เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 ลาออกจากนิกาย

บทที่ 15 ลาออกจากนิกาย

บทที่ 15 ลาออกจากนิกาย


บทที่ 15 ลาออกจากนิกาย

กาลเวลาล่วงเลยไป สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ม่อเหยาโชคดีที่ได้รับความเมตตาจากผู้อาวุโสอวิ๋นฝู แต่คนโชคดีแบบนางมีน้อยมากในเขตสายนอก หรือจะพูดให้ถูกคือ แทบจะนับคนได้เลยทีเดียว

ความลับไม่มีในโลก เรื่องที่โอสถสร้างฐานขาดแคลน ในที่สุดก็แพร่สะพัดไปทั่วเขตสายนอก

ศิษย์สายนอกที่มีความทะเยอทะยาน ไม่ว่าจะระดับพลังแค่ไหน ต่างก็พากันทยอยเก็บของออกจากนิกายไป ส่วนพวกที่ยังทนอยู่ ก็ต้องรับภาระงานหนักขึ้น เสียงบ่นก่นด่าก็เลยดังระงมไปทั่ว

ถึงอย่างนั้น นิกายก็ไม่ได้ออกมาตรการอะไรมารับมือ มีแต่เดินหน้ารับศิษย์ใหม่เข้ามาเติมเต็มตำแหน่งที่ว่างลง

หลังจากความวุ่นวายผ่านไประยะหนึ่ง สถานการณ์ก็เริ่มนิ่งขึ้น แต่จำนวนศิษย์สายนอกก็หายไปบานตะไท

ถ้ายังแก้ปัญหาเรื่องโอสถสร้างฐานไม่ได้ รับศิษย์ใหม่เข้ามาเท่าไหร่ก็คงไม่พอหรอก

จะไม่ให้ม้ากินหญ้า แต่จะให้ม้าวิ่งเร็วๆ มันจะเป็นไปได้ยังไง

ถึงผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะไม่มีวาสนาได้ทะลวงขั้นสร้างฐาน แต่ก็ไม่ควรจะตัดโอกาสเขากันดื้อๆ แบบนี้ สู้รีบไปอยู่กับนิกายอื่นเพื่อสะสมผลงานยังจะดีกว่าเลย

"กฎของนิกาย ยังไงซะก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่ๆ" เยี่ยนชิงพูดขึ้น

"แต่อย่างน้อยตอนนี้สถานการณ์ก็เริ่มทรงตัวแล้วล่ะ ขอแค่เขตสายในไม่ปั่นป่วน นิกายก็คงไม่ล่มสลายหรอก ส่วนปัญหาอื่นๆ เดี๋ยวก็ค่อยๆ ฟื้นฟูไปได้เองแหละ"

สวี่มู่พยักหน้าตาม ไม่ได้ออกความเห็นอะไร

เขาเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอ ไม่เคยพูดขัดคอเยี่ยนชิงให้เสียบรรยากาศ เยี่ยนชิงก็เลยชอบมานั่งคุยกับเขาบ่อยๆ

ในสายตาคนอื่น เยี่ยนชิงอาจจะเป็นอัจฉริยะวิถีกระบี่ที่เย็นชาและเงียบขรึม แต่จริงๆ แล้ว หมอนี่เป็นวัยรุ่นชอบเมาท์มอยการเมืองซะไม่มี

อาจจะเป็นเพราะเห็นว่ามาจากโลกมนุษย์เหมือนกัน ก็เลยชอบมาคุยเรื่องพวกนี้กับสวี่มู่

แต่คราวนี้ สวี่มู่เอ่ยขึ้นเสียงเบา "ศิษย์พี่ ข้าก็เตรียมตัวจะลาออกแล้วเหมือนกัน กะจะออกไปท่องโลกกว้างดูบ้างน่ะ"

เยี่ยนชิงหันมามองเขา นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "รักษาตัวด้วย ขอให้เจ้าได้เจอวาสนาที่จะช่วยให้ทะลวงขั้นสร้างฐานได้นะ หวังว่าสักวันเราคงได้พบกันอีก"

"อืม ท่านก็รักษาตัวด้วย ไว้มีโอกาสคงได้พบกันใหม่" สวี่มู่ยิ้มบางๆ

ซุกตัวอยู่ในนิกายมาหลายปี ก็ถือว่าได้อะไรติดตัวมาไม่น้อย ทั้งความเข้าใจในเรื่องการฝึกตน ทั้งวิชาหลอมโอสถและวิธีปลูกสมุนไพร แถมยังได้เรียนรู้เวทมนตร์อีกตั้งหลายแขนง แอบได้วิชามารแถมมาอีกต่างหาก

ยังมีพวกถุงมิติกับเงินยันต์ เอาไว้ใช้ตอนออกไปตกระกำลำบากข้างนอกได้อีก

ถุงมิติมือสองใบเก่ามันพังไปแล้ว เขาก็เลยกัดฟันเก็บเงิน 300 เหรียญยันต์ซื้อใบใหม่เอี่ยมมาแทน

"ศิษย์พี่ช่วยข้าสักเรื่องได้ไหม ช่วยคุ้มกันข้าตอนออกจากนิกายหน่อยสิ" สวี่มู่เอ่ยปากขอร้องเยี่ยนชิง

ถึงจะไม่มีผู้อาวุโสเฉินเสวียนคอยตามล้างตามเช็ด แต่การออกจากนิกายมันก็อันตรายอยู่ดี

ดีไม่ดีอาจจะโดนดักปล้นกลางทางก็ได้

คนที่ลาออกจากนิกายไปแล้ว นิกายก็ไม่คุ้มครองอีกต่อไป

ส่วนสันดานของพวกศิษย์สายนอกนั้น จะไปไว้ใจได้ยังไง เพื่อแย่งชิงของมีค่าบนตัวเขา พวกมันอาจจะหน้ามืดตามัวทำเรื่องเลวร้ายอะไรก็ได้

เยี่ยนชิงชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าตกลง "ได้ แต่ข้ามีข้อแม้ ข้าอยากเห็นเพลงกระบี่ที่เจ้าอุตส่าห์ลับมาเป็นสิบปีนั่นซะหน่อย"

สวี่มู่ทำหน้าหนักใจ "ข้าลับกระบี่มาตั้งสิบปี ก็มีอยู่แค่กระบวนท่าเดียวนี่แหละ กะจะเอาไว้ใช้เป็นไม้ตายกันตาย จะให้มาเอามาโชว์พร่ำเพรื่อได้ยังไง"

"ไม่เป็นไร ข้าแค่ขอดูเฉยๆ" เยี่ยนชิงยิ้มบางๆ สายตาจ้องเขม็งอย่างคาดหวัง

สวี่มู่ชักจะแปลกใจ "ท่านสนใจเพลงกระบี่ของข้าขนาดนั้นเลยเหรอ"

"ก็แน่ล่ะสิ ในใต้หล้านี้คงหาคนที่ใช้เพลงกระบี่พิสดารแบบเจ้าไม่ได้อีกแล้วล่ะ เพราะคงไม่มีใครบ้าและอึดทนเท่าเจ้าอีกแล้ว"

"..."

หมอนี่ก็เป็นซะแบบเนี้ย ตกลงว่ามันด่าหรือมันชมกันแน่เนี่ย

สวี่มู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกกระบี่บินออกมา

เยี่ยนชิงยิ้มกริ่ม ถอยออกไปยืนเตรียมพร้อมรอรับชม

สวี่มู่ทำสมาธิรวบรวมลมปราณ คว้าด้ามกระบี่ชูขึ้นฟ้า

สายลมเย็นพัดโชยมาบนหน้าผา แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงบนใบกระบี่สีเงินจนเป็นประกายวาววับ

พอเขาวาดกระบี่ฟันลงมา กระบี่บินกลับลอยนิ่งไม่ขยับเลยสักนิด

เยี่ยนชิงลองสัมผัสถึงเจตจำนงกระบี่ดู ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง "ไม่ได้ผลหรอก เพลงกระบี่ของเจ้ามันเอามาใช้โชว์แบบนี้ไม่ได้ ต้องรอให้ถึงคราวที่เจ้าลงมือจริงๆ ถึงจะเห็นความร้ายกาจที่ซ่อนอยู่"

สวี่มู่ยักไหล่ "ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ข้าก็บอกแล้วว่ากระบวนท่านี้มันมีไว้แค่เซฟชีวิต ไม่ได้เน้นสวยงามตามหลักวิถีกระบี่หรอก"

"ลับกระบี่มาตั้งสิบปี ไม่ได้หวังจะบรรลุเต๋า หวังแค่เอาชีวิตรอด ก็คงมีแต่คนแบบเจ้านี่แหละที่เข้าถึงเจตจำนงกระบี่แปลกๆ แบบนี้ได้" เยี่ยนชิงหัวเราะ

"ท่านก็ชมเกินไป" สวี่มู่หัวเราะรับ

"แล้วเรื่องคุ้มกันล่ะ..."

"ไม่มีปัญหา เจ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่"

"อีกสองเดือน พอรับเงินเดือนจากแปลงอวี้หลงปุ๊บก็ไปปั๊บเลย"

เยี่ยนชิงพยักหน้ารับคำ

"หวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้เห็นอานุภาพที่แท้จริงของกระบี่กระบวนนี้"

สวี่มู่ยิ้มตอบ "ถึงตอนนั้นคงไม่ใช่แค่สิบปีลับกระบี่แล้วล่ะ"

"ยิ่งดีใหญ่ กระบวนท่าวนี้มีชื่อว่าอะไร"

"อืมมม... ชื่อ 'กระบี่ตะลึงตา' ก็แล้วกัน"

"ชื่อแจ่มดี"

...

สวี่มู่แวะไปที่หอถ่ายทอดวิชาเพื่อบอกลาผู้อาวุโสเฉินเสวียน

ผู้อาวุโสเฉินเสวียนพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้พูดอะไรมาก

จากนั้น สวี่มู่ก็ไปบอกข่าวม่อเหยา

พอศิษย์พี่ได้ยินก็ถึงกับอึ้งไปเลย

สวี่มู่หัวเราะร่า "ข้าก็ต้องออกไปหาประสบการณ์ชีวิตบ้างสิ ขืนซุกหัวอยู่ที่นี่มีหวังได้เหี่ยวเฉาตายพอดี"

ม่อเหยามองเขาด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย นางอึกอักอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "ไปเถอะ ขอให้เจ้าทะลวงขั้นสร้างฐานได้ไวๆ นะ... แล้วก็ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยล่ะ อย่าตายซะก่อนล่ะ..."

สวี่มู่พยักหน้ายิ้มรับ

ศิษย์พี่หญิงยังคงพร่ำบอกให้เขาตั้งใจฝึกฝนไม่ขาดปาก พลางล้วงเอาเงินยันต์ออกมาจากถุงมิติ ทำท่าจะให้เขา ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดึงปิ่นไม้บนมวยผมออกมา ยื่นให้เขาพร้อมกับเงินยันต์ทั้งหมดนั่นแหละ

เห็นแววตาจริงจังของนาง สวี่มู่ก็ไม่อยากขัดศรัทธา เลยรับของมาเก็บไว้

...

สองเดือนต่อมา สวี่มู่ได้รับเงินเดือนก้อนสุดท้าย

เขาแวะไปที่หอสมบัติ ถลุงเงินซื้อกระบี่บินมาหกเล่ม กับคัมภีร์ค่ายกลกระบี่ "ขังมังกรหกทิศ"

กระบี่บินพวกนี้เป็นแค่ของพื้นๆ ไม่มีอักขระยันต์สลักไว้ด้วยซ้ำ จะเรียกว่าเป็นของวิเศษก็ยังไม่ได้เลย อย่างมากก็แค่วัสดุมันดีหน่อย ราคาก็เลยถูก แค่ 10 เหรียญยันต์ต่อเล่ม

ที่เขาเหมามาตั้งเยอะ ก็เพื่อเอามาจัดค่ายกลกระบี่นี่แหละ

ค่ายกลกระบี่กับเพลงกระบี่มันต่างกันลิบลับเลยนะ

อย่างแรกคือจำนวน ค่ายกลกระบี่ต้องใช้กระบี่อย่างน้อยสามเล่มขึ้นไปถึงจะสร้างค่ายกลได้ ส่วนเพลงกระบี่ ปกติก็ใช้แค่เล่มเดียว อย่างมากก็สองเล่ม เพราะเจตจำนงกระบี่ต้องรวมศูนย์ ถ้ากระจายพลังไปหลายเล่ม อานุภาพก็จะลดลง

อย่างที่สองคือสไตล์การต่อสู้ เพลงกระบี่จะเน้นพลังใจ เน้นเจตจำนงกระบี่ อารมณ์ความรู้สึกมีผลต่อพลังโจมตี

แต่ค่ายกลกระบี่ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด ต้องมีสติเยือกเย็นตลอดเวลา ถึงจะควบคุมกระบี่หลายเล่มให้เคลื่อนไหวประสานกันตามรูปแบบค่ายกลได้ ซึ่งวิธีนี้น่าจะเหมาะกับสไตล์การต่อสู้ของสวี่มู่ที่สุดแล้ว

เสียอย่างเดียวคือแพงหูฉี่ แพงกว่าเพลงกระบี่ซะอีก ล่อไปตั้ง 150 เหรียญยันต์

ก่อนหน้านี้สวี่มู่มัวแต่ทุ่มเทให้กับวิชาหลอมโอสถ ซื้อสมุนไพร ซื้อเมล็ดพันธุ์มาทดลอง ก็เลยไม่มีทั้งเวลาและเงินไปลงกับค่ายกลกระบี่

ตอนนี้พอจะต้องออกจากนิกาย ต้องพึ่งตัวเองแล้ว ก็เลยต้องควักเนื้อซื้อมาตุนไว้ฝึก เพื่อจะได้มีไม้ตายไว้ป้องกันตัวเพิ่มขึ้น

ชอปปิงเสร็จสรรพ เงินยันต์ในถุงมิติก็เหลือแค่หกสิบกว่าเหรียญ

โชคดีที่ได้ศิษย์พี่ใจป้ำให้เงินยันต์มาอีก 100 เหรียญ ไม่งั้นต่อให้ทำงานกินเงินเดือนสูงลิ่วที่แปลงอวี้หลงมานานแค่ไหน หักค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้ว ก็คงกรอบเป็นข้าวเกรียบอยู่ดี

ไม่นาน สวี่มู่ก็ยื่นเรื่องขอลาออก ทำตามขั้นตอนเป๊ะๆ

ด้วยความที่เขาเป็นแค่ศิษย์กากๆ วันๆ เอาแต่ปลูกผัก นิกายก็เลยเซ็นอนุมัติให้ชิลๆ ไม่ได้รั้งไว้เลย

แถมไม่มีการส่งมอบงานอะไรให้ยุ่งยากด้วย สวี่มู่แค่ไปบอกลาเพื่อนฝูงคนรู้จัก คืนชุดคลุมนิกายชิงหลานกับป้ายประจำตัวตอนเข้าสำนักให้เรียบร้อย แล้วก็สะบัดตูดเดินออกจากนิกายได้เลย

...

ยี่สิบหกปีเต็มๆ นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่มู่ได้ก้าวเท้าออกจากนิกาย และจะเป็นการจากไปแบบไม่หวนกลับด้วย

เขาขี่กระบี่บินคู่ใจที่ได้มาตอนเข้าสำนักเมื่อยี่สิบหกปีก่อน ทอดสายตามองทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาชิงหลานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตรงดิ่งไปที่ประตูสำนัก ซึ่งมีเยี่ยนชิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว

"นึกว่าจะเบี้ยวซะแล้ว ไม่เห็นหน้าเห็นตาเลย" สวี่มู่หัวเราะทัก

"คนอย่างข้าไม่เคยผิดคำพูด" เยี่ยนชิงแค่นเสียงตอบเรียบๆ

พอเห็นเยี่ยนชิงยืนเป็นทวารบาลอยู่ตรงนั้น พวกที่แอบสะกดรอยตามสวี่มู่มา ก็รีบหันหลังกลับเผ่นแน่บไปทันที

จบบทที่ บทที่ 15 ลาออกจากนิกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว