- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 6 วิถีเซียนและวิถีมาร
บทที่ 6 วิถีเซียนและวิถีมาร
บทที่ 6 วิถีเซียนและวิถีมาร
บทที่ 6 วิถีเซียนและวิถีมาร
หลังจากหลบหน้าอยู่หลายวัน ในที่สุดหวังหยินก็เลิกมาตอแย
หมอนั่นอยากฮุบโอสถสร้างฐานของมู่ฉางเฟิง ไม่จำเป็นต้องผ่านสวี่มู่ก็ได้ สวี่มู่ก็เลยได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้ง
วันนี้ผู้อาวุโสเฉินเสวียนชวนเขามาเดินหมากอีก
สวนหลังหอถ่ายทอดวิชากว้างขวางเอาเรื่อง มีทั้งภูเขาจำลอง สายน้ำ ดอกไม้ใบหญ้า บรรยากาศร่มรื่นน่านั่งพักผ่อนหย่อนใจ
บนโต๊ะหินมีกระดานหมากรุกวางอยู่ ทั้งสองคนกำลังดวลหมากกัน
สวี่มู่เดินหมากไปพลาง ก็ถือโอกาสขอคำชี้แนะ "ผู้อาวุโส วิชาหลอมโอสถที่ข้าเรียนมาสามเดือนแล้ว แต่ก็ยังจับจุดไม่ได้เลย ขบคิดเท่าไหร่ก็ไม่แตกฉาน ท่านพอจะชี้แนะข้าอีกสักนิดได้หรือไม่"
วิชาหลอมโอสถแบ่งออกเป็นหนึ่งถึงเก้าเปลี่ยน สำหรับใช้หลอมโอสถเก้าระดับตามลำดับ
เขาควักเงินยันต์ตั้งหนึ่งร้อยเหรียญไปแลกวิชาหลอมโอสถระดับหนึ่งมาจากหอสมบัติ แต่ดันเรียนไม่รู้เรื่อง งานนี้ขาดทุนย่อยยับของจริง
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนวางหมากขาวลงบนกระดาน ยิ้มบางๆ แล้วอธิบาย "วิชาหลอมโอสถนี่นะ มันก็มีหลักการเดียวกับวิชาหลอมปราณนั่นแหละ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ วิชาหลอมปราณมันพัฒนามาจากวิชาหลอมโอสถ
ปราชญ์โบราณเฝ้าสังเกตฟ้าดิน ทำความเข้าใจในมหาเต๋า เอาของวิเศษจากธรรมชาติมาหลอมเป็นโอสถเพื่อกิน นั่นแหละคือวิถีแห่งการฝึกตนในยุคแรกเริ่ม
ต่อมา คนก็เลยมองร่างกายตัวเองเป็นโอสถ ใช้ฟ้าดินเป็นเตาหลอม แล้วหลอมกลั่นตัวเองซะเลย นี่ก็คือที่มาของวิชาหลอมปราณ
เจ้าต้องเข้าใจนะว่า การหลอมโอสถมันคือวิถีแห่งเต๋า ไม่ใช่แค่วิชาหรือเทคนิค มันถึงได้เรียนยากไง ต้องอาศัยความเข้าใจของตัวเองล้วนๆ"
สวี่มู่พยักหน้าอย่างจนใจ
ยิ่งเรียน เขาก็ยิ่งซึ้งถึงความล้ำลึกของวิชาหลอมโอสถ
การหลอมโอสถไม่ใช่แค่เอาไฟต้มให้สมุนไพรรวมกันแล้วจะได้โอสถออกมา
วัตถุดิบหลอมโอสถมีสารพัดอย่าง ไม่ได้มีแค่สมุนไพร แต่ยังมีพวกแร่ธาตุ ของหายากต่างๆ ไอ้ของพวกนี้มันจะไปรวมตัวกันเป็นยาเม็ดกลมๆ ได้ยังไงล่ะ ถ้าไม่มีพลังลึกลับบางอย่างมาช่วยประสาน
หัวใจสำคัญของการหลอมโอสถก็คือพลังลึกลับที่ว่านี่แหละ เขาเรียกกันว่า 【กลิ่นอายโอสถ】
คนที่สัมผัสถึงกลิ่นอายโอสถไม่ได้ ต่อให้พยายามแค่ไหนก็หลอมโอสถไม่สำเร็จหรอก อย่างมากก็ทำได้แค่เป็นลูกมือช่วยเตรียมวัตถุดิบให้คนอื่นเท่านั้น
สภาพของสวี่มู่ตอนนี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ ขั้นตอนการหลอมโอสถเขาก็ทำได้คล่องแคล่วแล้วนะ แต่ก็ยังหลอมออกมาเป็นโอสถไม่ได้สักที
"เรื่องนี้ข้าก็สอนเจ้าไม่ได้หรอกนะ เจ้าต้องไปทำความเข้าใจเอาเอง" ผู้อาวุโสเฉินเสวียนบอก
"เอาเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว..." สวี่มู่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินหมากต่อ
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนเห็นว่าเขายังคงมีสมาธิจดจ่อ ไม่ได้วอกแวกเลยแม้แต่น้อย ก็เลิกคิ้วขึ้น "ข้านึกว่าเจ้าจะร้อนใจซะอีกนะ ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนก็ต้องเรียนวิชาหลอมโอสถกันทั้งนั้น คนที่เรียนไม่สำเร็จ เส้นทางสู่การเป็นเซียนก็จะตีบตันกว่าคนอื่นนะ"
สวี่มู่หัวเราะเบาๆ "ศิษย์ใช้วิธีปล่อยจอยน่ะ ชีวิตคนเรามันสั้นนัก แต่ความรู้นั้นไร้ขอบเขต เอาชีวิตที่แสนสั้นไปวิ่งตามความรู้ที่ไร้ขอบเขต มีแต่จะเหนื่อยเปล่า"
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา "กระจ่างแจ้ง! ถึงเจ้าจะอยู่แค่ขั้นหลอมปราณขั้นห้า แต่มีจิตใจที่กระจ่างแจ้งเข้าถึงเต๋าขนาดนี้ หาได้ยากจริงๆ"
"ผู้อาวุโสชมเกินไปแล้ว" สวี่มู่ประสานมือถ่อมตัว
"ฮ่าๆ ระหว่างเราสองคนไม่ต้องเกรงใจกันหรอก ถ้าไม่ติดว่าเจ้ายังเด็กเกินไป เราสองคนเรียกกันว่าสหายผู้ฝึกตนก็ยังได้เลยนะ" ผู้อาวุโสเฉินเสวียนพูดด้วยรอยยิ้ม
"เอ๋ ศิษย์จะกล้าตีตนเสมอท่านได้ยังไง ผู้อาวุโสอย่าล้อศิษย์เล่นแบบนี้สิ" สวี่มู่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนยิ้มๆ แล้วเดินหมากต่อ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก "ด้วยนิสัยใจคอของเจ้า ไม่แน่ว่าอาจจะ..."
แต่พอพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ส่ายหน้า "ช่างเถอะ ถือซะว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน"
สวี่มู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "ผู้อาวุโสทำไมถึงพูดจาอึกอักล่ะ มีเรื่องอะไรลำบากใจจะพูดหรือ"
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น "เจ้าเคยได้ยินเรื่องวิถีมารไหม"
"วิถีมารเหรอ หมายถึงพวกผู้ฝึกตนมารที่คนทั้งโลกเกลียดชังนั่นน่ะหรือ"
"ใช่แล้ว แต่จริงๆ แล้ววิถีมารในยุคแรกเริ่มไม่ได้เป็นที่รังเกียจเหมือนอย่างทุกวันนี้หรอกนะ
เมื่อหมื่นปีก่อน ปรมาจารย์วิถีมารยังเป็นที่เคารพยกย่องอยู่เลย แต่ลูกศิษย์ลูกหามักจะหลงผิดไปทำเรื่องชั่วช้าเลวทราม ชื่อเสียงของวิถีมารก็เลยป่นปี้ไม่มีชิ้นดี"
"โอ้ รบกวนผู้อาวุโสช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยเถอะ" สวี่มู่เริ่มสนใจขึ้นมาทันที
เป็นที่รู้กันดีว่า ผู้ฝึกตนมารคือสัญลักษณ์ของคนเลวทราม
ไอพิษที่ผู้ฝึกตนฝ่ายเซียนขยะแขยงจนไม่อยากเข้าใกล้ กลับเป็นของโปรดของพวกผู้ฝึกตนมาร พวกมันจงใจดึงไอพิษมาใช้ฝึกตน ก่อกรรมทำเข็ญ สารพัดความชั่ว
แต่ผู้อาวุโสเฉินเสวียนกลับยิ้มบางๆ แล้วอธิบาย "แก่นแท้ของวิถีมารที่แท้จริงคือ 【รักษาสันดานดิบ ปกป้องตัวตนที่แท้จริง ไม่ปล่อยให้วัตถุภายนอกมาพันธนาการร่างกาย】 ต่างหาก
รักษาสันดานดิบ หมายถึงการโอนอ่อนผ่อนตามธรรมชาติของมนุษย์
ปกป้องตัวตนที่แท้จริง หมายถึงการรักษาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้
แต่ผู้ฝึกตนมารส่วนใหญ่รู้จักแค่รักษาสันดานดิบ แต่ไม่ยอมปกป้องตัวตนที่แท้จริง ผลก็คือถูกไอพิษกลืนกิน จิตใจเสื่อมทราม จนนำไปสู่การกระทำเรื่องโหดเหี้ยมอำมหิตพวกนั้นยังไงล่ะ"
สวี่มู่ลองคิดตาม "ไอพิษมันทำให้จิตใจปั่นป่วนอยู่แล้ว เอาของพรรค์นั้นมาฝึกตน ย่อมต้องเป็นอันตรายอย่างมหันต์ ข้าว่าก็ไม่เห็นจะน่าฝึกตรงไหนเลย"
"เฮ้อ เจ้ายังไม่รู้อะไร ที่ผู้ฝึกตนมารยังคงมีให้เห็นอยู่เกลื่อนกลาดกำจัดยังไงก็ไม่หมด เป็นเพราะว่าการฝึกวิชามารมันไม่มีคอขวดน่ะสิ ก้าวหน้าเร็วกว่าวิชาหลอมปราณของฝ่ายเซียนตั้งเยอะ แต่หัวใจสำคัญของมันก็ยังอยู่ที่การขัดเกลาจิตใจอยู่ดี"
สวี่มู่นิ่งเงียบไป จู่ๆ เขาก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนอีกฝ่ายกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้าสู่วิถีมารยังไงยังงั้น
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนยิ้ม พลางล้วงเอาคัมภีร์ลับเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
"ถึงผู้ฝึกตนมารจะเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป แต่วิถีมารก็ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง นิกายใหญ่ๆ ล้วนมีตำราพวกนี้เก็บไว้ทั้งนั้นแหละ
วิถีแห่งเต๋าไม่มีแบ่งแยกสูงต่ำ มันขึ้นอยู่กับผู้ฝึกตนแต่ละคนต่างหาก
คัมภีร์เล่มนี้อาจารย์ของข้าเป็นคนให้มา ถ้าเจ้าสนใจ ข้าจะให้ยืมไปอ่านดู แต่จำไว้นะว่าห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด"
สวี่มู่อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอาจริง
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนยิ้มบางๆ วางคัมภีร์วิถีมารเล่มนั้นลงบนกระดานหมากรุก ภายนอกดูธรรมดาๆ เหมือนหนังสือทั่วๆ ไป
แต่ในใจของสวี่มู่กลับมีสัญญาณเตือนภัยดังลั่น
ใครๆ ก็อยากฆ่าผู้ฝึกตนมารให้ตายตกไปตามกัน ขืนมีคนรู้ว่าเขาฝึกวิชามารล่ะก็ คงได้ตายศพไม่สวยแน่ๆ
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนเป็นคนสุภาพอ่อนโยน เป็นที่เคารพรักของทุกคนก็จริง แต่ตอนนี้รากฐานเต๋าได้รับความเสียหาย ระดับพลังก็หยุดชะงัก
อาจารย์ของเขาให้เขามาอยู่ที่นี่เพื่อขัดเกลาจิตใจและศึกษาวิถีมาร เป็นไปได้ไหมเนี่ย
เป็นไปได้สูงมากทีเดียว
แล้วถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาล่ะ
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนอาจจะมีอาจารย์ระดับแก่นทองคำคอยคุ้มครอง แต่เขาล่ะ ใครจะมาคุ้มครองเขา
สวี่มู่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาหลายปี เขาไม่กลัวพวกคนเลวที่ชอบหาเรื่องหรอก แต่ที่เขากลัวที่สุดคือพวกที่หน้าเนื้อใจเสือ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอแบบนี้นี่แหละ ขืนพลาดท่าไปโดนหลอกใช้ คงได้ตายเปล่าแน่ๆ
เขาลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ชักมือกลับแล้วฝืนยิ้ม "ผู้อาวุโสคงกำลังทดสอบจิตใจของศิษย์อยู่แน่ๆ เลย ศิษย์เป็นคนรักสงบ เกือบจะหลงกลท่านซะแล้ว"
ผู้อาวุโสเฉินเสวียนมองเขาลึกๆ ยิ้มพยักหน้าแล้วเอ่ยปาก "จิตใจของเจ้าหนักแน่นไม่ธรรมดาจริงๆ ใครๆ ก็พากันหัวเราะเยาะว่าเจ้าเอาแต่ปลูกผักไปวันๆ โดยไม่รู้เลยว่า ยิ่งผู้ที่มีระดับพลังสูงส่ง ก็ยิ่งเข้าใจถึงความสำคัญของจิตใจ"
"ท่านชมเกินไปแล้ว" สวี่มู่รีบถ่อมตัว
แต่ใครจะไปคิดว่าผู้อาวุโสเฉินเสวียนจะเลิกเดินหมากดื้อๆ เขาผลักหนังสือเล่มนั้น กวาดหมากบนกระดานจนกระจุยกระจาย แล้วยิ้มบางๆ "หนังสือเล่มนี้เจ้าเอาไปอ่านเถอะ ไม่เป็นไรหรอก"
"ห๊ะ" สวี่มู่ถึงกับหน้าเหวอ
"ผู้อาวุโส ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่ไหม" เขาถามเสียงอ่อย
"หน้าตาข้าเหมือนคนล้อเล่นรึไง" ผู้อาวุโสเฉินเสวียนยิ้มบางๆ แววตาเรียบเฉยจนน่ากลัว
"แล้วถ้าเกิดมีคนรู้เข้าล่ะ..."
"เรื่องนี้รู้กันแค่เจ้ากับข้า แล้วจะมีคนที่สามรู้ได้ยังไง"
สวี่มู่เห็นว่าเขาเอาจริง ก็จำใจต้องรับหนังสือเล่มนั้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
สีหน้าของผู้อาวุโสเฉินเสวียนดูอ่อนโยนขึ้น เขายิ้มแล้วพูดว่า "วิถีแห่งเต๋ามีมากมายหลายสาย การหาวิถีที่เหมาะกับตัวเองต่างหากถึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง
ถึงแม้เจ้าจะหัวทึบไปหน่อย แต่ข้อดีคือมีจิตใจสงบนิ่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะเหม็งที่สุดสำหรับการฝึกวิถีมาร ลองดูสิ ไม่แน่เจ้าอาจจะค้นพบเส้นทางที่รุ่งโรจน์ของตัวเองก็ได้นะ"
สวี่มู่ได้แต่ยิ้มแหยๆ พยักหน้าเออออไปตามน้ำ เพราะโดนอีกฝ่ายหว่านล้อมซะขนาดนี้
ตกลงว่าอีกฝ่ายฝึกวิชามารหรือเปล่าเนี่ย หรือว่าแค่อยากเอาเขามาเป็นหนูทดลองกันแน่
น่าหงุดหงิดชะมัด นึกว่าซุกหัวอยู่ในสำนักแล้วจะปลอดภัย ที่ไหนได้ดันมีดงระเบิดอยู่เต็มไปหมด เพิ่งจะเหยียบกับระเบิดหวังหยินมาหมาดๆ นี่ก็มาเหยียบระเบิดลูกใหม่อีกแล้ว
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้ากลับไปทำความเข้าใจก่อนเถอะ ถ้าตรงไหนไม่เข้าใจก็ค่อยมาถามข้า" ผู้อาวุโสเฉินเสวียนตัดบท
"...ขอรับ"
ทีนี้สวี่มู่ก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้เลือกเขา
ทำเป็นพูดจาดี มีเมตตา ที่แท้ก็มัดมือชก ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธเลยนี่หว่า