันทร์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า สวี่มู่ถึงได้พาสองสาวเดินทางกลับ

ความสุขความทุกข์ของคนเรามันช่างแตกต่างกันจริงๆ

ในขณะที่ฟ่านจวี่กำลังจมอยู่กับความเศร้าและกังวลเรื่องอาการป่วยของแม่ สวี่มู่กลับใช้เวลาทั้งวันเที่ยวเล่นอย่างสนุกสนานกับสองสาวพี่น้องในตัวอำเภอ

เขารอจนฟ้ามืดสนิท ถึงค่อยพาพวกนางกลับขึ้นเขา เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของชาวบ้านหมู่บ้านปี้สือ

ในตัวอำเภอคนเยอะพลุกพล่าน เขาไม่กลัวโดนจำหน้าได้หรอก แต่ที่หมู่บ้านปี้สือนี่สิ ชาวบ้านเขารู้จักมักคุ้นกันหมด แถมยังรู้ดีว่ามีท่านเซียนอยู่บนเขา ถ้าขืนมีคนเห็นเรื่องแปลกๆ เข้าล่ะก็ ต้องโยงมาถึงเขาแน่ๆ

ดังนั้น ทุกครั้งที่เขาลงเขา ถ้าไม่ใช่ตอนที่ต้องเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาปุ๋ยคอก เขาก็จะพยายามหลบเลี่ยงไม่ให้ใครเห็น ยิ่งตอนนี้มีสาวงามข้างกายถึงสองคน ยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

แต่ใครจะไปคิด ว่าดึกป่านนี้แล้วยังมีคนมายืนเหม่ออยู่ริมแม่น้ำ ไม่ยอมกลับบ้านไปกินข้าว แถมยังเอาแต่จ้องมองขึ้นไปบนเขาอีก ท่าทางเหมือนคนคิดสั้นจะกระโดดน้ำตายไม่มีผิด

สวี่มู่พาสองสาวมาถึงตีนเขา กำลังจะใช้วิชาขี่กระบี่เหาะขึ้นไป ก็ดันมาเจอหมอนี่เข้าพอดี

ถ้าขืนเหาะขึ้นไปตอนนี้ มีหวังโดนเห็นเต็มสองตาแน่

"คนนั้นเขาจะโดดน้ำตายหรือเปล่าเจ้าคะ" หลี่จือยวนผู้ใจดีเห็นเข้าก็รู้สึกเป็นห่วง

"ดูท่าทางเหมือนจะใช่นะเจ้าคะ" หลี่จือฮว่าพยักหน้าเห็นด้วย

สวี่มู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้สองสาวไปซ่อนตัวก่อน ส่วนตัวเองก็จำแลงร่างเป็นนักพรตเฒ่า เดินเข้าไปไถ่ถาม

"สหาย"

สวี่มู่เอ่ยทัก ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง

เขาถามต่อด้วยรอยยิ้มสบายๆ "มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจงั้นรึ"

ดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น รอบด้านมืดสลัว ฟ่านจวี่ตกใจนึกว่าเจอผีหลอกเข้าให้แล้ว

แต่พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นเป็นชายชราที่มีท่าทางสง่างามราวกับเซียน เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ถามเสียงสั่น "ทะ ท่านคือท่านเซียนที่อยู่บนเขาลูกนั้นใช่หรือไม่ขอรับ"

สวี่มู่เลิกคิ้ว ลูบเคราตอบ "ชาวบ้านเขาก็เรียกข้าแบบนั้นแหละ แต่ข้าไม่ใช่เซียนหรอก เป็นแค่ผู้ฝึกตนที่ปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาเท่านั้นเอง"

"ต้องเป็นท่านแน่ๆ! ท่านจริงๆ ด้วย!"

ฟ่านจวี่ดีใจจนเนื้อเต้น รีบคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นทันที "ได้โปรดช่วยท่านแม่ข้าด้วยเถิดขอรับท่านเซียน! ได้โปรดช่วยด้วย!"

สวี่มู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ "ที่แท้ก็มาขอให้ช่วยรักษาโรคนี่เอง"

อยู่ที่นี่มาตั้งหลายปี ชื่อเสียงก็คงขจรขจายไปไกล จะห้ามก็คงห้ามไม่ไหว

ช่วงสองปีมานี้ ก็เลยเริ่มมีคนดั้นด้นมาขอให้เขารักษาโรคให้เรื่อยๆ

เขาไม่ค่อยชอบความวุ่นวายแบบนี้เท่าไหร่ บางครั้งก็เลยแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ไม่ยอมรักษาให้ เพื่อกันไม่ให้คนแห่กันมาเยอะเกินไป

ทุกคนที่มาขอความช่วยเหลือ ล้วนมีความทุกข์กันทั้งนั้น แต่บนโลกนี้มีใครบ้างล่ะที่ไม่ทุกข์ เขาไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะช่วยทุกคนได้ และเขาก็ไม่ได้มีความตั้งใจจะเป็นหมอเทวดาช่วยชีวิตคนด้วย เขาแค่อยากอยู่เงียบๆ ไม่ให้ใครมารบกวนก็เท่านั้น

"ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับท่านเซียน ช่วยชีวิตท่านแม่ข้าด้วยเถิด" ฟ่านจวี่ร้องไห้สะอึกสะอื้น โขกศีรษะไม่หยุด

เจอแบบนี้เข้าไป ต่อให้สวี่มู่จะใจแข็งแค่ไหน ก็อดสงสารไม่ได้

"เอาเถอะ ถือซะว่าพวกเรามีวาสนาต่อกันก็แล้วกัน"

สวี่มู่ถอนหายใจในใจ ก่อนจะถามต่อ "ว่ามาสิ แม่เจ้าป่วยเป็นอะไร"

ฟ่านจวี่เงยหน้าขึ้นมา ดีใจจนพูดจาติดขัด รีบเล่าอาการป่วยของแม่ให้ฟังอย่างตะกุกตะกัก รวมไปถึงคำวินิจฉัยของหมอในหมู่บ้านด้วย

สวี่มู่ลูบเคราฟังจนจบ ก็พยักหน้าเบาๆ ล้วงขวดหยกใบเล็กออกจากถุงมิติ เทโอสถเม็ดหนึ่งออกมา

"เอาโอสถเม็ดนี้ไปให้แม่เจ้ากิน พรุ่งนี้ก็น่าจะหายเป็นปกติแล้วล่ะ"

พูดจบ เขาก็ยื่นโอสถให้

โอสถเม็ดนี้คือโอสถระดับหนึ่งที่เขาเคยทำให้ครอบครัวนายท่านหลิน เป็นสูตรที่ปรับให้คนธรรมดากินได้ เพื่อบำรุงสุขภาพของสองพี่น้องนั่นแหละ

ฟ่านจวี่รับโอสถมาด้วยมือที่สั่นเทา ราวกับได้รับของล้ำค่าที่สุดในชีวิต รีบควานหากระดาษในตัวมาห่อโอสถไว้อย่างทะนุถนอม

"ขอบพระคุณท่านเซียน! ขอบพระคุณท่านเซียนขอรับ!" เขาตื่นเต้นจนโขกศีรษะไม่หยุด

"อืม ไปเถอะ" สวี่มู่โบกมือไล่ ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว

ฟ่านจวี่กลัวว่าจะรบกวนท่านเซียนมากไปกว่านี้ รีบเก็บโอสถเข้ากระเป๋า ลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วรีบวิ่งกลับหมู่บ้านทันที

เขาดีใจสุดขีด แต่ก็ไม่ลืมที่จะไปถามชาวบ้านให้แน่ใจว่าคนที่เขาเจอคือท่านเซียนตัวจริงหรือเปล่า กลัวว่าจะโดนผีสางนางไม้มาหลอกเอา

พอชาวบ้านได้ฟังรูปพรรณสัณฐาน ก็ฟันธงเลยว่าเป็นท่านเซียนแน่นอน

ฟ่านจวี่แทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

ส่วนชาวบ้านที่รู้เรื่องนี้ ต่างก็พากันคิดว่า ช่วงเวลานี้อาจจะมีโอกาสได้เจอท่านเซียนลงเขามาอีกก็ได้ วันต่อๆ มาก็เลยมีคนแอบมาดักรออยู่แถวนี้เป็นประจำ

แต่พวกเขาก็ต้องผิดหวังกลับไปตามระเบียบ

เพราะการที่สวี่มู่ลงเขามาในวันนี้ มันเป็นแค่ความบังเอิญล้วนๆ ถ้าไม่ได้พาสองสาวมาเที่ยว เขาก็แทบจะไม่ลงเขามาเลยด้วยซ้ำ ยิ่งดึกดื่นป่านนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

หลังจากไล่ฟ่านจวี่ไปแล้ว สวี่มู่ก็กลับคืนร่างเป็นหนุ่มหล่อ โอบเอวบางของสองสาวพี่น้อง แล้วใช้วิชาขี่กระบี่เหาะกลับบ้านอย่างสบายใจ

จบบทที่ บทที่ 39 วาสนาแห่งเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว