- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 38 ชีวิตดั่งเซียน
บทที่ 38 ชีวิตดั่งเซียน
บทที่ 38 ชีวิตดั่งเซียน
บทที่ 38 ชีวิตดั่งเซียน
พอกินข้าวเช้าเสร็จ พระอาทิตย์ก็ลอยโด่งขึ้นกลางฟ้าแล้ว
สวี่มู่เหาะขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อบำเพ็ญเพียร "เคล็ดวิชาอัคคีสมาธิแท้" ต่อ
หลังจากฝึกวิชานี้มาปีกว่า เวลาโคจรพลัง เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความร้อนผ่าวๆ ตรงจุดตันเถียนแล้ว
เชื่อว่าอีกสักปีสองปี คงจะสามารถจุด "เพลิงราษฎร์" ที่เป็นอัคคีระดับล่างในจุดตันเถียนได้สำเร็จ
เนื่องจากเขาอาศัยการดูดซับปราณสุริยะในการจุดไฟล้วนๆ ดังนั้นเพลิงราษฎร์ที่จะได้มา ก็คือเพลิงสุริยะที่บริสุทธิ์และร้อนแรงที่สุดนั่นเอง
ตามที่คัมภีร์เขียนไว้ เปลวเพลิงชนิดนี้มีอานุภาพร้ายกาจไม่เบา น่าจะเอามาใช้เป็นท่าไม้ตายแทน "กระบี่ตะลึงตา" ได้เลย
นอกจากนี้ ในถุงมิติของทั้งสี่คนที่ปล้นมา เขายังเจอของวิเศษป้องกันตัวสี่ชิ้น กระบี่บินระดับของวิเศษสามเล่ม กระบี่บินธรรมดาสองเล่ม ยันต์เวทลมสำหรับเพิ่มความเร็วหนึ่งแผ่น และยันต์สื่อสารอีกสี่แผ่น
สมกับเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นปลายที่หากินกับการดักปล้นชาวบ้านมานานจริงๆ ของสะสมในกรุแต่ละคนไม่ธรรมดาเลย
ถ้าสวี่มู่ไม่ตัดสินใจเด็ดขาด งัดเอากระบี่ตะลึงตาออกมาใช้ปลิดชีพพวกมันสองคนตั้งแต่แรก งานนี้มีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลแน่ๆ
กระบี่บินพวกนี้ เอามาใช้แทนกระบี่ธรรมดาห้าเล่มที่เสียไปตอนต่อสู้ได้พอดี ถือเป็นการอัปเกรดอาวุธแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว
สำหรับคนที่มุ่งเน้นวิถีกระบี่ จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตัวกระบี่เท่าไหร่ เพราะถ้ามีเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่ง ต่อให้เป็นแค่ใบไม้หรือกิ่งไม้ ก็สามารถกลายเป็นอาวุธร้ายแรงได้
แต่สวี่มู่ที่เน้นวิชาค่ายกลอย่างเขา ต้องพึ่งพาอาวุธดีๆ อยู่แล้ว การได้กระบี่พวกนี้มาก็ถือว่าเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้เยอะเลย
ส่วนเรื่องของวิเศษป้องกันตัว ถ้ารวมกับของที่เยี่ยนชิงให้มาด้วย ตอนนี้เขาก็มีของวิเศษพวกนี้ถึงห้าชิ้นแล้ว
แต่ทั้งหมดนี่ก็เป็นแค่ของวิเศษระดับต่ำ มีเยอะไปก็เท่านั้น เอาไปขายทำทุนน่าจะเวิร์คกว่า
จริงๆ แล้วของวิเศษมันไม่ได้แบ่งเกรดชัดเจนหรอก แค่แบ่งว่าเหมาะสำหรับระดับหลอมปราณ สร้างฐาน หรือแก่นทองคำใช้เท่านั้น
แต่การจะเรียกของวิเศษระดับหลอมปราณหรือสร้างฐานมันดูเรียกยากไปหน่อย คนส่วนใหญ่ก็เลยเรียกติดปากว่าเป็นระดับต่ำ กลาง สูง และสูงสุดแทน
ของวิเศษที่ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณใช้ก็คือระดับต่ำนั่นแหละ แต่พวกเขาก็จะไม่เรียกของตัวเองว่าของวิเศษระดับต่ำหรอก จะเรียกว่าของวิเศษหรือเครื่องรางแทน
ส่วนราคา ก็ขึ้นอยู่กับฟังก์ชัน วัสดุที่ใช้ ความยากในการสร้าง และความต้องการของตลาด
อย่างเช่น ถุงมิติ ก็จะราคาแพงกว่าพวกของวิเศษป้องกันตัวหรืออาวุธโจมตีเยอะเลย
ส่วนพวกอาวุธโจมตีอย่างกระบี่บิน เป็นของที่สร้างกันแพร่หลายที่สุด ราคาก็เลยค่อนข้างถูก
ส่วนของวิเศษที่มีฟังก์ชันเฉพาะทาง ส่วนใหญ่จะเป็นของสั่งทำพิเศษ หรือไม่ก็ทำใช้เอง ไม่ค่อยมีหลุดมาขายตามท้องตลาดหรอก
พวกของวิเศษป้องกันตัวราคาก็ถือว่าใช้ได้อยู่ เพราะสำหรับผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณแล้ว มันคือไอเทมเอาชีวิตรอดที่ขาดไม่ได้
สวี่มู่ลองประเมินราคาคร่าวๆ ถ้าเอาของพวกนี้ไปปล่อยมือสอง น่าจะได้สักสามสี่ร้อยเงินยันต์ รับทรัพย์ก้อนโตเลยล่ะ
ติดอยู่ตรงที่ว่า ตอนนี้หุบเขาหนานเหลียนมันไม่ค่อยจะปลอดภัยแล้ว ถ้าจะไปอีกที คงต้องระวังตัวให้มากกว่านี้
...
ตกดึก สวี่มู่ก็เริ่มฝึก "เคล็ดวิชาดูปราณอวี้ชิง"
วิชานี้ต้องอาศัยแสงจันทร์และน้ำในการ "เบิกเนตร" ซึ่งก็พอดีเลย ช่วยแก้ปัญหาเรื่องไม่มีอะไรทำตอนกลางคืนนอกจากหยอกล้อกับสองสาวพี่น้องได้เป็นอย่างดี
เมื่อพระจันทร์ส่องสว่าง เขาก็จะเอากะละมังใส่น้ำมาวางไว้ตรงหน้า แล้วเพ่งมองเงาจันทร์ในน้ำ
หัวใจสำคัญของการฝึกคือ "ความสงบ"
วิถีแห่งเต๋าหลายแขนงล้วนเน้นย้ำเรื่องความสงบของจิตใจ ยิ่งผู้ฝึกตนระดับสูง ก็ยิ่งเข้าใจถึงความสำคัญของการขัดเกลาจิตใจ
แต่นั่นแหละ ต่อให้จิตใจสงบนิ่งแค่ไหน ถ้าไม่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร มันก็ป่วยการ
ถ้าเป็นคนมีพรสวรรค์ จิตใจที่สงบนิ่งจะถูกเรียกว่าความมุ่งมั่นแสวงหาเต๋า แต่ถ้าเป็นคนไร้พรสวรรค์ จะถูกเรียกว่าพวกโคลนพอกกำแพงไม่ติด
แต่สวี่มู่ถือเป็นข้อยกเว้น ถึงพรสวรรค์จะห่วยแตก เขาก็อาศัยความถึกทนในการสะสมพลังไปเรื่อยๆ ส่วนเรื่องจิตใจนี่ไม่ต้องพูดถึง นิ่งสนิทไม่มีหวั่นไหว
เขาฝึกอยู่แค่ชั่วยามเดียวก็เลิก กลับเข้าห้องไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับสองสาวพี่น้องให้หนำใจ แล้วก็เข้านอน
วันเวลาหลังจากนี้ ก็หมดไปกับการปลูกผัก บำเพ็ญเพียร "ลับกระบี่" "จุดไฟ" และ "เบิกเนตร" อยู่แต่ในหุบเขา
พร้อมๆ กับใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและมีความสุขกับน้องแมวแสนน่ารักทั้งสองของเขา
...
วันหนึ่ง แดดร้อนเปรี้ยง
ชาวบ้านหมู่บ้านปี้สือร้อนจนทนทำนาไม่ไหว ต้องหนีมาหลบแดดอยู่ใต้ร่มไม้กันหมด
ชายหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายเดินเหงื่อแตกพลั่กเข้าหมู่บ้านมา เสื้อผ้าที่ใส่ก็เก่าจนสีซีด แถมตรงข้อศอกยังมีรอยปะชุน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบัณฑิตไส้แห้ง
เขาเดินปาดเหงื่อเข้ามาในหมู่บ้าน ตรงดิ่งไปหาชายชราที่กำลังนั่งเลี้ยงหลานอยู่ใต้ต้นไม้ แล้วเอ่ยปากถาม "ท่านผู้เฒ่า ขอถามอะไรหน่อยเถอะขอรับ ได้ยินข่าวลือว่าบนภูเขาแถวนี้มีท่านเซียนอาศัยอยู่ สามารถรักษาโรคได้สารพัด จริงหรือเปล่าขอรับ"
ชายชราฟังแล้วก็หัวเราะร่วน "จริงสิพ่อหนุ่ม ท่านเซียนผู้นี้ใครๆ ในหมู่บ้านก็รู้จักกันทั้งนั้น หลายคนก็ได้ท่านช่วยชีวิตไว้"
ฟ่านจวี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจเนื้อเต้น รีบถามต่อ "แล้วตอนนี้ท่านพำนักอยู่ที่ไหนหรือขอรับ"
ชายชรามองหน้าเขา "เจ้ามาขอให้ท่านรักษาโรคล่ะสิ"
"ใช่ขอรับ" ฟ่านจวี่รีบประสานมือคารวะ
"ท่านแม่ของข้าล้มป่วยหนัก หมอในหมู่บ้านก็จนปัญญา ข้าเลยต้องดั้นด้นมาขอให้ท่านเซียนช่วย"
ชายชราถอนหายใจ ส่ายหน้าเบาๆ "คนมาขอให้ท่านช่วยมีเยอะแยะไป แต่ท่านเซียนท่านเลือกช่วยแต่คนที่มีวาสนาต่อกันเท่านั้น ไม่ใช่ใครมาขอก็ช่วยหรอกนะ"
"ข้าพอจะหยิบยืมเงินทองมาได้บ้าง ถึงจะไม่มากนัก..." ฟ่านจวี่รีบล้วงถุงเงินเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ
ชายชราโบกมือปฏิเสธ "ท่านเซียนไม่เคยรับเงินรับทองหรอกนะ ท่านดูที่วาสนาล้วนๆ"
"แล้ว... แบบไหนถึงจะเรียกว่ามีวาสนาล่ะขอรับ" ฟ่านจวี่ถามด้วยความซื่อ
ชายชราหัวเราะเบาๆ "วาสนาก็คือวาสนานั่นแหละ"
"ครึ่งปีถึงจะเห็นท่านลงเขามาสักทีนึง มาเอาขี้ไปทำปุ๋ยปลูกผักปลูกผลไม้ ท่านปลีกวิเวกอยู่บนเขา ไม่สนโลกภายนอก พวกเราคนธรรมดาเดาใจท่านไม่ถูกหรอก
ก็ตอนที่ท่านลงเขานั่นแหละ ถึงจะยอมรักษาโรคให้ชาวบ้านบ้างเป็นครั้งคราว
ช่วงหลายปีมานี้ มีคนดั้นด้นมาหาท่านเยอะแยะ แต่ก็ต้องมีวาสนาต่อกันเท่านั้นท่านถึงจะช่วย ใครไม่มีวาสนา ต่อให้เอาทองมากองเท่าภูเขาก็เปล่าประโยชน์"
"แล้ว... ท่านเซียนจะลงเขามาอีกทีเมื่อไหร่หรือขอรับ" ฟ่านจวี่ถามด้วยความหวังอันริบหรี่
"อันนี้ก็บอกยากแฮะ..." ชายชราหันไปมองเพื่อนบ้านที่นั่งหลบแดดอยู่ด้วยกัน
"กะคร่าวๆ ก็น่าจะอีกสักเดือนสองเดือนล่ะมั้ง" ชายชราอีกคนพัดโบกให้ตัวเองพลางตอบ
"ตั้งเดือนสองเดือน..."
ฟ่านจวี่รีบประสานมือโค้งคำนับ "ขอความกรุณาท่านผู้เฒ่าช่วยชี้ทางสว่างให้ข้าด้วยเถิดขอรับ ท่านแม่ตรากตรำทำงานหนักมาทั้งชีวิต หวังแค่ให้ข้าสอบได้เป็นขุนนาง ตอนนี้ท่านป่วยหนัก เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ลูกอยากจะทดแทนคุณ แต่ก็กลัวจะไม่ทันกาลแล้วขอรับ!"
พูดจบ เขาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ
ชายชราทั้งหลายหันมองหน้ากัน ต่างทอดถอนใจ "ก็บอกแล้วไงว่านี่แหละที่เรียกว่าไม่มีวาสนา"
"จะให้ข้ายอมรับได้ยังไงขอรับ!" ฟ่านจวี่ร้องไห้คร่ำครวญ
"แล้วเจ้าจะขึ้นเขาไปยังไงล่ะ บนนั้นมีสัตว์ประหลาดดุร้ายเยอะแยะ คนธรรมดาขึ้นไปก็มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ทำได้แค่รอท่านเซียนลงเขามาโปรดสัตว์ก็เท่านั้นแหละ" ชายชราอีกคนพูดเตือนสติ
ฟ่านจวี่ส่ายหน้า "ถ้าถึงตอนนั้น ท่านแม่ข้าคงไม่รอดแล้ว"
เขาประสานมือ แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว "รบกวนท่านผู้เฒ่าช่วยบอกทางหน่อยเถอะขอรับ ว่าท่านเซียนอยู่บนเขาลูกไหน ข้าจะปีนขึ้นไปหาท่านเอง"
"เอ่อ..."
ชาวบ้านต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ในเมื่อเจ้าดึงดันจะไป พวกเราก็คงห้ามไม่ได้... แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่า ยังไม่ทันเดินเข้าป่าลึก เจ้าก็อาจจะกลายเป็นอาหารเสือไปซะก่อน"
"ท่านเซียนพักอยู่ลึกเข้าไปในป่า ในหุบเขาที่เมื่อก่อนมีพยัคฆ์ปีศาจอาศัยอยู่ พวกเราเรียกที่นั่นว่าหุบเขาปากโลหิต แต่พอท่านเซียนปราบพยัคฆ์ปีศาจตัวนั้นได้แล้วเข้าไปอยู่แทน พวกเราก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นหุบเขาเทพโอสถแทน"
"ท่านเซียนรักความสงบ เลยให้พวกสัตว์ประหลาดคอยเฝ้าเขาไว้ ถ้าเจ้าโดนเสือกินตาย ก็ถือว่ารนหาที่เองนะ ท่านเซียนไม่มาสนใจหรอก"
"ต่อให้ไม่มีสัตว์ประหลาด หนทางบนเขาก็สูงชัน บัณฑิตอ่อนแออย่างเจ้าจะปีนไหวเร้อ"
ทุกคนต่างพากันพูดจาหว่านล้อม
แต่ฟ่านจวี่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว "ถ้าข้าหายาไปรักษาท่านแม่ไม่ได้ ข้าก็ขอตายตามท่านแม่ไปเลยก็แล้วกัน!"
ชาวบ้านเห็นความกตัญญูของเขา ก็เลยให้เขาค้างที่หมู่บ้านคืนนึง แล้วค่อยขึ้นเขาตอนเช้าตรู่