- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 30 พาน้องแมวแสนน่ารักกลับบ้าน
บทที่ 30 พาน้องแมวแสนน่ารักกลับบ้าน
บทที่ 30 พาน้องแมวแสนน่ารักกลับบ้าน
บทที่ 30 พาน้องแมวแสนน่ารักกลับบ้าน
พอสองพี่น้องตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดตึ๊ดตื๋อเสียแล้ว
พอนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน ใบหน้าของสองสาวก็แดงแปร๊ดขึ้นมาทันที ยิ่งพอเห็นว่าอีกฝ่ายก็หน้าแดงไม่ต่างกัน สองพี่น้องที่นอนตะแคงหันหน้าเข้าหากันก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูก
"ท่านพี่ กำลังคิดอะไรอยู่หรือ" หลี่จือฮว่าเอ่ยถาม
"ขะ... ข้าก็กำลังคิดว่าเจ้าคิดอะไรอยู่น่ะสิ..." หลี่จือยวนตอบเสียงอ้อมแอ้ม หน้าแดงก่ำ
หลี่จือฮว่าหัวเราะคิกคัก ยื่นแขนไปกอดพี่สาวแล้วเอาหน้าถูไถอย่างออดอ้อน "ท่านพี่ ต่อไปนี้พวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่แยกจากกันอีกแล้วนะ"
หลี่จือยวนยิ้มบางๆ ลูบผมเบาๆ อย่างอ่อนโยน
"ถ้าเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ก็คงจะดีสินะ..."
"ต้องได้สิ! เจ้านั่น... ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเราสองพี่น้องจะไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเลยสักนิด ท่านพี่ว่าจริงไหม" หลี่จือฮว่าหัวเราะคิกคัก แก้มแดงปลั่ง
หลี่จือยวนเขินจนต้องหลบสายตา "เอาล่ะๆ ยังมีเรื่องต้องทำอีกตั้งเยอะ เรื่องแบบนี้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ"
"โธ่ ท่านพี่ อุตส่าห์อารมณ์ดีขึ้นมานิดนึงแล้วเชียว..." หลี่จือฮว่าเบะปาก ทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ
"ขอโทษๆ ข้าผิดเอง" หลี่จือยวนรีบกอดปลอบน้องสาว
หลี่จือฮว่าปาดน้ำตาแล้วยิ้มออก "เอาเถอะ หิวจังเลย ข้าวเย็นยังไม่ได้กินเลยนี่นา"
หลี่จือยวนยิ้มพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ แล้วดึงน้องสาวให้ลุกขึ้นจากเตียง
มีสาวใช้คอยปรนนิบัติรับใช้ ยกน้ำมาให้ล้างหน้าล้างตา
สองพี่น้องเกิดมาเป็นคุณหนูในตระกูลใหญ่ ย่อมคุ้นเคยกับการปรนนิบัติแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ยังรู้สึกเหมือนคนละเมอ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันพลิกผันไปมาราวกับความฝัน
พอนึกถึงภาพชีวิตครอบครัวแสนสุขในอดีต ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมาอีก ทั้งสองจึงพยายามไม่คิดอะไรให้ฟุ้งซ่าน ล้างหน้าเสร็จก็สั่งให้คนหาของกินมาให้
ส่วนสวี่มู่นั้น ในสภาพที่ดูไม่ได้แบบนี้ พวกนางไม่กล้าไปสู้หน้าเขาหรอก
สวี่มู่เองก็ไม่คิดจะเข้าไปก้าวก่ายอะไร พวกนางมีอิสระเต็มที่ แถมเขายังแอบหวังลึกๆ ให้พวกนางอย่ามาวุ่นวายกับเขาด้วยซ้ำ
ตอนนี้เขามีที่พักพิงเป็นหลักเป็นแหล่งแล้ว ก็ตั้งใจจะมุ่งสมาธิศึกษาวิชา "เคล็ดวิชาอัคคีสมาธิแท้" ให้อย่างถ่องแท้ จะให้อยู่ที่นี่สักสิบปีแปดปีก็ไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ไม่มีเรื่องวุ่นวายมาเยือนก็พอ
เขากำชับกับฮ่องเต้อย่างหนักแน่นว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่ต้องให้เขาออกโรงจริงๆ ห้ามใครมารบกวนเขาเด็ดขาด แม้กระทั่งตัวฮ่องเต้เองก็เถอะ
ส่วนเรื่องบ่อน้ำพุวิญญาณ พอตักน้ำมาได้หน่อยนึง เขาก็ขี้เกียจไปอีก เพราะมันตั้งอยู่ในอุทยานหลวง ต้องเดินเข้าเดินออกวังให้วุ่นวาย สรรพคุณก็งั้นๆ สู้เอาเวลามานั่งๆ นอนๆ ให้สบายใจดีกว่า
ดังนั้น เป้าหมายชีวิตต่อจากนี้ก็คือการหมกตัวอยู่ในจวนแห่งนี้ ไม่ออกไปไหนทั้งสิ้น
...
ไม่กี่วันต่อมา ฮ่องเต้ก็ทรงมีราชโองการพระราชทานอภัยโทษให้ตระกูลหลี่ทุกคน พร้อมทั้งคืนสถานะและทรัพย์สินทั้งหมดให้
พวกขุนนางหลายคนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ก็ไหนได้ข่าวว่าคุณหนูตระกูลหลี่โดนผีป่าเนียงจื่อลากไปกินแล้วไง แถมฮูหยินหลี่ก็ชิงฆ่าตัวตายไปแล้ว แล้วจะออกราชโองการแบบนี้มาทำไมอีก
แต่ผิดคาด! สองคุณหนูตระกูลหลี่กลับโผล่มายืนยันตัวตนเพื่อรับทรัพย์สินและที่ดินคืนซะงั้น แถมยังมีคนจากในวังคอยอำนวยความสะดวกให้อีกต่างหาก
พวกที่หัวไวหน่อยก็รู้ทันทีว่า งานนี้มีผู้ยิ่งใหญ่คอยหนุนหลังอยู่แน่ๆ จึงยอมทำตามราชโองการแต่โดยดี ไม่มีใครกล้าขัดขวางหรือหาเรื่องพวกนางเลยสักคน
"คุณชาย พวกเราอยากกลับไปเมืองสือฉี เพื่อจัดการเรื่องฝังศพท่านพ่อกับท่านแม่" หลี่จือยวนเอ่ยเสียงแผ่ว
"อืม ไปเถอะ กลับบ้านพวกเจ้าเถอะ" สวี่มู่พยักหน้ารับ
หลี่จือยวนเม้มริมฝีปากแน่น จ้องหน้าเขาแล้วพูดว่า "พวกข้าจะกลับมานะ"
สวี่มู่เลิกคิ้ว "จะกลับมาทำไมอีก"
"ก็กลับมาหาท่านไง" หลี่จือฮว่าสวนขวับ ตาจ้องเขม็ง
สวี่มู่ถอนหายใจอย่างระอา "พวกเจ้าอย่ามาเกาะติดข้าเลยน่า ข้าช่วยพวกเจ้ามาถึงขั้นนี้ก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว จากนี้ไปก็ทางใครทางมันเถอะ"
พูดจบ เขาก็ประสานมือเป็นเชิงบอกลา
สองพี่น้องถึงกับปรี๊ดแตก มองหน้ากันก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น
"พวกเราก็จะหาท่านนี่แหละ!" หลี่จือฮว่าเม้มปากแน่น สีหน้าทั้งประหม่าและดื้อรั้น
"แม่นางทั้งสอง โลกนี้ยังมีผู้ชายดีๆ อีกเยอะแยะ พวกเรามันคนละโลกกันนะ" สวี่มู่พยายามเกลี้ยกล่อม
"พูดตรงๆ เลยนะ อายุขัยของข้ายืนยาวมาก ในขณะที่พวกเจ้าอยู่ได้ไม่ถึงร้อยปีก็ตายแล้ว ข้าไม่อยากมีความผูกพันกับพวกเจ้าให้มันยุ่งยากใจ..." เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจและแผ่วเบา
"คุณชาย..."
สีหน้าของหลี่จือยวนหม่นหมองลงทันที ไม่ได้จริงๆ สินะ...
"แล้วไงล่ะ" หลี่จือฮว่ายังคงดื้อดึงไม่ยอมแพ้
"ใครๆ เขาก็เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวกันทั้งนั้น อายุขัยพวกมันก็สั้นกว่าคนตั้งเยอะ เขาก็ยังเลี้ยงกันได้เลยไม่ใช่เหรอ พวกเรา... พวกเรายอมเป็นแค่สาวใช้ให้ท่านก็ได้ ขอแค่ได้คอยปรนนิบัติรับใช้ เพื่อทดแทนบุญคุณ พวกเราไม่ขออะไรมากไปกว่านี้หรอก..."
น้ำเสียงของนางเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ แววตาเต็มไปด้วยการอ้อนวอน
หลี่จือยวนได้ยินน้องสาวเปรียบตัวเองเป็นหมาเป็นแมวก็แอบอายอยู่ลึกๆ แต่นางก็ยังหันไปหาสวี่มู่ แล้วเอ่ยเสียงเบา "ได้โปรดเห็นใจพวกเราด้วยเถอะคุณชาย พวกเราสองพี่น้องเล่นพิณให้ท่านฟังแก้เบื่อได้นะ"
สวี่มู่คิดๆ ดูแล้ว ไอ้ข้ออ้างเรื่องหมาแมวเนี่ยมันก็พอฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน พาน้องแมวสองตัวที่น่ารักน่าเอ็นดูกลับไปเลี้ยงไว้ที่รังลับ เวลาว่างๆ ก็เอามาเล่นแก้เบื่อ... มันก็ไม่เลวเหมือนกันแฮะ...
"อืม... ก็ได้"
ยังไงซะขอแค่เผื่อใจไว้ไม่ให้ถลำลึก ก็คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องความรักความผูกพันแล้วล่ะมั้ง
เขาจึงพยักหน้าตกลง ยอมให้พวกนางกลับไปจัดการเรื่องงานศพให้เรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาเป็นสาวใช้ของเขา
สองพี่น้องยิ้มออกในทันที
จากคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต้องกลายมาเป็นสาวใช้ แต่พวกนางกลับดูมีความสุขซะเหลือเกิน
หลังจากสองพี่น้องกลับไป สวี่มู่ก็ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ หมกตัวบำเพ็ญเพียรอยู่แต่ในจวน ไม่ออกไปไหนเลย
เรื่องอาหารการกิน ของใช้ต่างๆ ก็มีคนคอยจัดการให้เสร็จสรรพ
ความรู้สึกแบบนี้มันก็ดีไปอีกแบบ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาทำกับข้าวเอง
ถ้าพาพวกนางกลับไปที่หุบเขา เรื่องทำกับข้าวทำความสะอาดก็โยนให้พวกนางจัดการไป เขาจะได้สบายขึ้นอีกแรง คิดไปคิดมาข้อดีมันก็มีมากกว่าข้อเสีย ก็เลยเลิกคิดมากเรื่องนี้ไปเลย
ในเมื่อพวกนางดึงดันกันขนาดนี้ ก็ปล่อยเลยตามเลยแล้วกัน ถือซะว่าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
วันหนึ่ง ราชครูซ่างอี้แวะมาเยี่ยมเยียน สวี่มู่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ทั้งสองนั่งจิบชาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องวิถีแห่งเต๋ากัน
แต่ระดับราชครูที่มาหมกตัวอยู่ในโลกมนุษย์แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าคงถอดใจเรื่องบำเพ็ญเพียรไปนานแล้ว จะมาสนใจเรื่องเคล็ดวิชาอะไรตอนนี้ล่ะ
สวี่มู่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาตีสนิท เพื่อหวังผลทางการเมืองซะมากกว่า
ผู้ฝึกตนคนนี้กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับราชสำนัก กลายเป็นขุนนางกังฉินที่ถนัดแต่เรื่องเล่นพรรคเล่นพวกไปซะแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ราชครูก็ยังมีประโยชน์กับเขาอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ช่วยแชร์ประสบการณ์การเป็นผู้ฝึกตนอิสระ และบอกพิกัดของตลาดนัดผู้ฝึกตนให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวี่มู่กำลังต้องการพอดี
แบบนี้ก็ถือว่าวิน-วินกันทั้งสองฝ่าย การพูดคุยจึงเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกคอ
เวลาผ่านไปไม่นาน ในที่สุดฮ่องเต้ก็มีรับสั่งให้สวี่มู่ไปเข้าเฝ้าในท้องพระโรง เพื่อให้เขาในฐานะศิษย์น้อง ช่วยเป็นพยานยืนยันสถานะของเยี่ยนชิง และผลักดันให้เยี่ยนชิงได้เข้าไปประดิษฐานในศาลบรรพชนเพื่อรับการถวายเครื่องหอมบูชา
เรื่องนี้รู้ไปถึงหูนิกายชิงหลานอย่างรวดเร็ว
เมื่อผู้อาวุโสชุ่ยซินทราบเรื่อง ก็ไปเรียกตัวเยี่ยนชิงมาสอบถามทันที
เยี่ยนชิงไม่ได้ปิดบัง ยอมรับตรงๆ ว่าทำไปเพื่อเตรียมตัวทะลวงระดับแก่นทองคำ
ผู้อาวุโสชุ่ยซินพยักหน้ารับ ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดแปลกอะไร คนที่ไม่รู้จักใช้ทรัพยากรให้เป็นประโยชน์ จะไปได้ไกลในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ยังไง
"ศิษย์น้องคนที่เจ้าว่านี่คือใครกัน ถึงกับช่วยเจ้าลงไปจัดการเรื่องนี้ในโลกมนุษย์ได้" นางถามด้วยความสงสัย
"เขาเป็นศิษย์สายนอก เคยทำหน้าที่เป็นปรมาจารย์เพาะสมุนไพรอยู่ที่แปลงอวี้หลงขอรับ" เยี่ยนชิงแนะนำสวี่มู่คร่าวๆ
"เป็นผู้ฝึกตนที่มาจากโลกมนุษย์ พอเข้าสำนักมาก็เอาแต่ปลูกผัก แล้วตอนนี้ก็กลับไปอยู่โลกมนุษย์อีก... ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ" ผู้อาวุโสชุ่ยซินถึงกับหลุดขำออกมา
"ใช่ขอรับ เขาเป็นคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานเลยแม้แต่น้อย ใช้ชีวิตอิสระราวกับนกกระเรียนป่า การที่เขามีจิตใจสงบเยือกเย็นได้ขนาดนี้ แม้จะมีอายุขัยเหลือไม่มาก แต่ก็คงใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าและไม่เสียใจภายหลังแล้วล่ะขอรับ" เยี่ยนชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสชุ่ยซินพยักหน้า ไม่ได้ว่าอะไรอีก ถือว่ายอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น
เยี่ยนชิงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก การที่เขาไหว้วานให้สวี่มู่ไปจัดการเรื่องนี้ มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ ดีกว่าลงมือทำเองเป็นไหนๆ