- หน้าแรก
- เป็นอมตะก่อน ค่อยฝึกเซียน
- บทที่ 3 สิบปี
บทที่ 3 สิบปี
บทที่ 3 สิบปี
บทที่ 3 สิบปี
วันนี้ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาเอื่อยๆ แสงแดดสาดส่องสดใส
บนเส้นทางภูเขาที่ขรุขระ ชายคนหนึ่งหาบตะกร้า เดินเหินอย่างรวดเร็วราวกับเหาะ
ในฐานะศิษย์รับใช้ เมื่อไม่มีรากวิญญาณก็ไม่อาจฝึกตนเพื่อเป็นเซียนได้ แต่เขายังสามารถฝึกวรยุทธ์ได้ เส้นทางภูเขาแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย
แต่ไอ้ถังไม้สองใบที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนคานหาบนี่สิ ทำเอาเขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ กลัวของข้างในจะหกเลอะเทอะออกมา
ฝาถังไม้นั้นถูกคลุมด้วยผ้าสกปรกๆ ปิดเอาไว้ซะมิดชิดเพื่อกลบเกลื่อนสิ่งปฏิกูลที่อยู่ข้างใน
ไม่นานเขาก็หาบถังขี้มาส่งถึงบนภูเขานอกหมู่บ้านเซียน แต่หลังจากยืนรออยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของท่านเซียน จึงต้องเดินคอตกกลับไปอย่างผิดหวัง
ตอนที่เขาเดินกลับมาได้สักระยะหนึ่ง ก็เห็นขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กๆ ตั้งตระหง่านอยู่กลางทาง
ชายคนนั้นเพ่งมอง พอเห็นชัดๆ ก็หน้าบานเป็นจานเชิง รีบวิ่งเข้าไปเก็บขวดกระเบื้องขึ้นมา แล้วประสานมือคารวะไปรอบทิศทางปากก็พร่ำบอก "ขอบคุณท่านเซียน ขอบคุณท่านเซียน"
สวี่มู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ยิ้มออกมาบางๆ แล้วหมุนตัวกลับไปหิ้วถังขี้สองใบนั้นมา
แปลงสมุนไพรบนภูเขาเซียนไม่เคยใช้ปุ๋ยบำรุงดินเลย พวกเขาใช้วิธีปลูกหมุนเวียนแบบดั้งเดิม พอที่ดินหมดสภาพก็ปล่อยทิ้งร้างไปสักสองสามปี รอให้ดินฟื้นตัวแล้วค่อยกลับมาปลูกใหม่
การชี้ขาดว่าแปลงสมุนไพรนั้นจะยังปลูกต่อได้หรือไม่ เป็นอำนาจของผู้คุมกฎหวัง
เขาสามารถบอกได้ว่าแปลงสมุนไพรนี้กลายเป็นที่ดินรกร้างแล้ว จึงต้องปล่อยทิ้ง หรือจะอ้างว่ายังปลูกต่อได้อีกสักปีสองปี แล้วส่งมอบให้เด็กใหม่มาดูแลต่อก็ได้ทั้งนั้น
ช่องโหว่ตรงนี้มันมีเยอะมาก แถมยังมีเหตุผลมารองรับสารพัด คนที่โดนโยนงานมาให้ก็ทำได้แค่น้ำท่วมปาก
ถ้าไม่อยากตกที่นั่งลำบากแบบนี้ก็ง่ายนิดเดียว... จ่ายส่วยไงล่ะ
สวี่มู่ได้ยินสหายผู้ฝึกตนที่เป็นเพื่อนบ้านเมาท์กันว่า ไอ้นี่มันทำแบบนี้มาหลายรอบแล้ว
เล่าลือกันว่า หลังจากเขากินโอสถสร้างฐานเข้าไปแล้วแต่ก็ยังทะลวงด่านไม่สำเร็จ พอเห็นว่าอายุขัยใกล้จะหมดลงก็ไม่ยอมถอดใจ เลยสรรหาสารพัดวิธีมากอบโกยเงินทอง หวังจะเอาไปซื้อยามารีดพลังต่อ
สวี่มู่เดาว่า ด้วยระดับพลังแค่ขั้นหลอมปราณขั้นสามของตน คงทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาต้องได้ของดีอะไรมาจากโลกมนุษย์แน่ๆ แถมยังเพิ่งมาจากโลกมนุษย์ ไม่รู้จักมักจี่ใครที่นี่ คงหัวอ่อนหลอกง่าย
เมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็เลยก้มหน้าก้มตาปลูกสมุนไพรไปวันๆ ไม่ได้ทำตัวโดดเด่นอะไร แล้วก็ไม่ได้เอาของไปเซ่นไหว้อีกฝ่ายด้วย ทำตัวเหมือนชาวนาจากโลกมนุษย์ที่วันๆ รู้จักแต่ทำไร่ไถนา
นานวันเข้า ผู้คุมกฎหวังและพวกที่แอบจับตาดูเขาอยู่เงียบๆ ก็เลิกสนใจเขาไปเอง
...
เผลอแป๊บเดียว ก็มาอยู่ที่นิกายชิงหลานได้สิบปีแล้ว
ระดับพลังของสวี่มู่ขยับจากขั้นหลอมปราณขั้นสามมาเป็นขั้นหลอมปราณขั้นห้า
ความเร็วระดับนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับศิษย์สายนอก ดีไม่ดีอาจจะถือว่าค่อนข้างเร็วด้วยซ้ำ เพราะสิบปีมานี้เขาเอาแต่ปลูกสมุนไพร จนกรอบเป็นข้าวเกรียบ ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อโอสถมากินสักเม็ด
แต่ถ้ายังขืนชักช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้ต่อไป ชาตินี้ก็คงไม่มีหวังทะลวงถึงระดับสร้างฐานได้แน่ๆ
ยิ่งระดับพลังสูงขึ้น การฝึกตนก็ยิ่งยากขึ้น พออายุเลยแปดสิบเอ็ดปี พลังปราณก็จะ "เสื่อมถอย" หมดโอกาสทะลวงสู่ขั้นสร้างฐานอีกต่อไป
ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ก็ลงเอยแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
"ศิษย์น้อง เจ้าไม่คิดจะดิ้นรนไขว่คว้าอะไรเลยรึไงเนี่ย"
ศิษย์พี่ม่อเหยารับหน้าที่ดูแลเด็กใหม่ในหอถ่ายทอดวิชา เป็นคนที่รู้ความคืบหน้าในการฝึกตนของสวี่มู่ดีที่สุด พอเห็นเขาทำตัวชิลๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร นางก็อดสงสัยไม่ได้
"ไขว่คว้าอะไรล่ะ" สวี่มู่ถามด้วยความงุนงง
"...ก็พวกวาสนา โอกาส หรืออย่างน้อยก็ไปรับภารกิจที่หอเกียรติยศ หาเงินยันต์เพิ่มสักหน่อย มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกเหรอ นี่อะไร สิบปีแล้ว เอาแต่ปลูกผักอยู่นั่นแหละ"
"อืม... ศิษย์พี่ ข้าว่าปลูกสมุนไพรมันก็ดีออกนะ มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกเดือน พอเก็บเงินได้ครบก็ไปซื้อของ แถมข้ายังมองเห็นภาพชัดเจนด้วยว่าจะเก็บเงินได้ครบตอนไหน"
"...เจ้านี่มันโคตรสุดยอดจริงๆ"
"ศิษย์พี่ชมเกินไปแล้ว" สวี่มู่เกาหัวแก้เขิน
ม่อเหยาหลุดขำพร้อมกับส่ายหน้า
เวลาคนเราหมดคำจะพูด มันก็จะหัวเราะออกมาเองแหละ
"ระดับพลังของศิษย์พี่ก็ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ยินดีด้วยนะศิษย์พี่" สวี่มู่ยิ้มแย้ม
ม่อเหยาพยักหน้า ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย "หลอมปราณขั้นแปด ชาตินี้ก็คงมีโอกาสทะลวงสู่ขั้นสร้างฐานแหละ แต่ก็คงได้แค่นี้แหละนะ
พูดไปแล้ว... เมื่อก่อนข้าก็เคยกลุ้มใจกระวนกระวายเรื่องพวกนี้นะ แต่ช่วงหลายปีมานี้ก็เริ่มปลงตกได้แล้วล่ะ
เพราะพอมีเจ้าอยู่เนี่ย ระดับพลังก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ โอกาสจะทะลวงสู่ขั้นสร้างฐานยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่เจ้าก็ยังทำตัวลอยชายไม่สนโลกได้ขนาดนี้ ข้าก็เลยคิดว่าตัวเองก็คงไม่ต้องไปเครียดให้ปวดหัวหรอก"
สวี่มู่หัวเราะเจื่อนๆ
"ข้าก็แค่รู้สึกว่า... ไม่เห็นต้องรีบร้อนอะไรเลย... ของมันจะมาเดี๋ยวก็มาเองแหละ ฝืนไปก็เหนื่อยเปล่า"
"เหอะ ไปอ่านคัมภีร์เต๋าในหอถ่ายทอดวิชามานิดหน่อย ก็ดันจำเรื่องการขัดเกลาจิตใจมาซะได้" ม่อเหยาแค่นเสียงเย็น
"ขนาดผู้อาวุโสเฉินเสวียนยังชอบเรียกเจ้าไปจิบชาด้วยเลย เก่งไม่เบานี่"
พอสวี่มู่ได้ยินคำพูดประชดประชันของนาง ก็รีบยกมือยอมแพ้ "ศิษย์พี่ ท่านอย่าเพิ่งเหน็บแนมข้าเลย ศิษย์น้องอย่างข้าจะไปมีความสามารถอะไรกัน ก็แค่เป็นคนสบายๆ ไม่คิดมากเท่านั้นเอง"
ม่อเหยาทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ หอบคัมภีร์เต๋าเดินตรงไปที่ห้องเรียน
สวี่มู่ยิ้มแห้ง รีบเดินตามไปช่วยนางเตรียมตัวสอน
นี่คืองานเสริมที่เขาเพิ่งได้มาเมื่อเดือนที่แล้ว โดยผู้อาวุโสเฉินเสวียนเป็นคนแนะนำให้
ตลอดสิบปีมานี้ นอกจากปลูกผักกับฝึกตนแล้ว พอไม่มีตังค์ซื้อของบำรุง เขาเลยชอบแวบไปยืมตำราเต๋าที่ให้อ่านฟรีในหอถ่ายทอดวิชามานั่งอ่าน อ่านไปอ่านมาก็กลายเป็นพวกหนอนหนังสือไปเลย
พอผู้อาวุโสเฉินเสวียนเห็นแววเข้า ช่วงนี้เลยชอบชวนเขาไปนั่งจิบชา ดวลหมากรุก นั่งคุยจิปาถะกันบ่อยๆ
ศิษย์พี่เห็นเข้าก็ออกอาการหมั่นไส้อย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าสวี่มู่จะพยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่สะดุดตา แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เขากลายเป็นคนดังในหมู่บ้านไม้เหนือไปซะแล้ว
โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ได้นำพาความยุ่งยากอะไรมาให้ แถมยังมีข้อดีตรงที่ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเขา เขาเลยปล่อยเลยตามเลย
วันนี้เพิ่งรับเงินเดือนมาหมาดๆ เขาเลยตั้งใจจะไปเดินดูของที่ตลาดในนิกายสักหน่อย กะว่าจะเอาเงินเก็บตลอดหลายปีที่มีไปลองเสี่ยงดวงดู เผื่อจะฟลุ๊คได้ของวิเศษมือสองติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง จะได้ไม่ต้องทนใช้แค่ไอ้กระบี่บินที่แจกฟรีตอนเข้าสำนักอยู่อย่างนี้
ข้อดีของการทำไร่ทำนาก็คือรายได้มั่นคงนี่แหละ แต่รายได้มันก็น้อยจริงๆ นะเออ
ก็เพราะเหตุนี้แหละ ศิษย์พี่ถึงได้วิจารณ์ว่าเขาเป็นพวกไร้ความรู้สึก ไร้เป้าหมาย ทนทำงานเงินเดือนน้อยๆ แบบนี้มาได้ยังไงตั้งสิบปี
สวี่มู่ได้แต่ยิ้มรับ ไม่รู้จะตอบโต้ยังไงดี
...
ใกล้ๆ กับใจกลางเทือกเขาชิงหลาน มีภูเขาลูกหนึ่งที่เต็มไปด้วยดอกสาลี่บานสะพรั่ง จึงถูกเรียกว่า ภูเขาดอกสาลี่
สวี่มู่เหยียบกระบี่บินมาถึงที่นี่
เบื้องล่างคือพื้นอิฐหินสีเขียว มีต้นสาลี่งอกงามแทรกอยู่ตามรอยแยกของแผ่นอิฐ
ดอกสาลี่สีขาวร่วงหล่นโปรยปรายลงมาบนแผงลอยใต้ต้นไม้
ว่ากันว่าเมื่อก่อนที่นี่เคยเป็นสถานที่ชมดอกไม้ของศิษย์ในสำนัก แต่ต่อมาก็เริ่มมีคนเอาของมาวางขาย จนกลายเป็นตลาดนัดไปในที่สุด
ในนิกายชิงหลานแห่งนี้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสิ่งของหลักๆ แล้วมีอยู่สองวิธี
วิธีแรกคือการซื้อขายกับนิกายผ่านหอสมบัติ ซึ่งเป็นช่องทางที่เป็นทางการ
ส่วนอีกวิธีคือตลาดเสรีระหว่างศิษย์ในนิกายด้วยกันเอง
ยกเว้นสิ่งของที่นิกายห้ามซื้อขายเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกหรือสายใน ก็สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองได้อย่างอิสระ โดยใช้เงินยันต์เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน
เงินยันต์เป็นสกุลเงินสากลที่ใช้กันทั่วทั้งโลกผู้ฝึกตน มีเพียงผู้ฝึกตนระดับบรรลุเทวะเท่านั้นที่มีสิทธิ์สร้างเงินยันต์ได้ มันเป็นตัวแทนของ 【เต๋า】 ของเทวะผู้สร้าง จึงไม่มีใครสามารถปลอมแปลงได้
ส่วนที่ว่าเงินยันต์ที่สร้างขึ้นมาจะได้รับความนิยม หรือมีมูลค่ามากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและความน่าเชื่อถือของเทวะผู้นั้น
เงินยันต์ที่ใช้กันในนิกายชิงหลานก็คือ "ยันต์ฝูเหยา" ที่ออกโดยเทวะฝูเหยาแห่งนิกายเบื้องบน
ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนจากการทำงาน หรือรางวัลจากภารกิจของหอเกียรติยศ ล้วนจ่ายด้วยเงินยันต์ทั้งสิ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างมาก
จนถึงตอนนี้ บนภูเขาดอกสาลี่ก็ยังมีคนมาเดินเล่นชมดอกไม้ และมีคนมาตั้งแผงลอยขายของ บรรยากาศดูผ่อนคลายสบายๆ
สวี่มู่เดินทอดน่องไปตามทางบนภูเขาอย่างไม่รีบร้อน
แต่ก่อนถึงจะไม่มีตังค์ เขาก็ชอบมาเดินเล่นที่นี่อยู่ดี อย่างแรกเลยคือได้มาดูดอกไม้ อย่างที่สองก็คือมาเปิดหูเปิดตา ดูว่ามีของแปลกๆ อะไรบ้าง
สักพักเขาก็หยุดยืนอยู่หน้าแผงลอยแผงหนึ่ง จ้องมองของสามชิ้นที่วางอยู่บนแผงอย่างพินิจพิเคราะห์
เจ้าของแผงเป็นชายวัยกลางคน นั่งขัดสมาธิหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่บนพื้น ไม่สนใจลูกค้าที่เข้ามาดูของเลยแม้แต่น้อย
สวี่มู่ถูกใจถุงมิติเก่าๆ ใบหนึ่ง จึงประสานมือถาม "สหายผู้ฝึกตน ถุงมิติใบนี้ขายยังไงรึ"
"แปดสิบเงินยันต์" ชายวัยกลางคนลืมตาขึ้นมาตอบเรียบๆ
"แปดสิบเหรอ ถ้าสภาพมันใหม่กว่านี้อีกนิดก็ว่าไปอย่าง แต่นี่อักขระยันต์บนถุงแทบจะเลือนหายหมดแล้ว คงใช้งานได้อีกไม่กี่ปีหรอก..."
สวี่มู่พูดพลางทำท่าครุ่นคิด จ้องหน้าพ่อค้า
ชายวัยกลางคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น "เจ็ดสิบ ขาดตัว"
"ตกลง"
สวี่มู่พยักหน้ารับ ล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ นับเงินจนครบแล้วส่งให้
ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินปุ๊บรับของปั๊บ รวดเร็วทันใจไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง
เขาไม่ชอบต่อราคาเวลาซื้อของอยู่แล้ว ถ้าเห็นว่าราคาโอเคก็จ่ายเลย
อีกฝ่ายก็ไม่ได้เป็นพ่อค้ามืออาชีพอะไร เลยไม่เล่นลิ้นให้เสียเวลา
พอได้ถุงมิติเก่าๆ มา สวี่มู่ก็ยิ้มแก้มแทบปริ
"ไม่เสียเที่ยวจริงๆ"
ถ้าเป็นถุงมิติใบใหม่เอี่ยม ต้องใช้เงินยันต์ตั้งสามร้อยกว่าเหรียญถึงจะแลกจากหอสมบัติได้
แถมของพรรค์นี้ใครๆ ก็ต้องใช้ การจะหาซื้อมือสองได้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
วันนี้ถือว่าโชคดีจริงๆ แถมบนถุงก็ไม่มีคราบเลือดน่าสงสัยอะไรติดอยู่ด้วย
ต่อจากนี้ไปก็ไม่ต้องหิ้วจอบหิ้วเสียมเหาะไปเหาะมาให้เสียภาพพจน์อีกแล้ว
...
จ่ายไปเจ็ดสิบเงินยันต์ ถุงเงินก็แฟบไปกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือคงเอาไปซื้ออะไรไม่ได้แล้ว ต้องเก็บไว้ซื้อของจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
จู่ๆ เขาก็ชะงักฝีเท้า สายตาจับจ้องไปที่แผงลอยเบื้องหน้า
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เดินเข้าไปใกล้ แล้วประสานมือคารวะ "ศิษย์พี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
พอเจ้าของแผงได้ยินเสียงก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา มองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะฝืนยิ้มออกมา "ที่แท้ก็ศิษย์น้องหลี่นี่เอง ไม่ได้เจอกันนานเลยจริงๆ"
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ใบหน้าดูแก่ลงไปถนัดตา แต่คนตรงหน้าคือมู่ฉางเฟิง คนที่พาเขาเข้าสำนักมาในวันแรกนั่นเอง
สิบปีผ่านไป ผู้ฝึกตนวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เขากลับดูร่วงโรยลงไปอย่างเห็นได้ชัด