- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 22 หมู่บ้านควันไฟกลางป่าเขา
บทที่ 22 หมู่บ้านควันไฟกลางป่าเขา
บทที่ 22 หมู่บ้านควันไฟกลางป่าเขา
บทที่ 22 หมู่บ้านควันไฟกลางป่าเขา
ช่วงบ่ายคล้อย สวี่มู่ขี่พยัคฆ์ขาวสำรวจไปทั่วหุบเขา พลางวางแผนในใจว่าจะบุกเบิกแปลงสมุนไพรยังไงดี
เขาแบ่งพื้นที่ออกเป็นสี่ระดับตามความหนาแน่นของไอวิญญาณและสภาพดิน
ดินตรงไหนแย่ๆ ก็ปล่อยให้หญ้าขึ้นหรือไม่ก็เอาไว้ปลูกผัก
พวกหญ้าวัชพืชไม่ต้องไปดูแลอะไรมาก ปล่อยให้มันโตเอง พอตัดเอาไปทำปุ๋ย เดี๋ยวซักพักมันก็งอกขึ้นมาใหม่ เท่านี้ก็มีปุ๋ยระดับหนึ่งให้ใช้กันยาวๆ ไปทุกปี
ปุ๋ยระดับหนึ่งเอาไว้ใช้บำรุงสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่ง ซึ่งรวมไปถึงสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถรวมปราณ และสมุนไพรที่ใช้ทำปุ๋ยระดับสองด้วย
สมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งที่ใช้ทำปุ๋ยปลูกง่าย ไม่ค่อยมีสรรพคุณทางยาเท่าไหร่ เอาไปปลูกบนดินรองๆ ลงมาก็พอ
ส่วนดินที่ดีขึ้นมาหน่อย ก็เอาไว้ปลูกสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งที่ใช้หลอมโอสถรวมปราณ
และดินระดับสุดยอด ก็ต้องคู่กับปุ๋ยระดับสอง เอาไว้ปลูกผลรวมวิญญาณระดับสองโดยเฉพาะ
พอแบ่งโซนคร่าวๆ เสร็จ สวี่มู่ก็เริ่มคิดว่าจะลงมือทำอะไรก่อนดี
หลังจากนี้ยังต้องไปเมืองหลวงเพื่อทำภารกิจที่เยี่ยนชิงสั่งให้เสร็จ ถึงจะกลับมาทำฟาร์มได้อย่างสบายใจ
แต่ก่อนจะไป เขาอยากลองดูก่อนว่าที่นี่จะปลูกสมุนไพรวิญญาณขึ้นรึเปล่า
"อืม... สร้างกระท่อมไม้ก่อนดีกว่า จัดการเรื่องกินอยู่ให้เรียบร้อย ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน"
การทำฟาร์มต้องใช้ปุ๋ย แล้วกว่าปุ๋ยจะหมักได้ที่ก็ปาเข้าไปตั้งครึ่งปี ระหว่างนี้ก็เตรียมความพร้อมไปพลางๆ จะได้วางแผนได้ถูก
เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะสร้างกระท่อมไม้ก่อน
แต่จะสร้างกระท่อมก็ขาดเครื่องไม้เครื่องมือ แถมยังต้องไปหาขี้ตามหมู่บ้านอีก
งั้นก็ถือโอกาสสำรวจรอบๆ ไปเลยก็แล้วกัน ดูซิว่าอำเภอที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน จะได้ไปซื้อเครื่องมือที่อำเภอ แล้วก็ไปเก็บขี้ที่หมู่บ้าน
"เจ้ารู้จักหมู่บ้านคนแถวนี้บ้างไหม" สวี่มู่ตบหัวพยัคฆ์ปีศาจพลางเอ่ยถาม
พยัคฆ์ปีศาจเอียงคอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแบกเขาวิ่งลึกเข้าไปข้างใน
สวี่มู่มองตามไปถึงได้รู้ว่า ตรงนี้นี่เองที่เป็นทางเข้าออกหุบเขาของจริง ส่วนไอ้ตรงปากทางรูปวาฬอ้าปากที่เขาเข้ามาตอนแรกนั่นน่าจะเป็นหลังบ้านมากกว่า
แต่เขาอยากให้ตรงนั้นเป็นหน้าบ้านมากกว่า เพราะมันเป็นจุดที่ไอวิญญาณไหลมารวมกัน ก่อนจะระบายออกทางปากทางฝั่งนี้ ทำให้แค่ในหุบเขาเท่านั้นที่มีไอวิญญาณอัดแน่น
พอออกจากหุบเขา พยัคฆ์ปีศาจก็แบกเขาวิ่งฝ่าป่าเขา ข้ามห้วยข้ามเขา จนมาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง
มันเชิดหน้าขึ้น เป็นเชิงบอกให้สวี่มู่มองดู
สวี่มู่ทอดสายตามองไปไกลๆ เห็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ตีนเขา น่าจะมีบ้านเรือนอยู่ราวๆ ร้อยกว่าหลังคาเรือน นับว่าเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่พอตัว
หมู่บ้านใหญ่ขนาดนี้ อีกไม่ไกลก็คงจะมีอำเภอตั้งอยู่ ถือว่าตอบโจทย์สวี่มู่เป๊ะเลย
"เก่งมาก" สวี่มู่ลูบหัวพยัคฆ์ปีศาจด้วยความพอใจ
จากนั้นเขาก็ชี้มือ พยัคฆ์ปีศาจก็หันหลังแบกเขาลงเขา ไม่นานมันก็หอบแฮ่กๆ จนลิ้นห้อย
ความอึดของเสือเอาไปเทียบกับม้าไม่ได้เลยสักนิด
"ดูท่าจะเอามาเป็นสัตว์พาหนะไม่ค่อยเวิร์คแฮะ แกกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าไปเอง" สวี่มู่ลงจากหลังเสือแล้วตบตัวมันเบาๆ
พยัคฆ์ปีศาจมองเขา ก่อนจะทอดสายตามองส่งเขา
ดวงตาของมันฉายแววจำยอม พลางแลบลิ้นหอบแฮ่กๆ
การตกเป็นเบี้ยล่างคนอื่นมันก็ต้องรู้สึกแย่เป็นธรรมดา ดีที่สวี่มู่ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง รู้จักเกรงใจมัน ไม่งั้นมันคงเหนื่อยตายคาที่ไปแล้ว
หลังจากพักจนหายเหนื่อย มันก็หันหลังเดินกลับหุบเขาไปสั่งเสียลูกเมีย ว่าไอ้มนุษย์สองขานี่ไม่ใช่เล่นๆ อย่าไปแหยมกับมันเด็ดขาด
...
สวี่มู่ไม่ได้มุ่งตรงไปที่หมู่บ้าน แต่ยอมเปลืองพลังเวทบินขึ้นไปบนฟ้าเพื่อดูลาดเลา และวางแผนเส้นทางจากหุบเขาไปยังหมู่บ้าน
เขาพบว่าเส้นทางที่เวิร์คที่สุดคือการล่องไปตามแม่น้ำ พอถึงปลายน้ำก็จะอยู่ใกล้กับหมู่บ้านพอดี
ส่วนตอนขากลับก็ใช้วิชาขี่กระบี่เหาะกลับมา พอถึงหุบเขาก็ฟื้นพลังเวทได้ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงกาย
เมื่อกำหนดเส้นทางสัญจรเสร็จสรรพ เขาก็บินลงมาที่ริมแม่น้ำ จัดการถากแผ่นไม้แล้วโยนลงน้ำ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปยืนทรงตัว แล้วล่องไปตามกระแสน้ำราวกับกำลังเล่นเซิร์ฟบอร์ด
"อืม แจ่มไปเลย"
สวี่มู่รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เอามือไพล่หลัง ยืนทรงตัวบนแผ่นไม้ที่ลอยล่องไปตามน้ำ ประหยัดพลังเวทกว่าการใช้วิชาขี่กระบี่ตั้งเยอะ
พออัดพลังเวทเข้าไปหน่อย ก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น เป็นความรู้สึกที่แตกต่างไปจากการใช้วิชาขี่กระบี่อย่างสิ้นเชิง
พอถึงปลายน้ำ เขาก็สะบัดแผ่นไม้ให้แห้ง แล้วเก็บเข้าถุงมิติ เอาไว้ใช้คราวหน้าได้อีก สะดวกสบายสุดๆ
"ขั้นต่อไปก็คือเข้าไปทำความรู้จักกับพวกชาวบ้าน ดูซิว่าพวกเขามีเครื่องไม้เครื่องมือให้ยืมไหม ถ้ามีก็ไม่ต้องถ่อไปถึงตัวอำเภอ แล้วก็ขอซื้อขี้จากพวกเขาด้วย"
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ร่างกายของเขาก็เหี่ยวย่นลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นชายชราหลังค่อม จากนั้นก็ค่อยๆ เดินมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน
ตอนนั้นเอง มีหญิงคนหนึ่งอุ้มถังไม้เดินผ่านมา พอเห็นเขา นางก็หน้าถอดสี ถอยกรูดด้วยความหวาดระแวง
สวี่มู่หัวเราะเบาๆ อย่างใจเย็น "แม่นางอย่าเพิ่งตกใจไป อาตมาเป็นเพียงผู้ฝึกตนแสวงหาเต๋า ผ่านมาแถวนี้ เห็นว่าทิวทัศน์งดงามนัก เลยอยากจะแวะเข้าไปชมในหมู่บ้านสักหน่อย"
พอหญิงคนนั้นเห็นว่าเขาไม่ใช่พวกภูตผีปีศาจ สีหน้าก็ผ่อนคลายลงบ้าง
การที่มีคนแปลกหน้าโผล่มาตีนเขาแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยมักจะเป็นผีสาง นางถึงได้ตกใจกลัวขนาดนั้น
"ที่แท้ก็ท่านนักพรตนี่เอง" นางค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ขอถามหน่อยเถอะ หมู่บ้านนี้ชื่อหมู่บ้านอะไรหรือ" สวี่มู่เอ่ยถาม
"ที่นี่คือหมู่บ้านปี้สือเจ้าค่ะ"
"ละแวกนี้มีตัวอำเภออยู่ใกล้ๆ ไหม"
"มีเจ้าค่ะ ห่างออกไปห้าสิบลี้ มีอำเภอเถาซานอยู่เจ้าค่ะ"
สวี่มู่พยักหน้า ประสานมือกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินสวนกับนางมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้าน
หญิงคนนั้นลอบมองส้นเท้าของเขาอย่างระแวดระวัง พอเห็นเงาทอดลงบนพื้นก็เบาใจ หันไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำต่อ
...
หมู่บ้านปี้สือตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและสายน้ำ แปลงนาถูกจัดสรรอย่างเป็นระเบียบ ชาวนากำลังดำนา เด็กๆ เล่นน้ำคลุกโคลนกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่น
สวี่มู่มาในคราบนักพรต เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ดูสง่างามราวนักพรตเซียน พอเดินเข้าหมู่บ้านก็มีคนมาต้อนรับขับสู้
เมื่อถูกถามว่ามาจากไหน เขาก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ "เป็นดั่งเมฆาล่องลอย นกกระเรียนป่า ถือเอาทุกสารทิศเป็นบ้าน"
พอถามว่าจะไปไหน เขาก็ตอบกลับไปว่า "ไปยังที่ที่ควรไป"
พอทุกคนเห็นว่าเขาไม่ธรรมดา ก็รีบไปเชิญคหบดีมา คหบดีท่านนั้นก็เชิญเขาไปเป็นแขกที่บ้านอย่างนอบน้อม
คหบดีท่านนี้แซ่จาง เป็นบัณฑิตเฒ่า น่าจะเป็นเศรษฐีที่ดินใหญ่ของที่นี่ อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังโต ดูโอ่อ่าภูมิฐาน แตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
สวี่มู่ไปเป็นแขกที่บ้านอีกฝ่ายโดยไม่ได้รู้สึกเกร็งแม้แต่น้อย รูปลักษณ์ที่หนวดเคราขาวโพลนแต่แฝงไปด้วยความสง่างาม ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกเคารพเลื่อมใส การอยู่ในคราบคนแก่แบบนี้ช่วยให้เข้ากับคนในหมู่บ้านได้ง่ายกว่าการมาในคราบคนหนุ่ม
"ทิวทัศน์ที่นี่งดงามนัก อาตมาอยากจะปลูกกระท่อมจำศีลบนเขา แต่ยังขาดเครื่องไม้เครื่องมือ ไม่ทราบว่าในหมู่บ้านพอจะมีที่ไหนให้หาซื้อได้บ้าง" สวี่มู่เอ่ยถาม
"ปลูกกระท่อมบนเขาหรือ ท่านนักพรตไตร่ตรองให้ดีก่อนเถิดขอรับ บนเขามีสัตว์ป่าดุร้าย แถมยังมีพวกปีศาจกับตัวประหลาด จะไปอาศัยอยู่ได้ยังไง" บัณฑิตจางรีบทัดทาน
สวี่มู่หัวเราะร่วน "ไม่เป็นไรหรอก บนเขานั่นแหละเหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร"
บัณฑิตจางมองดูเขา แล้วพยักหน้า "ก็จริงนะขอรับ ท่านนักพรตดูเป็นยอดคน ยอดคนมักชอบปลีกวิเวกอยู่บนเขาสูง การที่ท่านนักพรตมาปลูกกระท่อมที่นี่ ก็นับว่าเป็นบุญของหมู่บ้านปี้สือเราแล้ว
ข้าว่าท่านนักพรตไม่ต้องลงมือเองหรอก เดี๋ยวข้าจะเกณฑ์คนขึ้นเขาไปช่วยสร้างกระท่อมให้ท่านเอง"
สวี่มู่ส่ายหน้า "ไม่เป็นไร ไม่ต้องรบกวนชาวบ้านหรอก อาตมาขอแค่เครื่องมือก็พอ จะได้หาวัสดุแถวๆ นั้นมาสร้างกระท่อมเอง"
"ถ้าท่านนักพรตยืนกรานเช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะให้คนเอาเครื่องมือมาให้ขอรับ"
"ขอบคุณท่านบัณฑิตจางมาก" สวี่มู่ลูบเคราพร้อมกับหัวเราะ
"ท่านนักพรตไม่ต้องเกรงใจหรอกขอรับ ช่วยอะไรท่านได้ข้าก็ยินดี" บัณฑิตจางรู้สึกดีใจ รีบสั่งให้คนไปเตรียมเครื่องมือมาให้
ตอนนั้นเอง ภรรยาของเขาก็พาลูกๆ ออกมาต้อนรับแขก นางทำความเคารพอย่างนอบน้อม "คารวะท่านนักพรตเจ้าค่ะ"
สวี่มู่ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า เขามองไปที่ลูกๆ ทั้งสามคน คนโตเป็นผู้ชาย อายุราวๆ สิบแปดสิบเก้า คนรองก็ผู้ชาย อายุน้อยกว่าคนโตปีสองปี ส่วนคนเล็กเป็นเด็กผู้หญิงอายุไม่ถึงสิบขวบ
ในฐานะยอดคน เมื่อได้รับความช่วยเหลือ ก็สมควรจะกล่าวคำอวยพรให้ลูกๆ ของพวกเขาเสียหน่อย
แต่พอเห็นสภาพของทั้งสามคน... ก็ดูไม่จืดเอาซะเลย
คนโตดูทึ่มๆ ซื่อๆ ออกไปทางปัญญาอ่อน คนรองตัวเตี้ย ตาไม่เท่ากัน แถมยังตาเหล่ เรียกได้ว่าขี้เหร่สุดๆ มีแค่เด็กผู้หญิงคนเล็กที่ถึงจะอ้วนไปหน่อย ไม่ได้หน้าตาดีอะไร แต่พอยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพี่ชายทั้งสองคน ก็ดูน่ารักขึ้นมาทันตาเห็น
บัณฑิตจางถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ท่านนักพรตลองดูสิขอรับ ข้าจางจวิ้นเกิดมาไม่เคยทำเรื่องชั่วช้า แต่ทำไมถึงเหมือนโดนเวรกรรมตามสนอง ได้ลูกๆ แบบนี้มา"
ภรรยาของเขาก็ถอนหายใจออกมาเช่นกัน
สวี่มู่ลูบเคราพลางหัวเราะ "มีความบกพร่องมาแต่กำเนิด ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก"
เขาลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหาลูกคนรอง เอามือกดขมับทั้งสองข้างของเด็กหนุ่ม แล้วคลึงแรงๆ พร้อมกับส่งพลังเวทเข้าไปในเส้นลมปราณ
ลูกคนรองร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด สองสามีภรรยาสกุลจางรีบถลาเข้าไปดูด้วยความตกใจ
ส่วนลูกคนโตกับเด็กผู้หญิงคนเล็กกลับมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แถมยังหัวเราะชอบใจ ตบมือเปาะแปะ นึกว่ากำลังเล่นสนุก
ครู่ต่อมา สวี่มู่ก็ชักมือกลับ ลูกคนรองร้องไห้โฮวิ่งไปหาแม่
"ให้แม่ดูหน่อยสิลูก" ผู้เป็นแม่รีบประคองหัวลูกชาย แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา
"อุ๊ย! หายแล้ว! ท่านพี่ หายแล้วเจ้าค่ะ!" นางร้องตะโกนด้วยความดีใจ
บัณฑิตจางชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็เห็นว่าดวงตาของลูกชายคนรองกลับมาเป็นปกติ ไม่เหล่ ไม่เข แถมยังดูหล่อเหลาเอาการขึ้นมานิดหน่อยด้วยซ้ำ
"ท่านนักพรตคือยอดคนโดยแท้! โปรดรับการคารวะจากจางผู้นี้ด้วย!" บัณฑิตจางดีใจจนเนื้อเต้น ประสานมือโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
"ขอบคุณท่านนักพรต ขอบคุณท่านนักพรต!"
ผู้เป็นแม่ดีใจจนน้ำตาไหล พลางจับหัวลูกชายให้ก้มกราบขอบคุณด้วยกัน
สวี่มู่ยังคงยิ้มบางๆ อย่างสงบเยือกเย็น "แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องมากพิธีหรอก"
แต่บัณฑิตจางรู้ดีว่า วันนี้เขาได้พบกับยอดคนตัวจริงเข้าให้แล้ว ในใจรู้สึกตื่นเต้นยินดีจนบอกไม่ถูก
"ท่านนักพรต แล้วลูกชายคนโตของข้าล่ะขอรับ..."
สวี่มู่ส่ายหน้า
สติปัญญาบกพร่อง เขาก็หมดปัญญาเยียวยาเหมือนกัน
ส่วนเด็กผู้หญิงคนเล็กก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แค่เลี้ยงดูสั่งสอนให้ดี ให้ลดน้ำหนักหน่อย โตขึ้นมาก็คงจะสวยสะพรั่งได้เหมือนกัน
บัณฑิตจางไม่กล้าเซ้าซี้ ได้แต่กล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยเหตุนี้ บารมีของสวี่มู่ในหมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ