เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ปลีกวิเวกในหุบเขา

บทที่ 32 ปลีกวิเวกในหุบเขา

บทที่ 32 ปลีกวิเวกในหุบเขา


บทที่ 32 ปลีกวิเวกในหุบเขา

หลังจากกลับมาถึงบ้าน สวี่มู่ก็จัดการต่อเติมกระท่อมไม้ของตัวเองทันที

ตอนแรกสร้างไว้กะอยู่คนเดียว พอตอนนี้ต้องมาอยู่กันสามคน มันก็เลยดูคับแคบไปถนัดตา

แถมยังต้องสร้างห้องอาบน้ำเพิ่มอีกด้วย

ถึงแม้เขาจะใช้วิชาชำระล้างทำความสะอาดร่างกายได้โดยไม่ต้องอาบน้ำ แต่ในเมื่อมีสาวงามถึงสองคนมาอยู่ด้วย ก็ต้องเอาใจใส่เรื่องความรักสวยรักงามของพวกนางสักหน่อย ให้พวกนางได้อาบน้ำอาบท่าให้ตัวหอมฉุย

ถ้ามีเวลาว่าง เขากะว่าจะลองทำสบู่ให้พวกนางเอาไว้สระผมอาบน้ำด้วยซ้ำ

ทางด้านสองพี่น้องเองก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตาหัดปลูกผักทำกับข้าว แต่ก็ไม่ลืมงานอดิเรกสไตล์ผู้ดีของพวกนาง

ภายในหุบเขาอันเงียบสงบ เริ่มมีเสียงพิณและเสียงขลุ่ยดังกังวานประสานกันอย่างไพเราะเพราะพริ้ง จนแม้แต่พวกสัตว์ป่ายังต้องหยุดฟัง

ตกดึก ภายในกระท่อมก็มีเสียงครวญครางหวานหูของหญิงสาวดังลอดออกมา บางทีก็ดังมาคนเดียว บางทีก็ดังประสานกัน

การมาถึงของน้องแมวแสนน่ารักสองตัวนี้ ช่วยเติมสีสันให้ชีวิตของสวี่มู่ได้มากจริงๆ

...

ยามเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ เหนือขอบฟ้า

แสงแดดยามเช้าละลายน้ำค้างแข็งบนใบไม้ กลายเป็นหยดน้ำค้างใสแจ๋วเกาะอยู่บนปลายใบไม้รอวันร่วงหล่น

สวี่มู่นั่งขัดสมาธิหลับตาทำสมาธิอยู่บนยอดเขา

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขาก็ลืมตาขึ้น เป็นอันจบการ "ลับกระบี่" ของวันนี้

เมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเต็มดวง สาดแสงแดดอาบไล้ไปทั่วร่าง เขาจึงเปลี่ยนมาเริ่มฝึก "เคล็ดวิชาอัคคีสมาธิแท้" ที่เพิ่งได้มาหมาดๆ

วิชานี้แตกต่างจากวิชาหลอมโอสถด้วยไฟที่วางขายอยู่ตามหอสมบัติของนิกายอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่วิชาหลอมโอสถธรรมดาๆ แต่ยังเป็นวิชาต่อสู้ที่ทรงอานุภาพอีกด้วย

นี่แหละคือจุดเด่นของวิชาหลอมโอสถในยุคโบราณ ที่เป็นทั้งวิชาหลอมโอสถและวิชาบำเพ็ญเพียรไปในตัว การจะมีกระบวนท่าไว้สำหรับต่อสู้ด้วยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

เคล็ดวิชาควบคุมเพลิงที่ใช้ควบคุมอัคคีสมาธิแท้นี้ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเป็นวิชาหลอมโอสถแบบที่เห็นกันเกลื่อนในนิกายปัจจุบัน

ดูท่าทางพวกนิกายจะหน้าเลือดไม่เบา เอาแต่ของก๊อปเกรดเอหรือไม่ก็ของที่ถูกตัดทอนเนื้อหามาสอนศิษย์

ในเมื่อตอนนี้สวี่มู่ได้เคล็ดวิชาฉบับเต็มมาครอบครองแล้ว เขาก็ไม่รอช้า เริ่มลงมือฝึกอัคคีสมาธิแท้ทันที

อัคคีสมาธิแท้แบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับบน ระดับกลาง และระดับล่าง

ต้องเริ่มฝึกจากระดับล่าง หรือที่เรียกว่า "เพลิงราษฎร์" ก่อนเป็นอันดับแรก

เริ่มแรก ตัวผู้ฝึกจะยังไม่สามารถสร้างเปลวเพลิงขึ้นมาเองได้ ต้องอาศัยแหล่งกำเนิดไฟจากภายนอก ซึ่งแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดก็หนีไม่พ้นพลังงานแสงอาทิตย์

ดังนั้น ขั้นตอนแรกของการฝึกก็คือการดูดซับปราณสุริยะ โดยเน้นไปที่เส้นลมปราณไท่หยางกระเพาะปัสสาวะเป็นหลัก เริ่มจากศีรษะ ไหลลงมาตามแนวกระดูกสันหลัง ทะลุทะลวงลงไปถึงขา ถือเป็นหนึ่งรอบการโคจร

ดวงตาคือหน้าต่างของเส้นลมปราณไท่หยางกระเพาะปัสสาวะ เมื่อดูดซับปราณสุริยะเข้ามาแล้ว ก็จะไหลผ่านหน้าผาก ไปรวมกันที่กลางกระหม่อม ก่อนจะไหลลงมาตามร่องสะบักและสองข้างกระดูกสันหลัง ลงไปจนถึงเอว แล้วไหลลงไปตามขอบด้านนอกของต้นขาด้านหลัง จนไปสิ้นสุดที่จุดจื้ออินตรงนิ้วก้อยเท้า

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ดูดซับปราณสุริยะให้ไหลเวียนตั้งแต่หัวจรดเท้า เสียดสีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจุดเปลวไฟขึ้นมาในจุดตันเถียนได้สำเร็จ ซึ่งนี่แหละที่เรียกว่า "เพลิงราษฎร์"

ระดับกลางเรียกว่า "เพลิงขุนนาง" ส่วนระดับบนเรียกว่า "เพลิงกษัตริย์" แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าระดับไหนใหญ่กว่ากันและมีหน้าที่อะไรบ้าง

ราษฎร์คือรากฐาน ขุนนางคือตัวเชื่อม กษัตริย์คือผู้ปกครอง

เปลวไฟทั้งสามชนิดสามารถนำมาใช้หลอมโอสถได้หมด แต่ต้องรอจนกว่าจะจุดเปลวไฟได้ครบทั้งสามชนิด ถึงจะเรียกว่าอัคคีสมาธิแท้อย่างสมบูรณ์แบบ

หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือความสงบของจิตใจ จิตนิ่งไฟจึงเกิด

เปลวไฟนั้นร้อนแรง แต่จิตใจต้องสงบนิ่ง

เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมากสำหรับสวี่มู่ แต่ปัญหาคือเขาไม่ค่อยมั่นใจในพรสวรรค์ของตัวเองสักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งขนาดไหน

ตอนนี้เขาทำได้แค่อาศัยความถึกทน ดูดซับปราณสุริยะและพยายามจุดไฟทุกวันไปเรื่อยๆ จนกว่าเพลิงราษฎร์จะติดขึ้นมา

ดังนั้น กิจวัตรประจำวันของเขานอกจากปลูกผักและลับกระบี่แล้ว ก็ยังมีกิจกรรม "จุดไฟ" เพิ่มเข้ามาอีกอย่าง ช่างเป็นชีวิตที่เรียบง่ายอะไรเบอร์นี้

เขาตั้งหน้าตั้งตาฝึกไปจนถึงตอนเที่ยง ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ขืนปล่อยให้หิวโหยเดี๋ยวจะพานเสียสมาธิในการฝึกเปล่าๆ

โชคดีที่ตอนนี้เขาไม่ต้องลงมือทำกับข้าวเองแล้ว ไม่งั้นคงเสียเวลาไปอีกโข

การต้องมานั่งทำกับข้าวกินเองคนเดียวเนี่ย มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อสุดๆ

ปากก็บอกว่ากินอะไรก็ได้ กินๆ ไปเหอะ แค่ให้ท้องอิ่มก็พอ แต่เอาเข้าจริงกลับต้องมานั่งเสียเวลาทำ แถมบางทีทำไปทำมาก็ชักจะหมดมุก ไม่รู้จะทำอะไรกินดี

บางทีนี่อาจจะเป็นอาการของคนเหงาก็ได้มั้ง

แต่ถ้าทำกับข้าวให้คนอื่นกิน ความรู้สึกมันจะต่างออกไป ต่อให้เพิ่มมาแค่คนเดียว ความรู้สึกมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

"คุณชาย กินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ" เสียงของหลี่จือยวนร้องเรียกมาจากในหุบเขา

"มาแล้ว"

สวี่มู่หัวเราะเบาๆ ลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดลงจากยอดเขาอย่างรวดเร็ว

หลี่จือยวนส่งยิ้มหวาน รอรับเขาอยู่หน้าประตู

ตั้งแต่นางตกเป็นของเขา นางก็ยิ่งทำตัวเป็นแม่ศรีเรือนมากขึ้นทุกวัน

สวี่มู่เดินเข้าไปลูบหัวนางเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะจูงมือกันเข้าไปในบ้าน

หลี่จือฮว่ากำลังตักข้าวใส่ชาม ส่งยิ้มแฉ่งมาให้ ดูไม่ค่อยเป็นเด็กกะโปโลเหมือนเมื่อก่อนแล้ว วัยสิบเจ็ดปีทำให้นางเปลี่ยนจากเด็กสาวกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว

นางอยากจะเรียกสวี่มู่ว่าท่านพี่ แต่โดนทั้งหลี่จือยวนและสวี่มู่ประสานเสียงคัดค้านหัวชนฝา

หลี่จือยวนให้เหตุผลว่า พวกนางแค่มาทำหน้าที่สาวใช้เพื่อทดแทนบุญคุณเท่านั้น และมีหน้าที่อุ่นเตียงในตอนกลางคืน ไม่ใช่ภรรยาหรืออนุภรรยา จะมาปีนเกลียวไม่ได้เด็ดขาด

ส่วนสวี่มู่ก็มองว่าพวกนางเป็นแค่น้องแมวแสนน่ารัก ต้องรักษาบทบาทนี้ไว้ให้มั่นคง ห้ามเปลี่ยนใจเด็ดขาด

สุดท้ายทั้งสองคนก็เลยต้องเรียกเขาว่าคุณชายเหมือนเดิม จะมีก็แค่บางเวลาที่อารมณ์พาไป ถึงจะหลุดเรียกเขาว่าเจ้านายบ้างก็เท่านั้น

...

ตกบ่าย สวี่มู่ก็ไปง่วนอยู่กับการดูแลสมุนไพรวิญญาณในแปลง

หลี่จือยวนสวมหมวกสานปีกกว้าง เดินตามประกบไม่ห่าง นางเอ่ยถามเสียงแผ่ว "คุณชาย... บนโลกนี้มีวิชาคงความเยาว์วัยจริงๆ หรือเจ้าคะ"

สวี่มู่ชะงักมือแล้วหันไปมอง

"ข้าแค่อยากจะ... อย่างน้อยก่อนตาย ก็ขอให้ได้อยู่เคียงข้างคุณชายด้วยรูปโฉมที่งดงามแบบนี้ไปตลอด... ก็ยังดีเจ้าค่ะ" หลี่จือยวนก้มหน้างุด พูดเสียงอ้อมแอ้ม

สวี่มู่ยิ้มบางๆ "ได้สิ เดี๋ยวข้าหามาให้"

"จะลำบากคุณชายเกินไปไหมเจ้าคะ..." หลี่จือยวนมีสีหน้ากังวล

ความรู้ความเข้าใจและความอ่อนโยนของนาง ทำให้สวี่มู่รู้สึกสงสารจับใจ

สวี่มู่เดินเข้าไปหยิกแก้มนางเบาๆ แล้วหัวเราะ "ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ในเมื่อเจ้าอยากได้ ข้าก็จะหามาให้

ไม่ต้องห่วงหรอก วิชาคงความเยาว์วัยในโลกผู้ฝึกตนมันก็แค่วิชาดาษๆ ราคาไม่ได้แพงอะไรมากมาย"

โอสถคงความเยาว์วัยถือเป็นโอสถระดับสาม แต่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม เพราะเอาเงินไปซื้อทรัพยากรที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรจะคุ้มกว่า แถมวิชาคงความเยาว์วัยแบบเบสิกก็มีให้เรียนกันทั่วไป โอสถแบบนี้ก็เลยขายไม่ออก

แต่คนเราก็รู้จักพลิกแพลง มีนักหลอมโอสถบางคนหัวใส คิดค้นโอสถคงความเยาว์วัยระดับสองขึ้นมา เพื่อลดต้นทุนและราคาลง เม็ดหนึ่งออกฤทธิ์ได้นานห้าปี กลายเป็นสินค้ายอดฮิตในหมู่ผู้ฝึกตนไปซะงั้น

ถึงสวี่มู่จะไส้แห้ง แต่เพื่อสาวงามทั้งสองคน รอให้เอาสมุนไพรวิญญาณไปขายที่ตลาดนัดผู้ฝึกตนเมื่อไหร่ การจะซื้อโอสถคงความเยาว์วัยสักสองเม็ดก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

"ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ" หลี่จือยวนยิ้มกว้างออกมาจากใจจริง

สวี่มู่ลูบแก้มนางเบาๆ "ข้าเองก็อยากจะจดจำใบหน้าที่สวยงามที่สุดของพวกเจ้าเอาไว้ตลอดไปเหมือนกัน"

หลี่จือยวนกุมมือเขาไว้แน่น พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจอยู่เคียงข้างสวี่มู่ไปได้ตลอดกาล จึงได้แต่หวังว่าก่อนที่อายุขัยจะหมดลง นางจะได้หยุดเวลาเอาไว้ในช่วงที่งดงามที่สุด

ในเมื่อนางตั้งใจขนาดนี้ สวี่มู่จะทำให้นางผิดหวังได้ยังไง

...

พอกินมื้อค่ำเสร็จ ถ้าวันไหนพระจันทร์เต็มดวง สวี่มู่ก็มักจะไปนั่งจิบชาใต้ต้นไม้ใหญ่ พูดคุยหยอกล้อกับสองสาว หรือไม่ก็นั่งฟังพวกนางดีดพิณ

ยังไงซะไอวิญญาณที่นี่ก็เบาบางเกินกว่าจะบำเพ็ญเพียรได้ ต้องรอให้สมุนไพรโตเต็มที่แล้วเอาไปหลอมเป็นโอสถรวมปราณก่อน ถึงจะเอามาใช้บำเพ็ญเพียรได้ ตอนนี้เขาก็เลยมีเวลาว่างเหลือเฟือที่จะนั่งเสวยสุขกับการปรนนิบัติของสองสาว

ข้างๆ กันนั้นก็มีพวกสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมาวิ่งเล่นด้วย โดยเฉพาะลูกเสือสองตัวที่ขนฟูฟ่องน่าฟัด ทำเอาสองสาวหลงจนโงหัวไม่ขึ้น

ปกติตามธรรมชาติ ลูกเสือจะโตเร็วมาก แต่ลูกเสือสองตัวนี้กลับโตช้าพอๆ กับเด็กมนุษย์เลยทีเดียว

คงเป็นเพราะพวกมันมีอายุขัยยืนยาวขึ้นนั่นแหละ

เสือธรรมดาจะมีอายุขัยแค่สิบกว่ายี่สิบปี อายุสองขวบก็ถือว่าโตเต็มวัยแล้ว แต่พ่อเสือตัวนี้ปาเข้าไปสี่สิบกว่าปีแล้ว ยังดูแข็งแรงบึกบึนอยู่เลย เผลอๆ อาจจะอยู่ได้ถึงหกเจ็ดสิบปีด้วยซ้ำ

กฎแห่งสวรรค์ช่างยุติธรรมเสมอ สิ่งมีชีวิตที่อายุยืนยาว ก็มักจะเจริญเติบโตช้าเป็นเงาตามตัว

พอตกดึก ภายในกระท่อมก็จะมีเสียงครวญครางหวานหูของหญิงสาวดังลอดออกมาให้ได้ยินเป็นประจำ

จบบทที่ บทที่ 32 ปลีกวิเวกในหุบเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว