- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 25 สองพี่น้องตระกูลหลี่
บทที่ 25 สองพี่น้องตระกูลหลี่
บทที่ 25 สองพี่น้องตระกูลหลี่
บทที่ 25 สองพี่น้องตระกูลหลี่
หลี่จือยวนค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ก็พบว่าฟ้าสว่างแล้ว
นางพลันนึกถึงเหตุการณ์สุดสยองเมื่อคืนขึ้นมาได้ นางตกใจกลัวจนสลบไป
แต่นางลองมองดูรอบๆ กลับพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้น ร่างกายไม่ได้ผิดปกติอะไร แถมมีน้องสาวนอนอยู่ข้างๆ นางจึงรีบเข้าไปปลุก
"ท่านพี่ พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" หลี่จือฮว่าทำหน้าเหลอหลา
หลี่จือยวนส่ายหน้า "พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน..."
"ท่านพี่..." หลี่จือฮว่ารู้สึกเศร้าสลดขึ้นมาอีกครั้งจนร้องไห้โฮออกมา
หลี่จือยวนเองก็กลั้นไว้ไม่อยู่ ร้องไห้สวมกอดน้องสาวแน่น
ถึงแม้จะรอดตายมาได้ แต่อนาคตข้างหน้าก็ยังคงมืดมนอยู่ดี
"พวกเจ้าตื่นแล้วเหรอ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นมากะทันหัน ทำเอาสองพี่น้องสะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ท่าทางดูเรียบง่ายสง่างามคล้ายบัณฑิต ซ้ำยังยืนรักษาระยะห่างจากพวกนางพอสมควร ถือว่ามีมารยาทไม่เบา
"จะ เจ้าเป็นใคร..." หลี่จือฮว่าถามด้วยความประหม่า
"เมื่อคืนคุณชายเป็นคนช่วยพวกเราไว้หรือ" หลี่จือยวนเอ่ยถามอย่างระแวดระวังแต่ยังคงความสุภาพ
ตอนนี้สวี่มู่ไม่ได้สวมชุดนักพรต และไม่ได้จำแลงร่างเป็นคนแก่ จุดประสงค์ก็เพื่อสลัดคราบนักพรตที่หมู่บ้านปี้สือทิ้งไป จะได้ไม่เอาเรื่องปวดหัวไปเยือนรังลับของตัวเองหากบังเอิญไปก่อเรื่องวุ่นวายเข้า
เขายิ้มบางๆ แล้วตอบกลับ "พวกเจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ลองคิดดูเถอะว่าจะเอายังไงต่อไปดี"
สองพี่น้องได้ยินแบบนั้นก็มองหน้ากันด้วยสีหน้าหม่นหมอง
"ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วย" หลี่จือยวนลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ
"ขอบคุณคุณชาย" หลี่จือฮว่ารีบกล่าวขอบคุณตามพี่สาว
"พวกข้าสองพี่น้องตอนนี้บ้านแตกสาแหรกขาด โลกกว้างใหญ่แต่กลับไร้ที่ซุกหัวนอน คุณชายเก่งกล้าสามารถ หากไม่รังเกียจ ได้โปรดพาพวกข้าไปด้วยเถอะ" หลี่จือยวนอ้อนวอนอย่างจริงใจ
"ได้โปรดพาพวกข้าไปด้วยเถอะ" คนเป็นน้องรีบพูดเสริม
"ข้ากำลังจะไปเมืองหลวง พวกเจ้ายังอยากจะไปอยู่อีกไหมล่ะ" สวี่มู่ถาม
สองพี่น้องชะงักไปทันที มองหน้ากันด้วยความเศร้าและสับสนจนพูดไม่ออก
"ได้ยินมาว่าบิดาของพวกเจ้าถูกใส่ร้ายงั้นหรือ" สวี่มู่ถามต่อ
"ต้องถูกใส่ร้ายแน่ๆ! พ่อข้าจะไปก่อกบฏได้ยังไง!" หลี่จือฮว่าตะโกนเสียงหลงปนเสียงสะอื้น
หลี่จือยวนพยักหน้าเบาๆ ปาดน้ำตาพลางเล่าว่า "พ่อข้าเป็นเจ้าเมืองจวนเฉิงเทียน จงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาตลอด ไม่เคยมีความคิดกบฏเลย ท่านเคยติดต่อกับจิ้งอ๋องบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันเป็นการส่วนตัว ทว่าการเมืองในราชสำนักมันพลิกผันยากจะคาดเดา มีคนเล่นพรรคเล่นพวก เอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อโค่นล้มท่านพ่อ ฮ่องเต้ก็หูเบา ไม่ยอมสืบสวนให้กระจ่าง สั่งประหารขุนนางตงฉิน ปล่อยให้พวกกังฉินลอยนวล"
อารมณ์นางเริ่มพุ่งปรี๊ด ถึงขั้นกล้าด่าฮ่องเต้ฉอดๆ
"แล้วจิ้งอ๋องนี่มันยังไง ทำไมพอไปพัวพันด้วยถึงต้องมีจุดจบแบบนี้" สวี่มู่ถามอีก
"จิ้งอ๋องคือองค์ชายสามแห่งราชสำนักปัจจุบัน มีดินแดนศักดินาอยู่แถวเมืองสือฉีนี่แหละ บางทีเขาอาจจะหวังครองบัลลังก์จริงๆ แต่สุดท้ายกลายเป็นพ่อข้าที่ต้องมารับเคราะห์แทน..."
"บัลลังก์สินะ..." สวี่มู่ถึงบางอ้อทันที ที่แท้ก็เรื่องวุ่นวายพรรณนี้นี่เอง
ใครได้เป็นฮ่องเต้ ก็คงจะชี้วัดได้ว่าพลังศรัทธาของฝ่ายไหนจะเฟื่องฟูกว่ากัน เบื้องหลังเรื่องนี้ดีไม่ดีอาจจะเป็นภาพสะท้อนของการแย่งชิงอำนาจในนิกายก็เป็นได้
เขาหันไปมองสองพี่น้อง "ตอนนี้พวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ข้าจะให้เงินพวกเจ้าหนึ่งร้อยตำลึง แยกย้ายกันไปหาที่กบดานเปลี่ยนชื่อแซ่ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ซะเถอะ"
พูดจบ เขาก็ล้วงถุงเงินออกจากแขนเสื้อแล้วโยนให้ดื้อๆ
สองพี่น้องถึงกับอึ้ง เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี่ ต่อให้ตอนที่ยังไม่โดนริบทรัพย์ ก็ใช่ว่าจะควักออกมาได้ง่ายๆ
แต่สวี่มู่กลับโยนให้หน้าตาเฉย แบบไม่เสียดายเลยสักนิด
หลี่จือฮว่าหันไปมองพี่สาวด้วยความสับสน ปล่อยให้พี่สาวเป็นคนตัดสินใจ
หลี่จือยวนเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าสวี่มู่ "คุณชายเก่งกล้าสามารถ ข้าขอร้องล่ะ ช่วยล้างมลทินให้ท่านพ่อของพวกข้าด้วยเถอะ แล้วข้าจะขอตอบแทนบุญคุณไปชั่วชีวิต"
หลี่จือฮว่าได้ยินแบบนั้นก็รีบคุกเข่าร้องไห้ตาม "คุณชายช่วยพวกข้าด้วยเถอะ"
สวี่มู่ขมวดคิ้วมุ่น "ข้าไม่มีเวลามาวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้หรอกนะ รับเงินไปแล้วรีบไปซะ"
แต่หลี่จือยวนกลับส่ายหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น "คุณชายเมตตาพวกข้าสองพี่น้องด้วยเถอะ หากไม่สามารถล้างมลทินให้ตระกูลหลี่ได้ จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไรกัน"
"ใช่แล้ว ช่วยด้วยเถอะคุณชาย ช่วยพวกข้าด้วย" หลี่จือฮว่าร้องไห้โขกศีรษะไม่หยุด
สวี่มู่ชักจะอ่อนใจ
"ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเจ้าดึงดันนัก ข้าเองก็กำลังจะไปหาฮ่องเต้ที่เมืองหลวงอยู่พอดี จะพาพวกเจ้าเข้าวังไปเจอฮ่องเต้ด้วยก็ได้ ส่วนเรื่องล้างมลทินจะสำเร็จไหม ก็ต้องดูว่าฮ่องเต้จะว่ายังไง"
"คุณชายเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้โดยตรงเลยหรือ" สองพี่น้องทั้งตกใจทั้งดีใจ
หลี่จือยวนรีบพยักหน้า "ขอบคุณคุณชาย! พาพวกข้าไปหาฮ่องเต้เถอะ ขอให้พระองค์ทรงรื้อคดีใหม่ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ท่านพ่อข้าด้วย"
สวี่มู่ส่ายหน้า "ทางที่ดีอย่าตั้งความหวังไว้สูงนักเลย ได้ยินมาว่าฮ่องเต้เป็นคนลงราชโองการเรื่องนี้เอง คดีมันถูกตัดสินจนเด็ดขาดไปแล้ว ฮ่องเต้จะยอมรับว่าตัวเองทำพลาดได้ยังไง ข้าเองก็ไม่คิดจะเข้าไปแทรกแซงอะไรมากนัก ที่เหลือก็ต้องพึ่งตัวพวกเจ้าเองแล้วล่ะ"
สองพี่น้องหันมองหน้ากัน ก่อนจะกัดฟันกรอด "ยังไงก็รบกวนคุณชายช่วยด้วยเถอะ พวกข้าอยากลองดู"
"ข้าแค่พาพวกเจ้าไปเจอฮ่องเต้ ส่วนเรื่องอื่นข้าจะไม่ยุ่ง" สวี่มู่ย้ำอีกรอบ
"ตกลง เข้าใจแล้ว..." สองพี่น้องได้แต่พยักหน้ารับ ไม่กล้าเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้
แบบนี้สวี่มู่ถึงค่อยยอมพาพวกนางไปด้วย
"งั้นก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะถึงเมืองหลวงไม่ทันฟ้ามืดเอา"
พูดจบ เขาก็ยกม้าให้พวกนางขี่ ม้าตัวเดียวนั่งซ้อนท้ายกันสองคนสบายๆ
"แต่พวกข้าขี่ม้าไม่เป็น..." สองพี่น้องทำหน้าเจื่อน
"งั้นก็หาวิธีเอาเองก็แล้วกัน" สวี่มู่โบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าไปช่วยเลยสักนิด
ขืนช่วยมากไป เดี๋ยวจะโดนเกาะหนึบเอาได้
สองพี่น้องมองหน้ากัน รู้สึกได้เลยว่าผู้ชายคนนี้มีความนิ่งเฉยที่ผิดมนุษย์มนา แถมยังดูเย็นชาสุดๆ ไม่คิดจะปลอบใจผู้หญิงตกทุกข์ได้ยากอย่างพวกนางเลยสักคำ
แต่หลี่จือยวนก็ยังรู้จักกาลเทศะ นางค้อมตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม แล้วหยิบเงินหนึ่งร้อยตำลึงนั่นตั้งใจจะคืนให้สวี่มู่
สวี่มู่ส่ายหน้า "ไม่ต้องคืนข้าหรอก พวกเจ้าเก็บไว้ใช้เถอะ ยังไงวันข้างหน้าก็ต้องมีเรื่องให้ใช้เงินอยู่แล้ว"
หลี่จือยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค้อมตัวลงขอบคุณอีกครั้ง
"บุญคุณของคุณชาย จือยวนจะไม่มีวันลืมเลย"
"ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่" คนเป็นน้องก็ทำความเคารพตาม เรื่องมารยาทนี่ไร้ที่ติจริงๆ
สวี่มู่พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
เขาแค่กลัวว่าสองพี่น้องจะตามเกาะแกะ ส่วนเรื่องที่ช่วยไปเนี่ย ก็แค่ออกแรงนิดๆ หน่อยๆ ไม่สลักสำคัญอะไร เลยไม่สนว่าพวกนางจะตอบแทนหรือไม่
อย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละ หมั่นทำดีเข้าไว้ ไม่ต้องไปสนผลลัพธ์หรอก
สองพี่น้องปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง หลี่จือยวนก็พยุงน้องสาวขึ้นหลังม้า ส่วนตัวเองเป็นคนจูงบังเหียนเดินไปพร้อมกับสวี่มู่
แน่นอนว่านางก็เหนื่อยแทบขาดใจเหมือนกัน โตมาแบบคุณหนูในห้องหอ ร่างกายจะไปแข็งแรงได้ยังไง แต่นางค่อนข้างเข้มแข็ง เลยรู้หน้าที่ว่าต้องดูแลน้องสาว
สวี่มู่รู้สึกประทับใจในตัวนางไม่น้อย ตอนอยู่เมืองสือฉีก็ได้ยินคนเขาพูดกันว่าคุณหนูทั้งสองเพียบพร้อมทั้งหน้าตาและความสามารถ พอมาดูใกล้ๆ ก็เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ ถึงตอนนี้สภาพจะดูมอมแมม เครื่องประดับบนตัวโดนรูดไปเกลี้ยง แต่ก็ยังไม่ทิ้งคราบผู้ดี
"คุณชาย..." หลี่จือยวนเอ่ยขึ้นเบาๆ
สวี่มู่หันไปมองนาง
"พวกเรามุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงไปตรงๆ แบบนี้ จะไม่เป็นอะไรแน่หรือ" หลี่จือยวนมีสีหน้ากังวล
"ไม่เป็นไรหรอก ถึงบ้านพวกเจ้าจะโดนริบทรัพย์ แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้โดนประกาศจับ เข้าเมืองได้สบายๆ อยู่แล้ว ส่วนเรื่องหลังจากนั้นเดี๋ยวข้าจัดการเอง"
"ตกลง งั้นก็รบกวนคุณชายด้วย" หลี่จือยวนพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
ครู่ต่อมา น้องสาวก็ลงจากม้ามาสลับให้พี่สาวขึ้นไปพักบ้าง
หลี่จือฮว่าปรับอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ในที่สุดก็เลิกร้องไห้สักที แต่ขอบตายังแดงช้ำไม่หาย
"คุณชาย... เมื่อคืนท่านใช้วิชาเซียนงั้นหรือ" นางเอ่ยถามเสียงแผ่ว
สวี่มู่พยักหน้า "บังเอิญมีวาสนา เลยได้เรียนรู้วิชามานิดหน่อยน่ะ"
"สุดยอดไปเลย" หลี่จือฮว่าพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชมจากใจจริง
"ข้าเคยได้ยินมาว่า คนที่ใช้วิชาเซียนได้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร คุณชายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรใช่หรือไม่" นางกระซิบถามอีกรอบ
ท่าทางที่ทั้งอยากรู้แต่ก็กลัวจะไปล่วงเกินเขานั้น ทำให้สวี่มู่นึกขำ ในใจก็เลยเลิกรู้สึกรำคาญไปได้เปราะหนึ่ง
"ก็คงงั้นมั้ง"
"งั้น... ข้าขอบำเพ็ญเพียรแบบท่านบ้างได้ไหม" นางถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
หลี่จือยวนได้ยินแบบนั้น ก็หันขวับมามองสวี่มู่เหมือนกัน
สวี่มู่ส่ายหน้า "พวกเจ้าคงไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้หรอก ฝึกไปก็ไม่ได้เรื่องหรอก"
หลี่จือยวนที่นั่งอยู่บนหลังม้ารีบพูดขึ้นมาทันที "พวกข้าไม่ได้หวังจะบรรลุเต๋าอะไรหรอก แค่อยากมีที่พึ่งพิงให้หลบซ่อนตัวบำเพ็ญเพียรเท่านั้น"
"ใช่แล้ว ต่อให้ล้างมลทินให้ท่านพ่อได้ พวกข้าก็บ้านแตกสาแหรกขาดอยู่ดี รอให้เรื่องนี้จบลง พวกข้าตั้งใจจะออกบวช ไม่อยากอยู่บนโลกมนุษย์อีกแล้ว..." หลี่จือฮว่าพูดไปสะอื้นไป
"งั้นหลังจากนี้พวกเจ้าก็ไปหาอารามเต๋าเอาเองก็แล้วกัน ข้าตัวคนเดียว ไม่มีปัญญารับเลี้ยงพวกเจ้าหรอก" สวี่มู่ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า
สองพี่น้องหน้าเจื่อนด้วยความผิดหวัง แต่ก็ไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ
จากนั้นหลี่จือฮว่าก็เปลี่ยนเรื่องคุย ดูเหมือนนางอยากจะใช้วิธีชวนคุยเพื่อระบายอารมณ์
สวี่มู่ก็ไม่ได้ขัดข้องที่จะคุยกับพวกนางต่อ
ตัวเขาเองไม่ค่อยอยากจะเผยข้อมูลอะไรมากนัก แต่สองพี่น้องกลับเล่าแบบหมดเปลือก ตั้งแต่ภูมิหลังครอบครัว อายุ ความถนัด ไปจนถึงเรื่องราวความสุขในอดีตที่พวกนางโหยหา
อายุของทั้งสองคนยังน้อยจริงๆ คนน้องเพิ่งจะสิบหก คนพี่ก็สิบแปด วัยนี้ควรจะได้แต่งงานออกเรือนแท้ๆ แต่กลับต้องมาเจอเรื่องร้ายแรงแบบนี้ซะก่อน
ทั้งสามคนเดินไปคุยไปแบบนี้ สองพี่น้องก็ผลัดกันขี่ม้า จนในที่สุดก็กัดฟันเดินมาถึงเมืองหลวง
สวี่มู่เอาแต่เดินก้มหน้าก้มตาไปตามทางของตัวเอง ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายอะไรพวกนางมากมายนัก
ม้าตัวนี้เขาปราบมันจนเชื่องแล้ว มันก็เลยเดินตามต้อยๆ อย่างว่าง่าย จูงได้สบายมาก
อีกอย่าง ในเมื่อต้องมาเจอเคราะห์กรรมหนักหนาขนาดนี้ พวกนางก็สมควรจะหัดพึ่งพาตัวเองได้แล้ว
การกระทำแบบนี้กลับทำให้สองพี่น้องรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าเขาจะมีแผนการร้ายอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ความซาบซึ้งใจในตัวเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก