เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 โดดกลับเข้าเซฟโซน

บทที่ 17 โดดกลับเข้าเซฟโซน

บทที่ 17 โดดกลับเข้าเซฟโซน


บทที่ 17 โดดกลับเข้าเซฟโซน

"เอาล่ะ ข้ามาส่งแค่นี้นะ ข้างหน้าก็คือเขตโลกมนุษย์แล้ว รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง"

สวี่มู่กับเยี่ยนชิงร่อนลงจอดบริเวณชายแดนโลกผู้ฝึกตน

"ข้าล่ะยอมใจเจ้าจริงๆ ที่เลือกหนีลงไปโลกมนุษย์แบบนี้ ก็จริงแหละที่มันช่วยให้รอดพ้นจากพวกคิดไม่ซื่อได้ คงไม่มีใครรู้วิธีเอาตัวรอดได้เก่งเท่าเจ้าอีกแล้วล่ะ"

เยี่ยนชิงมองไปยังดินแดนไร้พลังปราณเบื้องหน้าพลางทอดถอนใจ

ในสายตาเขา โลกมนุษย์ก็เหมือนทะเลทรายแห้งแล้งกว้างใหญ่ คนปกติที่ไหนจะอยากเข้าไปเดินเล่นให้ลำบาก เหมือนที่ผู้ฝึกตนไม่อยากลงไปโลกมนุษย์นั่นแหละ

ขนาดตัวเขาเองยังไม่อยากลงไปเลย ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่มู่จะลงไปอยู่แล้ว เขาคงไม่ไหว้วานให้ทำภารกิจนี้แน่ๆ

"ศิษย์พี่ชมเกินไปแล้ว ข้าก็แค่อาศัยสัญชาตญาณเอาตัวรอดนิดๆ หน่อยๆ เอง" สวี่มู่หัวเราะแห้งๆ

"ขอบคุณศิษย์พี่มากที่อุตส่าห์มาส่ง ข้าขอลาตรงนี้เลยละกัน" เขาประสานมือบอกลา

"ขอให้เจ้าทะลวงขั้นสร้างฐานได้ไวๆ นะ แล้วไว้พบกันใหม่" เยี่ยนชิงประสานมือตอบ

สวี่มู่ยิ้มรับ แล้วหันหลังก้าวเข้าสู่โลกมนุษย์ทันที

ด้วยระดับพลังขั้นหลอมปราณขั้นหกของเขา พอเหยียบเข้าโลกมนุษย์ปุ๊บ ก็รู้สึกเหมือนนกปีกหักที่ตกลงไปในปลักโคลนทันที

แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด

นิกายมันก็ใหญ่โตดีอยู่หรอก แต่น้ำมันลึกเกินไป สัตว์ประหลาดก็เยอะ เขาว่ายน้ำไม่แข็งพอจะเอาตัวรอดหรอก

สู้กลับมาคลุกโคลนในโลกมนุษย์ดีกว่า เหมาะกับปลาไหลชอบมุดโคลนอย่างเขาเป็นที่สุด

...

เยี่ยนชิงมองตามหลังสวี่มู่จนลับหายไปในดงไม้ แล้วก็หันหลังกลับ

เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ถึงสวี่มู่จะเข้ามาในโลกมนุษย์แล้ว แต่รูปร่างหน้าตากลับไม่แก่ลงเลยสักนิด

ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะใช้วิชาคงความเยาว์วัยกันทั้งนั้น แต่วิชานี้มันต้องดึงพลังปราณมาหล่อเลี้ยงร่างกายอยู่ตลอดเวลา

ยิ่งฝืนธรรมชาติมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปลืองพลังปราณมากเท่านั้น

อย่างพวกตาแก่หงำเหงือกที่อยากกลับไปเป็นหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว ก็ต้องผลาญพลังปราณมหาศาลเลยทีเดียว

ในทางกลับกัน ถ้าหนุ่มๆ อยากแปลงโฉมเป็นตาแก่ ก็เปลืองพลังปราณพอๆ กันนั่นแหละ

เว้นแต่จะใช้แค่วิชาแปลงโฉมหลอกตาชาวบ้านเฉยๆ โดยที่ร่างกายยังแข็งแรงเป็นปกติ แต่ทำแบบนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า สู้รักษาร่างกายให้หนุ่มแน่นไว้ไม่ดีกว่าเหรอ

ดูจากภายนอก สวี่มู่น่าจะอายุหกสิบกว่าเข้าไปแล้ว แต่ยังหน้าละอ่อนเหมือนวัยรุ่น คนอื่นก็เลยพากันคิดว่าเขาใช้วิชาคงความเยาว์วัย เลยไม่ได้เอะใจอะไร

แต่ความจริงก็คือ หน้าตาเขาเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เคยแก่ลงเลยต่างหาก

ใจจริงเขาจะปล่อยให้ตัวเองแก่ชราลงไปตามวัยก็ได้นะ แต่เขาชอบที่จะมีหัวใจวัยรุ่นและหน้าตาหล่อเฟี้ยวแบบนี้มากกว่า

...

แสงแดดส่องลอดช่องว่างระหว่างใบไม้ลงมาเป็นหย่อมๆ กระทบยอดหญ้าบนพื้นดิน

สวี่มู่ย่ำเท้าไปตามพงหญ้า เดินทอดน่องไปในป่า

ป่าแถบนี้รกทึบ แถมยังมีหมอกลงจัดบ่อยๆ สัตว์ป่าก็ชุกชุม พวกชาวบ้านธรรมดาเลยไม่กล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้เขาเซียน และไม่มีใครดูออกด้วยซ้ำว่านั่นคือเขาเซียน

ตอนที่เขาบุกป่าฝ่าดงมาหานิกายนี้ ก็เล่นเอาหอบแฮ่กไปเหมือนกัน

ต้องไปถามไถ่พวกชาวบ้านในหมู่บ้านรอบนอก กว่าจะคลำทางไปเจอแท่นรับเซียนได้

ส่วนตอนนี้กำลังเดินสวนทางออกไป ถึงพลังปราณจะค่อยๆ เบาบางลงจนขี่กระบี่บินไม่ได้ ทำให้อึดอัดไปบ้าง ท้องก็เริ่มร้องจ๊อกๆ แต่เพื่อความปลอดภัย เขาก็ยอมทน แถมยังเดินชมกุหลาบป่า ดมกลิ่นดอกไม้ใบหญ้าข้างทางไปอย่างอารมณ์ดี

"เสียดายที่ข้าไม่ได้เรียนมาสูง ไม่งั้นคงได้แต่งกลอนบรรยายความรู้สึกตอนนี้สักบทแล้ว" สวี่มู่มองต้นไม้มองดอกไม้แล้วบ่นพึมพำ

ร้อยห้าสิบปีที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกมนุษย์ ตระเวนเสาะหาเส้นทางเซียนจนได้ขึ้นไปอยู่บนเขาเซียน แต่สุดท้ายก็ทนอยู่ได้แค่ยี่สิบหกปีก็ต้องเผ่นแน่บ

พอหันกลับมามอง ถึงเพิ่งจะรู้ซึ้งว่า โลกมนุษย์อันวุ่นวายนี่แหละคือที่ของเขา

"ไม่ใฝ่หาความเป็นเซียนบนยอดเขา ขอเพียงได้หลับใหลอย่างสงบในโลกมนุษย์ก็พอ"

หลังจากเค้นสมองอยู่นาน ในที่สุดเขาก็แต่งกลอนออกมาได้วรรคหนึ่ง

...

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกที แสงสีส้มแดงของยามเย็นสาดส่องลงบนถนนดินสายเก่า

เสียงกีบม้ากระทบพื้นดังกุบกับ

ล้อรถม้าบดถนนจนฝุ่นคลุ้ง

"ท่านนักพรต ทำไมถึงมาเดินเท้าอยู่คนเดียวแถวนี้ล่ะเจ้าคะ"

คุณหนูหน้าตาสะสวยในรถม้าเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

สวี่มู่เปลี่ยนชุดคลุมนิกายชิงหลานออกแล้ว แต่ก็ยังใส่ชุดนักพรตแบบที่ผู้ฝึกตนทั่วไปชอบใส่กันอยู่ดี

ชาวบ้านในโลกมนุษย์มักจะเคารพยำเกรงพวกนักพรต เพราะในโลกนี้มันมีวิชาอาคมอยู่จริงๆ น่ะสิ

ถึงจะไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรมากมาย แต่อย่างน้อยก็รับจ้างทำพิธีปัดเป่ารังควาน สวดส่งวิญญาณได้

สวี่มู่ยิ้มตอบ "ได้ข่าวว่าแถวนี้มีเซียนลงมาปรากฏตัว ข้าก็เลยกะจะมาลองเสี่ยงดวงขอฝากตัวเป็นศิษย์ดูน่ะ"

"อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง" สาวใช้ข้างกายคุณหนูพยักหน้าเข้าใจ

"แถวนี้มีเซียนจริงๆ นะเจ้าคะ แต่จะได้เจอหรือเปล่าก็แล้วแต่วาสนาของแต่ละคน เมื่อกี้พวกเราเพิ่งไปอารามชิงเฟิงมา ศักดิ์สิทธิ์มากเลยนะ ถึงเจ้าอาวาสจะไม่ใช่เซียน แต่ท่านก็เก่งกาจไม่เบาเลยล่ะ"

"คุณหนูของข้าไปขอพรเรื่องเนื้อคู่..."

"ชิงเอ๋อร์!" คุณหนูรีบปรามสาวใช้ด้วยความเขินอาย

สวี่มู่แอบขำ อยู่โลกมนุษย์นี่มันชิลจริงๆ ไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าเคารพใครให้เมื่อยตุ้ม

สาวใช้เอามือปิดปาก หัวเราะคิกคัก ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะถามต่อ "ท่านดูดวงเป็นไหมเจ้าคะ"

"ไม่เป็นหรอก" สวี่มู่ตอบตามตรง

"แล้วเขียนยันต์ล่ะ"

"ก็ไม่เป็น"

"ปราบผีล่ะ"

"...อันนี้น่าจะพอไหวมั้ง"

"..." คุณหนูกับสาวใช้ถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"อ้าว เป็นนักพรตแล้วท่านทำอะไรเป็นบ้างเนี่ย" สาวใช้ถามอย่างข้องใจ

สวี่มู่ลองคิดดู "ข้าพอจะรู้เรื่องวิชาแพทย์อยู่บ้างน่ะ"

ก่อนจะขึ้นเขาไปนิกายชิงหลาน เขาก็เคยเรียนวิชาแพทย์ เอาไว้เป็นวิชาทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมาก่อน ยิ่งตอนนี้มีวิชาหลอมโอสถติดตัวด้วยแล้ว จะเรียกตัวเองว่าหมอเทวดาก็ยังถือว่าถ่อมตัวไปเลย

"วิชาแพทย์งั้นเหรอ ก็ดีนะเจ้าคะ"

สาวใช้พยักหน้ารับแกนๆ

ดูเหมือนวิชาแพทย์จะฟังดูไม่ขลังเท่าดูดวง เขียนยันต์ หรือปราบผีแฮะ อาจจะเพราะมันดูธรรมดาไปมั้ง พวกหมอชาวบ้านก็รักษาโรคได้เหมือนกัน วิชาแพทย์ของนักพรตก็เลยดูไม่ว้าวเท่าไหร่

สวี่มู่เอามือกุมท้องถาม "พวกแม่นางพอจะมีเสบียงเหลือแบ่งให้ข้าบ้างไหม ข้าไม่ได้กินอะไรมาครึ่งค่อนวันแล้ว..."

พอลงมาโลกมนุษย์ก็หิวโซขึ้นมาทันที เมื่อตอนกลางวันเขาล่าไก่ป่ามาได้ตัวนึง เอามาย่างกินประทังชีวิต เครื่องเทศก็ไม่มี เกลือก็ไม่มี ต้องกล้ำกลืนฝืนกินลงไปให้หมด

ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย แถมยังลำบากลำบนต่างจากการอยู่บนเขาเซียนลิบลับ ทำเอาเขาหงุดหงิดไม่เบาในช่วงแรก

ดีนะที่มาเจอรถม้าคันนี้ แล้วคุณหนูก็ใจดีชวนขึ้นมานั่งด้วย ไม่งั้นเขาคงรีบเหาะไปหาเมืองที่มีคนพลุกพล่าน หาของอร่อยๆ ยัดใส่ท้องให้หายอยากไปแล้ว

"ยังมีขนมเหลืออยู่นิดหน่อย ลองกินรองท้องไปก่อนนะเจ้าคะ ใกล้จะถึงเมืองอู๋โจวแล้วล่ะ" คุณหนูบอก พลางพยักพเยิดให้สาวใช้หยิบขนมออกมาให้

สาวใช้หยิบห่อกระดาษน้ำมันยื่นให้เขา

"ขอบคุณมาก" สวี่มู่รับมาอย่างสุภาพ

"รับน้ำด้วยไหมเจ้าคะ พวกเรามี..."

สาวใช้มองกระติกน้ำของตัวเองสลับกับของคุณหนู... มันเป็นกระติกที่พวกนางกินไปแล้วนี่นา...

คุณหนูเกาแก้มเขินๆ หน้าแดงระเรื่อ จะเอาน้ำที่ตัวเองกินแล้วไปให้ผู้ชายกินต่อก็คงดูไม่งามนัก

"ไม่เป็นไร ข้ามีน้ำมาด้วย"

สวี่มู่ยิ้มๆ ล้วงมือขวาเข้าไปในแขนเสื้อฝั่งซ้าย พอชักมือออกมา ก็มีน้ำเต้าสีน้ำตาลใบเบ้อเริ่มติดมือมาด้วย

"เอ๊ะ! แขนเสื้อท่านแค่นั้น ทำไมถึงซ่อนน้ำเต้าใบเบ้อเร่อไว้ได้ล่ะ"

สองนายบ่าวเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ

"ก็แค่วิชาปาหี่นิดๆ หน่อยๆ น่ะ"

สวี่มู่ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย แอบยืดอกด้วยความภูมิใจ

พอลงมาอยู่โลกมนุษย์ แค่โชว์ของธรรมดาๆ ก็ทำเอาชาวบ้านอึ้งทึ่งเสียวกันได้แล้ว ความรู้สึกที่ได้เป็นผู้เหนือกว่านี่มันฟินจริงๆ

ถึงแขนเสื้อจะยัดน้ำเต้าเข้าไปไม่ได้ แต่มันยัดถุงมิติเข้าไปได้นี่นา

นายบ่าวสองคนมองหน้ากัน แล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ท่านนักพรตต้องมีวิชาอาคมแน่ๆ"

"ก็แค่วิชาพื้นๆ น่ะ"

ถึงสวี่มู่จะเพิ่งโชว์ออฟไปหมาดๆ แต่เขาก็ยังทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน พยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่สะดุดตา ถึงแม้ในโลกมนุษย์จะไม่มีใครทำอันตรายเขาได้ แต่ก็ต้องกันเหนียวไว้ก่อน

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีสติ ไม่ประมาท ถึงจะเอาตัวรอดได้ในระยะยาว

โลกมนุษย์พลังปราณเบาบางมาก การจะฟื้นฟูพลังปราณก็ทำได้ยาก เพราะงั้นเขาต้องใช้อย่างประหยัด เก็บพลังไว้ใช้ยามจำเป็นจริงๆ ดีกว่า

...

รถม้าเดินทางมาถึงเมืองอู๋โจวก่อนค่ำพอดี

เพื่อไม่ให้ชาวบ้านนินทา สวี่มู่ก็เลยขอลงรถตั้งแต่ก่อนเข้าเมือง แล้วเดินเท้าเข้าไปเอง

ในกระเป๋ายังพอมีเงินตราโลกมนุษย์เหลืออยู่นิดหน่อย เขาเลยกะจะไปหาโรงเตี๊ยมนอน สั่งของอร่อยๆ มากินให้พุงกางก่อนเป็นอันดับแรก

ผู้ฝึกตนหลายคนพอลงมาโลกมนุษย์ก็ต้องคุมอาหารกันสุดฤทธิ์ เพราะกลัวว่าจะเผลอกลับไปเป็นคนธรรมดา ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น อายุขัยก็จะลดฮวบฮาบ ใครเห็นก็ต้องผวากันทั้งนั้น

ดินแดนไร้พลังปราณ ไม่ได้ถูกเรียกเล่นๆ หรอกนะ

ยิ่งระดับพลังสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่อยากเฉียดกรายเข้ามาโลกมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น

แต่สวี่มู่น่ะไม่สนหรอก อายุขัยเขามีให้ผลาญเล่นถมเถไป ตายเมื่อไหร่ก็ช่างมัน

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็เปิดห้องพัก

ตอนอยู่บนเขาเซียนเขานอนแค่วันละสองชั่วยามก็พอ แต่พอลงมาอยู่โลกมนุษย์ เขากลับง่วงนอนง่ายขึ้น ต้องนอนตั้งสี่ชั่วยามแหนะ

วันนี้เดินมาทั้งวันจนขาลาก พอหัวถึงหมอนปุ๊บ เขาก็หลับเป็นตายทันที

จบบทที่ บทที่ 17 โดดกลับเข้าเซฟโซน

คัดลอกลิงก์แล้ว