- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 14 ผู้ฝึกตนมาร
บทที่ 14 ผู้ฝึกตนมาร
บทที่ 14 ผู้ฝึกตนมาร
บทที่ 14 ผู้ฝึกตนมาร
ม่อเหยาไปหาผู้อาวุโสเฉินเสวียนตามที่สวี่มู่แนะนำ
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนตอบตกลงว่าจะช่วยฝากฝังนางให้ พร้อมกับฝากบอกว่าอยากเจอสวี่มู่
ม่อเหยาไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเมื่อก่อนสองคนนี้ก็มักจะดวลหมากรุกและพูดคุยกันบ่อยๆ พอย้ายไปอยู่แปลงอวี้หลงก็เลยไม่ค่อยได้เจอกัน นางคิดว่าผู้อาวุโสเฉินเสวียนคงจะคิดถึงคู่หมากรุกเท่านั้น
พอนางเอาเรื่องนี้ไปบอกสวี่มู่ เขาก็ใจหายวาบทันที
เรียกไปหาตอนนี้ จะเป็นเรื่องอะไรได้อีก นอกจากวิชามาร! ดีไม่ดีอาจจะเรียกไปฆ่าปิดปากด้วยซ้ำ
แต่ขืนไม่ไปก็ไม่ได้อีก ไปแล้วอาจจะพอเจรจากันได้ แต่ถ้าไม่ไป คงโดนตามล่าปิดปากแหงๆ
อีกฝ่ายเป็นถึงศิษย์สายในระดับสร้างฐาน ลำพังตัวเขาจะเอาอะไรไปสู้รบปรบมือด้วย
หลังจากคิดหน้าคิดหลังอย่างถี่ถ้วน ในที่สุดสวี่มู่ก็ตัดสินใจไปตามนัด
สวนลานกว้างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อแปดปีก่อน ผู้อาวุโสเฉินเสวียนนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะหินตัวเดิม
"ศิษย์ขอคารวะผู้อาวุโสขอรับ" สวี่มู่ก้มหน้าทำความเคารพอย่างนอบน้อม
ตลอดเวลาที่อยู่ในนิกาย เขาเจอผู้อาวุโสระดับสร้างฐานมาก็เยอะแยะ มีแค่เยี่ยนชิงคนเดียวที่ยอมพูดคุยด้วยอย่างเท่าเทียม ส่วนคนอื่น เขาต้องคอยก้มหัวปลกๆ ให้ทั้งนั้น
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนวางถ้วยชาลง มองมาที่เขา แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "คัมภีร์วิชามารฟ้า เจ้ายังไม่ได้ฝึกอีกงั้นรึ"
สวี่มู่ตอบกลับ "เรียนผู้อาวุโส ศิษย์หัวทึบ พยายามเท่าไหร่ก็ยังจับจุดไม่ได้เลยขอรับ"
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนหลุดขำ "คนอย่างเจ้านี่... ทำเอาข้านับถือเลยจริงๆ แฮะ"
สวี่มู่นิ่งเงียบไม่โต้ตอบ
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนหุบยิ้ม สีหน้ากลับมาเคร่งขรึม "รากฐานเต๋าของข้าได้รับความเสียหายหนัก มีแค่โอสถระดับหกขึ้นไป ไม่ก็วิชามารนี่แหละ ที่พอจะช่วยรักษาและทะลวงด่านให้ข้าได้
ตอนนี้ข้าฝึกสำเร็จแล้ว สามารถกลับมาฝึกตนต่อได้ แต่มันก็สัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า โดนไอพิษจากวิชามารปั่นป่วนจิตใจเข้าให้แล้ว...
คัมภีร์มารเล่มนั้น ท่านอาจารย์อวิ๋นฝูเป็นคนให้ข้ามา ข้าไม่ได้หลอกเจ้าหรอกนะ ท่านอาจารย์มีพระคุณกับข้ามาก ทนเห็นข้าต้องมาหมดอนาคตอยู่แค่นี้ไม่ได้ ก็เลยมอบทางเลือกนี้มาให้
ที่จริงท่านหวังลึกๆ อยากให้ข้าปล่อยวางมากกว่า แต่ข้ามันทำให้ท่านต้องผิดหวัง ขืนฝืนฝึกต่อไป สุดท้ายก็คงควบคุมวิชามารไม่ได้อยู่ดี
ถ้าเรื่องที่ข้าฝึกวิชามารแดงโร่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ท่านอาจารย์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วยแน่ๆ ดังนั้นนับแต่นี้เป็นต้นไป ข้าจะเปลี่ยนชื่อแซ่ ในโลกนี้จะไม่มีเฉินเสวียนอีกแล้ว จะมีก็แต่ผู้ฝึกตนมารคนหนึ่ง ที่ไม่อยากตกเป็นทาสของไอพิษเท่านั้น"
สวี่มู่ได้แต่ยืนเงียบ ก้มหน้ารับฟัง
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนจ้องหน้าเขาเขม็ง "นอกจากท่านอาจารย์ ก็มีแค่เจ้าคนเดียวนี่แหละที่รู้ว่าข้าฝึกวิชามาร พูดตามตรง ไม่รู้ว่าเพราะไอพิษมันครอบงำจิตใจข้าอยู่หรือเปล่า แต่มีหลายครั้งเลยที่ข้าอยากจะฆ่าปิดปากเจ้าซะ"
สวี่มู่ใจหล่นวูบ ซวยแล้วไง โดนหางเลขเข้าเต็มๆ
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง หนึ่ง ออกไปจากนิกายซะ สอง ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งก่อน แล้วข้าค่อยไป
ยังไงซะ พรสวรรค์อย่างเจ้า ชาตินี้ก็คงไม่มีปัญญาทะลวงถึงขั้นสร้างฐานหรอก อยู่ต่อไปอีกไม่กี่สิบปีก็ต้องแก่ตายอยู่ดี ขอแค่เจ้ายอมลาออกจากนิกายแต่โดยดี ข้าจะละเว้นชีวิตให้เจ้า"
สมองของสวี่มู่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขารีบประสานมือขอร้อง "ขอเวลาข้าอีกสักสามปีได้ไหมขอรับ สามปีให้หลัง ข้าสัญญาว่าจะไปจากที่นี่เอง"
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง "ได้ ข้าให้เวลาสามปี ถ้าสามปีแล้วเจ้ายังไม่ไสหัวไป ข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่"
สวี่มู่พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
โบราณว่าไว้ วิญญูชนไม่ยืนอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้พัง นิกายเฮงซวยนี่มันก็ไม่มีอะไรให้น่าเสียดายอยู่แล้ว ยังไงสักวันก็ต้องระเห็จออกไปอยู่ดี สู้รีบชิ่งไปหาที่สบายๆ อยู่ยังจะดีกว่า
แต่ก่อนจะไป เขาขอเวลาเตรียมตัวสักหน่อยก็เลยต่อรองขอเวลาสามปี
...
ช่วงนี้ในนิกายกำลังห้ำหั่นกันดุเดือด ถ้าพลาดท่าโดนจับได้แม้แต่นิดเดียว มีหวังโดนขยี้เละแน่
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนไล่เขาให้ไปพ้นๆ นิกาย ก็คงไม่อยากเก็บเขาไว้เป็นหอกข้างแคร่ให้เป็นภัยมาถึงตัวอาจารย์ของเขา เพราะเรื่องวิชามารมันเป็นระเบิดลูกใหญ่เกินไป
การที่อีกฝ่ายยังยอมปล่อยเขาไป ถือว่ายังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้าง คงเห็นแก่ที่เคยนั่งคุยเล่น ดวลหมากรุกกันเมื่อก่อนนั่นแหละ
พอกลับมาถึงที่พัก สวี่มู่ก็รีบไปดูแปลงสมุนไพรส่วนตัวที่เขาลงทุนลงแรงถางไว้
ปุ๋ยหมักยังไม่ได้ที่ ก็เลยยังบอกไม่ได้ว่าเวิร์กไหม
การหมักปุ๋ยมันต้องเอาพวกขี้กับสารพัดวัตถุดิบมาผสมกัน ยัดใส่ถังหมัก ฝังกลบลงดิน แล้วก็คอยอัดพลังปราณเข้าไปกระตุ้นให้มันทำปฏิกิริยากันเป็นระยะๆ
กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาหมักบ่มตั้งครึ่งปีกว่าจะได้ที่
เมื่อก่อนเขาใช้แค่วัชพืชที่มีพลังปราณนิดๆ หน่อยๆ มาหมัก มันก็เลยบำรุงได้แค่สมุนไพรระดับกิ๊กก๊อก
แต่คราวนี้เขาอัปเลเวล เอาสมุนไพรระดับหนึ่งมาเป็นเบส ผสมผสานกับเทคนิคและเคล็ดลับจากวิชาหลอมโอสถ หวังจะปั้นปุ๋ยหมักระดับไฮเอนด์ออกมาให้ได้
ถ้าทฤษฎีนี้มันใช้ได้จริง สวี่มู่มั่นใจเลยว่า เขาจะสามารถผลิตปุ๋ยคุณภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ จนบำรุงสมุนไพรระดับสาม ระดับสี่ หรือแม้กระทั่งระดับหกระดับเจ็ดก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป
นี่แหละคือไม้ตายลับที่ทำให้เขากล้าต่อรองขอเวลาสามปี ก่อนจะโบกมือลานิกายนี้
หาที่ปลอดภัยๆ ปลูกผักชิลๆ ไม่ต้องคอยระแวงว่าจะโดนใส่ร้าย โดนฆ่าปิดปากตอนไหน ชีวิตแบบนั้นมันดีจะตายไป!
...
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งการแก่งแย่งชิงดีในนิกายทวีความรุนแรงขึ้น พวกผู้อาวุโสแต่ละฝ่ายต่างก็ฟาดฟันกันไม่ยั้ง ตำแหน่งในหน่วยงานต่างๆ ก็เลยมีการสับเปลี่ยนตัวคนกันเป็นว่าเล่น
ไม่ว่าจะเป็นหอธุรการ กองตรวจแปลงสมุนไพร หอหลอมโอสถ หอหลอมอาวุธ หรือแม้แต่หอลงทัณฑ์... ล้วนกลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงอำนาจไปซะหมด
ใครที่โดนแฉว่าแอบใช้อำนาจหน้าที่หาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ก็จะโดนเชือดไก่ให้ลิงดู ทั้งโดนทำลายวรยุทธ์ทิ้งและโดนจับโยนเข้าซังเต
ฝั่งแปลงอวี้หลงถึงจะยังดูเงียบสงบ แต่พวกคนปลูกสมุนไพรก็ยังแอบหวั่นใจกันอยู่ลึกๆ เพราะจุดจบอันน่าอนาถของผู้เฒ่าอวี๋มันยังตามหลอกหลอนอยู่
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีตรงที่ พอพวกผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำต้องการคนมาช่วยงาน ก็เลยเริ่มเปิดรับศิษย์สายนอกกันแล้ว
ซึ่งต่างจากเมื่อก่อน ตรงที่คราวนี้รับมาเป็นลูกศิษย์สายตรงของตัวเองเลย ไม่ใช่แค่รับมาเป็นศิษย์สายนอกกินเงินเดือนนิกายเหมือนเก่า
ถึงแม้สุดท้ายก็จะไปลงเอยเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสแก่นทองคำเหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์มันแน่นแฟ้นกว่ากันเยอะ
อะไรหลายๆ อย่างที่เคยเป็นของส่วนรวมในนิกาย ก็ค่อยๆ โดนสูบไปเป็นของส่วนตัวกันหมดแล้ว
ส่วนม่อเหยาก็คว้าโอกาสทอง ได้เข้ารับการ "สัมภาษณ์" กับผู้อาวุโสที่คุมหอถ่ายทอดวิชา ซึ่งก็คือผู้อาวุโสอวิ๋นฝู อาจารย์ของผู้อาวุโสเฉินเสวียนนั่นเอง
เขาคือหนึ่งในผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำที่อาวุโสที่สุดในนิกาย มีลูกศิษย์ลูกหาเดินตามเป็นพรวน แถมยังเป็นที่เคารพยำเกรงของทุกคน แม้แต่สวี่มู่ยังเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม
ถ้าได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา ต่อให้อนาคตจะไม่ได้รุ่งโรจน์อะไรมากมาย แต่อย่างน้อยก็การันตีเรื่องความปลอดภัยได้เปราะนึงล่ะนะ
กับโอกาสที่หาได้ยากยิ่งแบบนี้ ม่อเหยากลับไม่ได้ออกอาการตื่นเต้นดีใจจนออกนอกหน้า แต่นางกลับสงวนท่าทีและบอกอย่างใจเย็นว่า นางขอเวลาเตรียมตัวขัดเกลาจิตใจ สั่งสมบารมีอีกสักห้าปีก่อนค่อยรับโอสถสร้างฐาน เพื่อจะได้ชัวร์ว่าทะลวงผ่านได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ความสุขุมเยือกเย็นของนาง ทำเอาผู้อาวุโสอวิ๋นฝูถึงกับประทับใจ รับนางเป็นศิษย์สายนอกทันที พร้อมกับรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า อีกห้าปีจะประเคนโอสถสร้างฐานให้ถึงที่
พอนางคาบข่าวดีมาบอกสวี่มู่ นางถึงค่อยหลุดอาการดีใจกระโดดโลดเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
สวี่มู่ก็พลอยยิ้มและดีใจไปกับนางด้วย
"ศิษย์น้อง... เจ้าไม่เคยคิดอยากจะทะลวงขั้นสร้างฐานจริงๆ เหรอเนี่ย" ม่อเหยาอดสงสัยไม่ได้
ตามที่นางคำนวณดู สวี่มู่น่าจะอายุเกือบหกสิบแล้ว แต่ยังอยู่แค่ขั้นหลอมปราณขั้นหกเท่านั้น ขืนยังคลานเป็นเต่าแบบนี้ มีเวลาเหลืออีกแค่ยี่สิบเอ็ดปีก่อนจะถึงวัยแปดสิบเอ็ดปี จะเอาอะไรไปทะลวงขึ้นสร้างฐานได้ทันล่ะ
สวี่มู่ยิ้มบางๆ "ศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก ข้ามีแผนของข้าอยู่แล้ว"
ม่อเหยาจ้องหน้าเขา แล้วพยักหน้าเบาๆ "เจ้ามักจะทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ค่อยเข้าใจกันอยู่เรื่อย แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าไม่ได้โง่หรอกนะ เจ้ามีเป้าหมายของตัวเองชัดเจน"
สวี่มู่หัวเราะ "ศิษย์พี่แอบหลอกด่าข้าอีกแล้วนะ"
ม่อเหยาค้อนขวับ
"เจ้ารู้ไหมว่า ทำไมจิตใจข้าถึงสงบนิ่งได้ขนาดนี้" จู่ๆ นางก็ถามขึ้นมา
"ก็เพราะมีข้าคอยเตือนสติไงล่ะ" สวี่มู่ยืดอกรับความดีความชอบหน้าตาเฉย
ม่อเหยาเบะปากใส่ "เหอะ หลงตัวเองชะมัด! ที่ข้าปล่อยวางได้ ก็เพราะข้าคิดเผื่อไว้แล้วไง ว่าถ้าทะลวงขั้นสร้างฐานไม่ได้จริงๆ อย่างมากก็แค่หาผู้ชายดีๆ สักคนมาเป็นคู่บำเพ็ญเพียร แล้วก็ใช้ชีวิตเรียบง่ายไปจนแก่เฒ่า แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว"
"แต่ในเมื่อตอนนี้ข้ามีโอกาสทะลวงผ่านได้แล้ว... เจ้าก็เลยอดไงล่ะย่ะ"
พูดจบนางก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันที
สวี่มู่อึ้งไปสามวิ ก่อนจะหลุดขำพร้อมกับส่ายหน้า "นี่กะจะอ่อยข้าเรอะ ฝันไปเถอะ ยายแก่!"
แต่คิดไปคิดมา... ยายป้าอายุเจ็ดสิบกว่าคนนี้ ก็มีมุมน่ารักๆ เหมือนกันแฮะ