- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 12 เบื้องลึกเบื้องหลังในนิกาย
บทที่ 12 เบื้องลึกเบื้องหลังในนิกาย
บทที่ 12 เบื้องลึกเบื้องหลังในนิกาย
บทที่ 12 เบื้องลึกเบื้องหลังในนิกาย
"เขาว่ากันว่า พอเข้าสู่ตระกูลใหญ่ก็เหมือนก้าวลงสู่ทะเลลึก นิกายใหญ่นี่ก็ไม่เบาเลยแฮะ น้ำลึกจนหยั่งไม่ถึงจริงๆ" สวี่มู่มองแสงอาทิตย์ยามเช้าพลางทอดถอนใจ
สิ่งที่เยี่ยนชิงบอกมา มันอัดแน่นไปด้วยข้อมูลสำคัญทั้งนั้น
แต่ก็ยังดีที่ดูทรงแล้วเรื่องนี้คงยังไม่ลามมาถึงเขาในตอนนี้ ดังนั้นเขาก็แค่ทำตัวเป็นปลาเค็มต่อไป เผลอๆ อาจจะได้ดูงิ้วโรงใหญ่แบบฟรีๆ ซะด้วยซ้ำ
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาคงต้องหาวิธีอัปเกรดความสามารถในการป้องกันตัวซะหน่อย จะได้อุ่นใจขึ้น
ใครจะรู้ เผื่อวันดีคืนดีอาจจะต้องเก็บกระเป๋าหนีเอาตัวรอด
ถ้าต้องระเห็จออกจากนิกายไปจริงๆ การจะหาวิชาฝึกตนหรือสมุนไพรมาใช้คงไม่ได้หากันง่ายๆ เหมือนตอนนี้แน่ๆ เพราะงั้นตอนนี้ก็ต้องกอบโกยตุนของไว้ให้ได้เยอะที่สุด พอถึงเวลาต้องกลายเป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อน จะได้ไม่ต้องมีแต่ตัวเปล่าๆ
...
ตอนเที่ยง สวี่มู่ก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารในหมู่บ้านไม้เหนือตามปกติ
ตั้งแต่ผู้เฒ่าอวี๋โดนเล่นงานจนอ่วม เขาก็ไม่กล้าโผล่หน้าไปหมู่บ้านเมฆใต้อีกเลย วันๆ ก็เลยไปๆ มาๆ แค่สองที่ ระหว่างหมู่บ้านไม้เหนือกับแปลงอวี้หลง
ก็แหม... ที่นี่มันคุ้นเคยกว่านี่นา โอกาสไปเตะตาใครเข้าก็จะได้น้อยลงหน่อย
ตอนนั้นเอง ศิษย์พี่ม่อเหยาก็เดินหน้ามุ่ยเข้ามานั่งแหมะลงตรงข้ามเขา
สวี่มู่เห็นหน้าก็รู้ปั๊บว่าต้องมีเรื่องแน่ๆ รีบถามทันที "เป็นอะไรไปศิษย์พี่"
ม่อเหยาถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ข้าทะลวงถึงหลอมปราณขั้นเก้าแล้ว กะจะให้ผู้อาวุโสเฉินเสวียนช่วยเดินเรื่องขอโอสถสร้างฐานให้ซะหน่อย แต่เขาบอกว่าช่วงนี้ทรัพยากรขาดแคลนหนัก ศิษย์สายนอกอาจจะชวดโอสถสร้างฐานกันถ้วนหน้าเลยล่ะ"
สวี่มู่อึ้งไปเลย "ทำไมถึงขาดแคลนล่ะ แย่งกลิ่นอายเต๋าในดินแดนเร้นลับไม่ได้เหรอ"
ม่อเหยาส่ายหน้า "ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก แต่รายละเอียดลึกๆ ผู้อาวุโสเฉินเสวียนก็ไม่ได้บอกอะไรมาก"
สวี่มู่ขมวดคิ้ว หรือว่าการแก่งแย่งทรัพยากรภายในนิกาย จะเริ่มลามมาถึงพวกศิษย์สายนอกแล้ว
ก็แหงล่ะ ในสายตาพวกผู้อาวุโสระดับสูง ศิษย์สายนอกก็เป็นแค่เบี้ยล่าง เป็นแค่ควายใช้แรงงาน จะตัดสวัสดิการอะไรก็คงไม่สะทกสะท้านหรอก
"ศิษย์น้อง ข้าจะทำยังไงดีล่ะ..." ศิษย์พี่ทำหน้าเหมือนโลกจะแตก
นางอุตส่าห์ฝึกตนมาตั้งหลายสิบปี ก็หวังพึ่งโอสถสร้างฐานนี่แหละเป็นใบเบิกทาง
อุตส่าห์ฝ่าฟันมาจนถึงฝั่งฝัน แต่จู่ๆ ก็โดนตัดหางปล่อยวัดซะงั้น แล้วนางจะไปทำอะไรได้ล่ะ
สวี่มู่ก็จนปัญญาเหมือนกัน ถามขึ้นว่า "ปีนี้ศิษย์พี่อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ"
โดนคำถามแทงใจดำเข้าไป ศิษย์พี่ก็ถลึงตาใส่สวี่มู่ทันที
สวี่มู่รีบหัวเราะแห้งๆ แก้เกี้ยว "ข้าก็แค่จะบอกว่า ถ้ายังมีเวลาเหลือ ก็ค่อยๆ สั่งสมพลังไปอีกสักสองสามปี รอไปจนถึงอายุ 81 ปีค่อยทะลวงก็ยังไม่สายนะ"
ม่อเหยานิ่งเงียบไป ดูเหมือนตอนนี้ทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือต้องสั่งสมพลังรอไปก่อน
สวี่มู่อธิบายต่อ "หลายคนหวังพึ่งโอสถสร้างฐานเพื่อเสี่ยงดวงกับโอกาสแค่สิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์
แต่ข้าว่านะ โอสถสร้างฐานมันควรจะเป็นแค่ตัวช่วยดันหลังคนที่พร้อมจะทะลวงอยู่แล้วมากกว่า ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะมาช่วยพลิกชะตาคนที่ไม่พร้อม
เพราะงั้น ให้เวลาตัวเองค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ ดีกว่า ยังไงซะพอสร้างฐานสำเร็จ อายุขัยก็จะยืดไปอีกตั้งสองร้อยปี จะไปรีบร้อนทำไม คนที่รีบร้อนมักจะพลาดง่ายนะรู้ไหม
เผลอๆ อีกไม่กี่ปี สถานการณ์ในนิกายอาจจะคลี่คลาย ถึงตอนนั้นศิษย์พี่ก็ทะลวงขั้นสร้างฐานได้แบบสวยๆ ไม่ดีกว่าเหรอ"
ม่อเหยาฟังแล้วก็พยักหน้าตาม รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ
อยู่ในนิกายมันก็ปลอดภัยดี ฝึกช้าหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร ดีไม่ดีอาจจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จให้มากขึ้นด้วยซ้ำ
พวกที่ต้องรีบร้อนลนลาน หรือถึงขั้นยอมเข้าสู่วิถีมาร ก็มีแต่พวกผู้ฝึกตนเร่ร่อนที่ไม่มีอะไรรับประกันความปลอดภัยเท่านั้นแหละ พวกนั้นมันใช้ชีวิตแบบคนอายุสั้น
"เจ้าพูดก็ถูก ข้ายังเหลือเวลาอีกตั้งเจ็ดแปดปีให้ค่อยๆ เตรียมตัว"
ม่อเหยาถอนหายใจยาว อารมณ์นิ่งขึ้นเยอะ
นี่แหละมั้งความสำคัญของการฝึกจิตใจ
บนเส้นทางฝึกตนมันก็ต้องมีทั้งอุปสรรค สิ่งยั่วยุ แล้วก็พวกชอบเอาไปเปรียบเทียบ ถ้าใจไม่นิ่งพอก็อาจจะหลงผิด เดินหมากพลาดจนหมดอนาคตได้ง่ายๆ
เหมือนอย่างมู่ฉางเฟิงที่ใจร้อนเกินเหตุ
พอแผลหายปุ๊บก็รีบกินโอสถสร้างฐานหวังจะทะลวงระดับทันที พอพลาดก็รับไม่ได้ ต้องดิ้นรนหาทางอื่น จนตอนนี้กลายเป็นนักโทษหนีคดีของนิกายไปแล้ว
สวี่มู่เพิ่งจะมารู้กฎระเบียบข้อนี้ของนิกายก็ตอนที่เขาหนีไปแล้วนี่แหละ
โอสถสร้างฐานล้ำค่าจะตายไป ให้เจ้าไปแล้วก็เท่ากับตัดโอกาสคนอื่น ถ้ากินแล้วดันชิ่งหนี ใครจะไปยอม
ก่อนจะได้กินโอสถสร้างฐาน ศิษย์สายนอกจะลาออกจากนิกายเมื่อไหร่ก็เชิญ ไม่มีใครว่า เพราะยังไงก็ต้องไปเป็นทาสรับใช้ที่อื่นอยู่ดี
แต่พอกินโอสถเข้าไปแล้วมันคนละเรื่อง ถึงจะทะลวงไม่สำเร็จ แต่ก็มีโอกาสเข้าถึงกลิ่นอายเต๋าได้มากกว่าคนอื่น เพราะงั้นก็ต้องอยู่ชดใช้กรรมให้นิกายไปจนตาย
นิกายอื่นเขาก็ไม่รับคนกินโอสถสร้างฐานแล้วทะลวงไม่ผ่านแถมยังทรยศนิกายเดิมหรอก
คิดดูเอาเถอะว่าเส้นทางชีวิตของมู่ฉางเฟิงตอนนี้มันจะสาหัสขนาดไหน
ไม่เร่ร่อนหลบหนีการตามล่า ก็ต้องไปเข้าพวกกับพวกนอกรีต
คนทะเยอทะยานอย่างเขา คงไม่ยอมทนเป็นผู้ฝึกตนเร่ร่อนไส้แห้งไปตลอดหรอก
เอาจริงๆ แล้ว การฝึกตนเป็นเซียน มันก็คือเกมแย่งชิงทรัพยากรดีๆ นี่เอง
ก็ไม่ต่างอะไรกับโลกมนุษย์ที่แย่งข้าวแย่งของมีค่ากันนั่นแหละ พวกกระจอกก็ไปตั้งตัวเป็นใหญ่ตามภูเขา พวกเจ๋งๆ ก็สถาปนาตัวเป็นฮ่องเต้ครองแผ่นดิน ฮุบทรัพยากรไว้คนเดียว หลักการเดียวกันเป๊ะ
เรื่องแบบนี้มีให้เห็นเกลื่อนโลก
...
"ยารวมปราณ สมุนไพรหลักคือผลรวมวิญญาณระดับสอง สมุนไพรเสริมคือผงหินวิญญาณ ใบหญ้าเมฆาแดงระดับหนึ่ง กลีบดอกหยางม่วงระดับหนึ่ง... ส่วนตัวยาชักนำใช้ดอกเสาเย่าระดับหนึ่ง"
ดึกสงัด สวี่มู่นั่งจดสูตรโอสถของตัวเองลงบนกระดาษ
นี่คือสูตรที่เขาปรับปรุงเองกับมือ เป็นสูตรที่เหมาะกับร่างกายเขาที่สุดแล้ว
นักหลอมโอสถตัวจริงเสียงจริง เขาไม่ยึดติดกับสูตรตายตัวหรอก เขาต้องรู้จัก "พลิกแพลงตามอาการ"
ต้องปรับสัดส่วนของสมุนไพรให้เข้ากับสภาพร่างกายของแต่ละคน เพื่อให้หยินหยางสมดุล ธาตุทั้งห้าสอดคล้องกัน ถึงจะดึงสรรพคุณยาออกมาได้สูงสุด แถมยังช่วยลดพิษโอสถได้อีกต่างหาก
ปกติสมุนไพรหลักจะไม่ค่อยเปลี่ยนหรอก ที่ต้องปรับก็คือพวกสมุนไพรเสริมกับตัวยาชักนำนี่แหละ
จะปรับได้ดีแค่ไหน ก็ต้องวัดกันที่ฝีมือการหลอมโอสถล้วนๆ แล้วยิ่งพิษโอสถสะสมน้อยเท่าไหร่ โอกาสก้าวหน้าในเส้นทางเซียนก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
ตั้งแต่สวี่มู่ฝึกวิชาหลอมโอสถสำเร็จ เขาก็ใช้เวลาศึกษาค้นคว้ามาตั้งหนึ่งปีเต็มๆ กว่าจะคลอดสูตรนี้ออกมาได้
พอได้สูตรลงตัวแล้ว สเตปต่อไปก็คือไปถางป่าหลังเขาปลูกสมุนไพรเองซะเลย
ที่นี่เป็นเขตสายในก็จริง แต่พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้สังกัดยอดเขาไหนเลย เป็นแค่ที่พักของพวกคนปลูกสมุนไพรเท่านั้น
สวี่มู่ไปถามพวกเพื่อนบ้านกับคนเฝ้าสวนมาหมดแล้วว่า แอบปลูกสมุนไพรเองได้ไหม ซึ่งก็ไม่มีกฎห้ามไว้
แต่ทุกคนก็เตือนว่าอย่าไปเหนื่อยเปล่าเลย สมุนไพรวิญญาณไม่ได้ปลูกขึ้นง่ายๆ ถ้าที่ตรงนี้ปลูกได้ คงโดนฮุบไปทำแปลงสมุนไพรนานแล้ว
สวี่มู่ก็ไม่ได้เถียงอะไร แค่ยิ้มรับแล้วบอกว่าจะขอลองดู
ในสายตาคนอื่นเขาเป็นคนแปลกประหลาดอยู่แล้ว พอเห็นเขาดื้อดึงแบบนี้ ก็เลยไม่มีใครห้ามอีก
วันรุ่งขึ้น สวี่มู่ก็ไปที่หลังเขา ใช้ "มือพลังปราณ" ควบคุมจอบเจ็ดอันพร้อมกัน ลงมือถางป่าอย่างขะมักเขม้น
การบังคับจอบก็ใช้หลักการเดียวกับการขี่กระบี่นั่นแหละ ปลูกผักมาตั้งยี่สิบสามปี วิชาควบคุมสิ่งของของเขาพัฒนาไปถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว ตอนนี้ควบคุมจอบได้เยอะขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะ
เคล็ดลับมันอยู่ที่พลังจิต
ยิ่งพลังจิตแข็งแกร่ง ก็ยิ่งควบคุมของได้เยอะขึ้น
การเพิ่มพลังจิตไม่มีทางลัด ไม่มีวิชาลัด มีแต่ต้องฝึกฝนไปเรื่อยๆ ทุกวัน
ตอนนี้เขาสามารถควบคุมจอบได้สูงสุดสิบเจ็ดอันพร้อมกัน แต่ความแม่นยำจะลดลง
เขาเลยเลือกที่จะควบคุมแค่เจ็ดอันเป็นหลัก และกำลังพยายามเพิ่มเป็นแปดอันอยู่
จอบเจ็ดอันทำงานประสานกับเวทพรวนดิน ใช้เวลาแค่ครึ่งวัน เขาก็ถางที่ได้ประมาณหนึ่งหมู่
ถึงบนเขาจะมีหินเยอะ แต่เวทพรวนดินก็ขุดมันขึ้นมาได้หมด
การใช้เวทมนตร์ช่วยถางที่น่ะไม่ยากหรอก ที่ยากคือจะปลูกสมุนไพรให้รอดได้ยังไงต่างหาก
งานนี้สวี่มู่ก็ต้องงัดวิชาเก่ามาใช้ นั่นก็คือ... หมักปุ๋ย
ขืนเอาขี้คนธรรมดามาใส่ สมุนไพรวิญญาณคงไม่กระดิกหรอก
ช่วงสองปีแรกที่เขาเข้ามาในนิกาย เขาถึงทำผลงานได้แค่พอผ่านเกณฑ์ ได้เงินยันต์เป็นรางวัลมานิดหน่อยแทบจะเรียกว่าทำฟรี
ถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจไปนานแล้ว
แต่เขาไม่ เขาทั้งสังเกตสมุนไพรตัวเอง เปรียบเทียบกับของคนอื่น ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียด แถมยังเดินตะลอนไปทั่วเขาเพื่อหาวัตถุดิบมาทดลอง
พวกวัชพืชที่ขึ้นบนเขาเซียน ถึงจะไม่ใช่สมุนไพรวิญญาณ แต่ก็พอมีพลังปราณแฝงอยู่บ้าง
บางทีเขาก็เอาไปเผาเป็นขี้เถ้า บางทีก็เอาไปหมักรวมกับขี้
เขาใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่ถึงห้าปี กว่าจะได้สูตรปุ๋ยที่ลงตัว ทำให้สมุนไพรระดับหนึ่งรอดตายและเติบโตได้
แต่จะให้ผลผลิตพุ่งพรวดน่ะฝันไปเถอะ สมุนไพรวิญญาณนะ ไม่ใช่ข้าวสาลี แค่ปลูกให้รอดก็เก่งแล้ว
อย่าว่าแต่เพิ่มผลผลิตเลย แค่เอาไปใช้กับสมุนไพรระดับสอง ปุ๋ยสูตรนี้ก็แทบจะไม่เห็นผลแล้ว เพราะวัตถุดิบมันธรรมดาเกินไป
แต่ตอนนี้สวี่มู่มีวิชาหลอมโอสถติดตัวแล้ว เขาเลยกะจะใช้วิชานี้มาช่วยอัปเกรดปุ๋ยดู เผื่อจะได้ปุ๋ยระดับไฮเอนด์มาใช้บ้าง
แปลงสมุนไพรตรงหน้านี้ก็คือแปลงทดลองของเขา เป้าหมายไม่ใช่ผลผลิต แต่เป็นสูตรปุ๋ยต่างหาก
ขอแค่หาสูตรที่ผลิตปุ๋ยจำนวนมากได้ ต่อให้ต้องระเห็จไปอยู่ที่ไหน เขาก็ปลูกสมุนไพรได้สบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรอีกต่อไป