- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 10 วิชาหลอมโอสถ
บทที่ 10 วิชาหลอมโอสถ
บทที่ 10 วิชาหลอมโอสถ
บทที่ 10 วิชาหลอมโอสถ
เงินเดือนของคนทำไร่ไถนาจะจ่ายให้ทุกครึ่งปี
สมุนไพรวิญญาณในแปลงอวี้หลงหลายชนิดใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี หรือบางทีก็เป็นร้อยปีกว่าจะโตเต็มที่ ดังนั้นคนที่นี่เลยไม่ได้วัดผลงานจากปริมาณที่เก็บเกี่ยวได้ แต่จะดูจากสภาพการเจริญเติบโตของสมุนไพร ถ้าดูแลได้ตามมาตรฐาน ก็รับเงินเดือนตายตัวไปเลย
พอสวี่มู่มีรายได้มากขึ้น เขาก็เลยเจียดเงินไปซื้อวิชาหลอมโอสถมาเพิ่มอีกหลายตำรา
วิชาหลอมโอสถมันมีหลายแขนงมาก เพราะเป็นวิชาที่มีมาแต่โบราณ ก็เหมือนกับวิชาหลอมปราณในยุคนี้ที่มีหลายสายมารวมกัน บางวิชาก็ใช้ไฟเผา บางวิชาก็ฝังดิน บางวิชาก็แช่น้ำ บางวิชาก็ดึงพลังจากดวงดาว หรือไม่ก็รับพลังจากแสงอาทิตย์แสงจันทร์
แต่ละวิชาก็จะมี 【กลิ่นอายโอสถ】 ที่แตกต่างกันไป
วิชาหลอมโอสถแรกที่เขาเริ่มฝึก มีชื่อว่า "วิชาหลอมโอสถรับปราณ" เป็นการใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงเพื่อหลอมโอสถโดยตรง
ได้ยินเขาว่ากันว่าวิชานี้ง่ายสุด เป็นวิชาพื้นฐานของการหลอมโอสถ ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ก็เลือกเรียนวิชานี้กันทั้งนั้น เอาไว้ใช้หลอมโอสถระดับหนึ่งตอนอยู่ขั้นหลอมปราณก็เหลือเฟือแล้ว
ตอนแรกสวี่มู่ก็กะจะใช้วิชานี้เป็นบันไดก้าวแรกสู่เส้นทางนักหลอมโอสถ แต่ผลคือแค่วิชาพื้นฐานสุดๆ เขายังเข้าไม่ถึงแก่นของมันเลย แต่ด้วยความที่มั่นใจว่าตัวเองอายุยืน ไม่ต้องรีบร้อน แถมตอนนั้นก็ไม่มีเงินไปซื้อวิชาอื่นมาลอง ก็เลยดันทุรังฝึกแต่วิชานี้มาตลอด
แต่ตอนนี้รวยแล้วไง ก็ต้องลองวิชาหลอมโอสถแบบอื่นดูบ้าง เผื่อว่าเขาอาจจะไม่ถูกโฉลกกับ "วิชาหลอมโอสถรับปราณ" ก็ได้ใครจะไปรู้
ถึงมันจะเป็นวิชาพื้นฐาน ก็ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับทุกคนนี่นา
ลองเปิดใจให้กว้าง เรียนรู้เคล็ดวิชาหลายๆ แบบ บางทีอาจจะช่วยให้เขามองเห็นความเชื่อมโยงและเข้าใจแก่นแท้ของมันได้ง่ายขึ้นก็ได้
ดังนั้นตอนนี้พอมีเงินปุ๊บ เขาก็ซื้อวิชาหลอมโอสถมาลองฝึกปั๊บ ถ้าเรียนไม่สำเร็จก็ซื้อใหม่ เรื่องเพิ่มระดับพลังเอาไว้ก่อน
เขาซื้อมาลองรวดเดียวห้าวิชา หมดเงินยันต์ไปตั้ง 500 เหรียญ
จนกระทั่งคืนหนึ่ง...
หมู่ดาวทอแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า
สวี่มู่อาบแสงดาว นิ้วทั้งสิบประสานกันอย่างรวดเร็ว ร่ายเวทอย่างคล่องแคล่ว
วัตถุดิบภายในเตาหลอมเริ่มหมุนวน แปรสภาพ และหลอมรวมเข้าด้วยกัน ท่ามกลางแสงดาวที่สาดส่อง ดูเหมือนพวกมันกำลังประสานเข้ากับกฎเกณฑ์ลึกลับบางอย่างของธรรมชาติ
แสงดาวค่อยๆ เจิดจ้าขึ้นจนปกคลุมเตาหลอมไว้ทั้งใบ พลังเร้นลับบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า 【กลิ่นอายโอสถ】
เมื่อแสงสว่างจางลง โอสถสีน้ำตาลเม็ดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายในเตาหลอม
สำเร็จแล้ว!
สวี่มู่พรูลมหายใจออกมายาวๆ แล้วใช้พลังปราณดึงเม็ดยาออกมาจากเตา ก่อนจะร่ายเวทตรวจสอบซ้ำอีกรอบ กันเหนียวไว้ก่อน เผื่อฝีมือยังไม่ถึงขั้นเผลอหลอมออกมาเป็นยาพิษแทน
ในโลกผู้ฝึกตน แต่ละปีมักจะมีพวกดวงจู๋โดนโอสถที่ตัวเองหลอมตายอยู่เสมอ
พิษที่ว่านี่ไม่ใช่พิษไก่กาธรรมดานะ แต่เขาเรียกกันว่า 【พิษโอสถ】
โอสถทุกเม็ดล้วนมีพิษโอสถแฝงอยู่ จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของคนหลอม นี่แหละคืออุปสรรคชิ้นโตที่สุดของการฝึกตนด้วยวิชาแบบโบราณ
มีคนหลอมไปหลอมมา ดันหลอมตัวเองตายซะงั้น
โดยเฉพาะโอสถที่คนอื่นเป็นคนหลอม ยิ่งต้องระวังให้หนักก่อนจะเอาเข้าปาก
การแยกแยะว่าโอสถเม็ดไหนเหมาะกับตัวเอง ถือเป็นวิชาบังคับสำหรับผู้ฝึกตนมือใหม่ทุกคน
สภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนอื่นกินแล้วอาจจะไม่เป็นไร แต่เรากินแล้วพิษโอสถอาจจะกำเริบขึ้นมาก็ได้
ยาของเขาอาจจะเป็นยาพิษสำหรับเราก็ได้
นี่คือสิ่งที่ 【เต๋า】 กำหนดมา ไม่มีทางเลี่ยงได้
【เต๋า】 นั้นยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ผู้ฝึกตนต้องให้ความเคารพยำเกรงต่อมหาเต๋าอยู่เสมอ พลาดแค่นิดเดียวก็อาจจะพาตัวเองไปตายได้เลย
การฝึกตนคือการฝืนลิขิตสวรรค์ ย่อมต้องเจออุปสรรคขวากหนามเป็นธรรมดา
ดังนั้นในโลกผู้ฝึกตนถึงมีความเชื่อว่า หลอมโอสถกินเองปลอดภัยที่สุด การกินโอสถที่คนอื่นหลอม ก็เหมือนฝากชีวิตตัวเองไว้ในมือคนอื่น อันตรายสุดๆ
พิษโอสถแค่นิดหน่อยอาจจะดูไม่ออก แต่ถ้าสะสมไปเรื่อยๆ ล่ะก็... อันตรายถึงตายได้
ด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่นักหลอมโอสถทุกคนจะมีสิทธิ์หลอมโอสถให้คนอื่นกินได้
โดยเฉพาะคนที่คิดจะทำขาย ต้องไปสอบวัดระดับเอาใบประกอบวิชาชีพจากสมาพันธ์นักหลอมโอสถซะก่อน ถึงจะขายได้ ไม่งั้นถ้าแอบขายแบบเถื่อนๆ มีหวังโดนลงโทษหนักแน่
กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในโลกผู้ฝึกตนนี่เอาเรื่องเลยทีเดียว
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว สวี่มู่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"อืม ไม่มีปัญหา ยารวมปราณเม็ดนี้ฤทธิ์แรงใช้ได้เลย"
เขาเก็บโอสถเข้ากระเป๋าอย่างอารมณ์ดี
หลังจากพยายามมาเป็นสิบปี ในที่สุดก็ฝึกวิชาหลอมโอสถสำเร็จสักที วิชานี้ชื่อว่า "วิชาดึงพลังดาวหลอมโอสถ"
วิชานี้มีข้อจำกัดตรงที่ต้องตั้งเตาหลอมตอนกลางคืนเท่านั้น
ตอนที่ยังฝึกไม่ค่อยคล่อง ถ้าเจอวันไหนฟ้าครึ้มหรือฝนตกจนมองไม่เห็นดาว วิชานี้ก็จะใช้ไม่ได้ผล
แต่ถ้าเทียบกับวิชาหลอมด้วยไฟ ที่ต้องหาแหล่งไฟเหมาะๆ แล้วยังต้องใช้ทักษะควบคุมไฟอีก มันยุ่งยากกว่ากันเยอะ
วิชานี้ขอแค่มีแสงดาวก็พอ ถือว่าสะดวกกว่ามากแล้ว
เส้นทางการฝึกตนไม่เคยมีคำว่าง่าย แค่เรียนสำเร็จวิชาเดียว เขาก็พอใจมากแล้ว
เมื่อเห็นว่ายังมีเวลาเหลือ เขาก็ตั้งเตาหลอมต่อ
ด้วยความที่ฝีมือยังไม่เข้าขั้น เขาเลยกล้าหลอมแค่ทีละเม็ด ถึงจะช้าไปหน่อยแต่ก็ชัวร์กว่า
...
เผลอแป๊บเดียว ก็ย้ายมาอยู่ที่แปลงอวี้หลงได้ห้าปีแล้ว
ระดับพลังของสวี่มู่ก็ขยับขึ้นมาถึงขั้นหลอมปราณขั้นหกแบบเฉียดฉิว
ความคืบหน้าแบบนี้ ทำเอาผู้เฒ่าอวี๋กับคนอื่นๆ ถึงกับส่ายหน้า
ถ้าดูจากอายุภายนอก สวี่มู่ก็ปาเข้าไปห้าสิบกว่าแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึงสามสิบปี ถ้ายังคืบหน้าด้วยความเร็วเท่าหอยทากเป็นตะคริวแบบนี้ โอกาสที่จะทะลวงถึงขั้นหลอมปราณขั้นสมบูรณ์แทบจะเป็นศูนย์
พออายุเลยแปดสิบเอ็ดปี พลังปราณก็จะถดถอย หมดโอกาสสร้างฐานตลอดกาล
ดังนั้นผู้เฒ่าอวี๋กับพวกเลยยุให้สวี่มู่เลิกฝึกตน แล้วรีบหาคู่บำเพ็ญเพียรปั๊มลูก เอาเงินไปทุ่มให้ลูกดีกว่า นี่แหละคือหนทางที่ถูกต้อง
"รอลูกสาวข้าดูแลตัวเองตอนฝึกตนได้เมื่อไหร่ ข้าก็จะพาคู่บำเพ็ญเพียรของข้าไปเที่ยวซะที" ผู้เฒ่าอวี๋พูดไปยิ้มไป
ลูกสาวของเขาอายุสิบเอ็ดขวบแล้ว ตรวจพบรากวิญญาณตั้งแต่เด็ก น่าเสียดายที่พรสวรรค์อ่อนไปนิด เลยได้เป็นแค่ศิษย์สายนอก ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่หอถ่ายทอดวิชา โดยมีที่บ้านคอยส่งเสียทรัพยากรให้
ลุงลู่กับต้าพั่งก็มีคู่บำเพ็ญเพียรแล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยมีลูกที่มีรากวิญญาณเลย
พ่อแม่ที่มีรากวิญญาณ โอกาสที่ลูกจะเกิดมามีรากวิญญาณก็จะสูงกว่า แต่บางคนดวงจู๋จริงๆ ปั๊มให้ตายก็ไม่ได้ "เด็กเทพ" สักที
แถมกว่าจะรู้ว่ามีรากวิญญาณไหม ก็ต้องรอให้คลอดออกมาก่อน อุ้มท้องไปฟรีๆ ตั้งสิบเดือน
ผู้ฝึกตนหญิงบางคนท้อแท้ก็เลิกท้องไปเลย บางคนก็ท้องบ้างพักบ้าง บางคนก็ปั๊มลูกไม่หยุด ไม่สนหรอกว่าสถานรับเลี้ยงเด็กในหมู่บ้านรอบนอกจะล้นหรือเปล่า
คนที่อยู่หมู่บ้านรอบนอกจะถูกเรียกว่าศิษย์รับใช้ ลูกหลานของพวกเขาก็อาจจะมีรากวิญญาณได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรบุคคลสำคัญของนิกาย ดังนั้นเด็กที่เกิดมาไม่มีรากวิญญาณก็เลยไม่ได้ถูกเอาไปทิ้งขว้างดื้อๆ
แต่ค่านิยมแบบนี้มันทำให้สวี่มู่รู้สึกขยะแขยง
ยังไงเขาก็มีชีวิตเป็นอมตะอยู่แล้ว จะมีลูกไปทำไมให้หนักกบาล
มีคู่บำเพ็ญเพียรน่ะได้ แต่เรื่องมีลูกนี่เลิกคิดไปได้เลย เขาขอเป็นพวกไม่มีลูกตลอดชีพ!
...
วันหนึ่ง จู่ๆ แปลงอวี้หลงก็ถูกควบคุมพื้นที่ คนปลูกสมุนไพรและคนเฝ้าสวนทุกคนถูกเรียกตัวมารวมกันที่ทางเข้า
สวี่มู่และคนอื่นๆ ยืนตัวสั่นงันงก ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ตอนนั้นเอง ชายชราในชุดนักพรตสีเหลืองหม่นกับหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวก็เดินออกมาจากด้านในของแปลงอวี้หลง
แค่ปราดตามองออร่าระดับเทพของทั้งสอง สวี่มู่ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาคือผู้อาวุโสสูงสุดระดับแก่นทองคำ
"ผู้อาวุโสสูงสุดเหยียนฝู สืบไปสืบมา ปรากฏว่าตัวการใหญ่คือหูเย่าเซิงที่ตายไปแล้ว งานนี้คนตายก็ลุกขึ้นมาแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ซะด้วยสิ" หญิงสาวชุดขาวเอ่ยเสียงเรียบ
ผู้อาวุโสสูงสุดเหยียนฝูถอนใจอย่างจนปัญญา "ผู้อาวุโสสูงสุดชุ่ยซิน จะว่าไปมันก็เป็นความบกพร่องของข้าเองที่หละหลวม ปล่อยให้ศิษย์สายนอกระดับหลอมปราณกระจอกๆ มาฉกของไปต่อหน้าต่อตาได้"
"จะโทษท่านฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอก ใบไม้ใบเล็กๆ รากไม้กระจิดริด ของหายไปแค่นี้ ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็ยากจะรู้" สีหน้าของผู้อาวุโสสูงสุดชุ่ยซินราบเรียบจนไม่เหมือนคนกำลังปลอบใจ
"แต่มันน่าแปลกตรงที่ หูเย่าเซิงเป็นแค่ศิษย์สายนอก ไหงถึงไปฮั้วกับกองตรวจแปลงสมุนไพรได้ แถมยังแอบยักยอกของมาเป็นสิบๆ ปีโดยไม่มีใครระแคะระคายเลย"
ความสมบูรณ์ของสมุนไพรตอนเก็บเกี่ยว จะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ขาดใบไปนิด ขาดรากไปหน่อย ถึงจะเล็กน้อยแต่ถ้าดูดีๆ ก็ต้องเห็นรอยตำหนิอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าคิดจะฮุบเศษเนื้อพวกนี้ ก็ต้องติดสินบนพวกกองตรวจแปลงสมุนไพรที่ทำหน้าที่รับซื้อและตรวจสอบซะก่อน
"เรื่องผลประโยชน์น่ะไม่เข้าใครออกใครหรอก หวงปินจากกองตรวจแปลงสมุนไพรคงกินสินบนไปไม่น้อย ดีไม่ดีเรื่องนี้หวงปินอาจจะเป็นตัวตั้งตัวตีด้วยซ้ำ แล้วโยนขี้ให้หูเย่าเซิงที่ตายไปแล้วรับจบ" ผู้อาวุโสสูงสุดเหยียนฝูตั้งข้อสังเกต
"ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อหูเย่าเซิงก็ตายไปหลายปีแล้ว ทำไมช่วงหลังๆ มานี้ ถึงยังมีเศษสมุนไพรหายไปอยู่อีกล่ะ"
ผู้อาวุโสสูงสุดชุ่ยซินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางกวาดสายตามองมาทางพวกคนปลูกสมุนไพร ซึ่งสวี่มู่ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ผู้อาวุโสสูงสุดเหยียนฝูก็มองตาม สีหน้าเคร่งเครียด "ตามที่หวงปินให้การ เขาอ้างว่าโดนหูเย่าเซิงล่อลวง พอเห็นแก่ได้ก็เลยถอนตัวไม่ขึ้น ก็เลยต้องหาคนอื่นมาสวมรอยทำเรื่องชั่วๆ นี่ต่อ ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงไม่กี่ปีมานี้ หวงปินนี่แหละตัวการใหญ่ หนีความผิดไม่พ้นแน่"
"แล้วคนที่มันหามาสวมรอยแทนล่ะคือใคร"
ประโยคนี้ทำเอาพวกคนปลูกสมุนไพรและคนเฝ้าสวนสะดุ้งโหยง
นั่นแปลว่าหวงปินเป็นคนชี้ตัวสินะ แล้วถ้ามันชี้ใคร คนนั้นก็ซวยสุดๆ ไปเลยสิ
"คงไม่น่าจะปรักปรำข้าหรอกมั้ง ข้าเพิ่งมาทำได้แค่ห้าปี ถ้าจะหาแพะรับบาปก็ไม่น่าจะเป็นข้านะ... แต่ข้าดันมาเสียบแทนไอ้หูเย่าเซิงที่ตายไปนี่สิ..." สวี่มู่เริ่มใจคอไม่ดี ภาวนาขอให้อย่าซวยไปด้วยเลย
สายตาของผู้อาวุโสสูงสุดเหยียนฝูกวาดมองไปที่แถวคนเฝ้าสวน ก่อนจะเลื่อนมาทางกลุ่มคนปลูกสมุนไพร แล้วไปหยุดอยู่ที่ผู้เฒ่าอวี๋
"อวี๋ฮั่นหลิน"
"หา?" ผู้เฒ่าอวี๋เข่าอ่อนทรุดฮวบทันที
"ขะ... ข้าไม่ได้ทำนะขอรับ! ข้าไม่เคยหยิบฉวยอะไรไปเลยจริงๆ!"
เขาลนลานทำอะไรไม่ถูก หน้าซีดเผือดเหมือนจะร้องไห้
สวี่มู่โล่งอกที่ตัวเองรอดพ้นมาได้ แต่ก็อดรู้สึกหนักอึ้งในใจไม่ได้
เขารู้สึกว่าคนอย่างผู้เฒ่าอวี๋ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่ๆ ร้อยทั้งร้อยคงโดนจับทำแพะรับบาปแหงๆ
คนปลูกสมุนไพรที่ขยันขันแข็งที่สุดอย่างผู้เฒ่าอวี๋ กลับต้องมาเจอจุดจบแบบนี้ซะได้
ผู้อาวุโสสูงสุดชุ่ยซินนิ่งเงียบไม่พูดอะไร สายตามองเลยไปยังบ้านพักของพวกคนปลูกสมุนไพร
ศิษย์จากหอลงทัณฑ์หลายคนกำลังขี่กระบี่เหาะตรงมา ในมือถือของต้องสงสัยหลายชิ้นที่ค้นเจอในบ้านพักของพวกคนปลูกสมุนไพร