- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นคนบ้า ขอฆ่าปีศาจสร้างครอบครัวสุดแกร่ง!
- บทที่ 13 ถ้าอยากเข้าก็ต้องประลอง
บทที่ 13 ถ้าอยากเข้าก็ต้องประลอง
บทที่ 13 ถ้าอยากเข้าก็ต้องประลอง
บทที่ 13 ถ้าอยากเข้าก็ต้องประลอง
ทว่าดูเหมือนจะไม่มีใครคิดจะไขข้อข้องใจให้ฉินเลี่ย
“เอาคำสั่งปราบปีศาจออกมาเถนะ”
ฉินเลี่ยหยิบคำสั่งปราบปีศาจออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้ท่านจ้าว
ท่านจ้าวรับคำสั่งปราบปีศาจไปวางไว้บนจานหินสีดำที่วางอยู่บนโต๊ะ
บนจานหินสลักลวดลายซับซ้อนเอาไว้
ทันทีที่วางคำสั่งปราบปีศาจลงไป ลวดลายเหล่านั้นก็สว่างวาบขึ้นมาทีละจุด
จากนั้นท่านจ้าวก็หยิบเข็มเล่มเล็กออกมา แล้วส่งสัญญาณให้ฉินเลี่ยยื่นมือมา
ฉินเลี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ยื่นมือออกไปทันที
ปลายเข็มทิ่มลงบนปลายนิ้ว หยดเลือดหยดหนึ่งตกลงบนคำสั่งปราบปีศาจ
คำสั่งปราบปีศาจสั่นไหวเบาๆ ตัวอักษรหลายบรรทัดปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของป้าย
【เปิดสิทธิ์การใช้งานสำนักปราบปีศาจเมืองตงเสวียน】
【นักล่าปีศาจฝึกหัด: ฉินเลี่ย】
【ผลงานปัจจุบัน: 0】
【สังกัด: รอการจัดสรร】
ฉินเลี่ยจ้องมองตัวอักษรเหล่านั้นด้วยความตกตะลึง ไม่นึกเลยว่าคำสั่งปราบปีศาจจะมีฟังก์ชันเช่นนี้ด้วย
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เฒ่าจ้าวก็ส่งคำสั่งปราบปีศาจคืนให้ฉินเลี่ย
“เก็บไว้ให้ดี เจ้าหนู นี่คือหลักฐานยืนยันตัวตนของเจ้า”
“นับจากนี้ ไม่ว่าจะเข้าออกสำนักปราบปีศาจ รับภารกิจ สะสมแต้มคุณสมบัติ หรือแลกเปลี่ยนทรัพยากร ล้วนต้องพึ่งพาสิ่งนี้”
“คนอยู่ป้ายอยู่ หากทำป้ายหาย เบาหน่อยก็ถูกหักแต้มคุณสมบัติ หนักหน่อยก็ต้องเข้าคุก”
ฉินเลี่ยได้ยินดังนั้นจึงรีบเก็บคำสั่งปราบปีศาจของตนไว้อย่างดี
เฒ่าจ้าวกล่าวต่อ “ป้ายของเจ้าเป็นเพียงคำสั่งปราบปีศาจระดับนักล่าปีศาจฝึกหัด สิทธิ์การใช้งานจึงจำกัด แต่ของที่ควรจะมีก็มีครบ”
“ฟังก์ชันแรกคือการบันทึกแต้มคุณสมบัติ”
“เจ้าสังหารปีศาจชนิดใดไปบ้าง สังหารไปเท่าไหร่ คำสั่งปราบปีศาจจะบันทึกไว้ทั้งหมด ถึงเวลาก็นำป้ายมาที่หอธุรการเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเสบียง”
“ฟังก์ชันที่สองคือการเก็บของชิ้นเล็กๆ”
“พื้นที่ภายในคำสั่งปราบปีศาจระดับฝึกหัดไม่กว้างนัก ใส่ได้เพียงยารักษาโรคและเสบียงแห้งเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”
“แน่นอนว่าของที่มีชีวิตใส่เข้าไปไม่ได้”
“อีกฟังก์ชันหนึ่งคือการส่งข่าว”
“ตราบใดที่ยังอยู่ในเขตเมืองหรือพื้นที่ที่อาคมของสำนักปราบปีศาจครอบคลุม เจ้าสามารถใช้คำสั่งปราบปีศาจเพื่อขอความช่วยเหลือจากสำนัก หรือรายงานร่องรอยของปีศาจที่พบเจอได้”
“ทว่าหากออกนอกเขตอาคม หรือในที่ที่มีไอปีศาจหนาแน่นเกินไป มันก็อาจใช้งานได้ไม่ดีนัก”
ฉินเลี่ยตั้งใจฟังอย่างจริงจัง เขารู้สึกว่าฟังก์ชันเหล่านี้ของคำสั่งปราบปีศาจคล้ายกับโทรศัพท์มือถือในชาติก่อนของเขาไม่น้อย
หลี่หู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ โพล่งขึ้นมาทันที
“คำสั่งปราบปีศาจของเจ้าตอนนี้ทำได้แค่เรื่องงานเท่านั้นแหละ หากอยากใช้มันคุยเล่นกับคนอื่น ต้องเลื่อนระดับเป็นป้ายทองแดง”
ฉินเลี่ยเหลือบมองเขา
“ป้ายทองแดงถึงจะคุยเล่นกับคนอื่นได้งั้นหรือ?”
หลี่หู่ยิ้มกว้าง
“จะว่าได้ก็ได้ แต่คงไม่มีใครว่างจัดถึงขนาดเอาคำสั่งปราบปีศาจมานั่งคุยเล่นหรอก”
“เพราะยังไงของพรรค์นั้นก็ต้องใช้หินวิญญาณ คนอย่างพวกเรายากจนจะตาย อย่างมากก็ใช้ตอนมีเรื่องด่วนเท่านั้นแหละ”
ฉินเลี่ยพยักหน้า
ตอนนี้เขาเป็นคนจนจริงๆ ในมือเหลือเงินตำลึงอยู่เพียงสามตำลึงกว่าเท่านั้น
เฒ่าจ้าวหยิบห่อผ้าจากข้างตัววางลงบนโต๊ะ
“ของสำหรับนักล่าปีศาจฝึกหัดอยู่ในนี้ทั้งหมด”
“ดาบยาวหนึ่งเล่ม”
“ชุดรัดรูปสีดำสองชุด”
“ผงห้ามเลือดหนึ่งขวด”
“ยันต์ปราบปีศาจระดับต่ำสองแผ่น”
“และวิชาฝึกตนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า《วิชาฝึกตนพื้นฐาน》”
“นี่ถือเป็นสวัสดิการสำหรับสมาชิกใหม่ หากหลังจากนี้ต้องการเพิ่ม ก็ต้องใช้แต้มคุณสมบัติมาแลกเอาเอง”
หลังจากฉินเลี่ยรับห่อผ้ามา เขาก็นำดาบยาวออกมาเป็นอย่างแรก
ฝักดาบเป็นสีดำ เมื่อถือในมือรู้สึกหนักกว่ามีดฟันฟืนมาก
ฉินเลี่ยกุมด้ามดาบแล้วค่อยๆ ชักออกมาบางส่วน ตัวดาบเรียวยาว คมดาบสะท้อนแสงเย็นเยียบออกมา
บนสันดาบสลักตัวอักษรเล็กๆ ไว้หนึ่งตัว
'ปราบ'
เขาพลิกดูดาบเล่มนี้ไปมาด้วยความดีใจ ของชิ้นนี้ดีกว่ามีดฟันฟืนมากนัก
โชคดีที่เมื่อวานเขาไม่ได้เสียเงินไปซื้ออุปกรณ์ ไม่อย่างนั้นคงเสียเงินเปล่าแน่ๆ
หลี่หู่ที่มองอยู่ข้างๆ หัวเราะ
“พอได้แล้ว! รีบเก็บไปเสียที! ดูทำหน้าทำตาเข้าสิ ไม่เคยเห็นของดีหรือยังไง!”
“ดาบเป็นดาบที่ดี แต่มันก็ต้องมีชีวิตอยู่ถึงจะได้ใช้ด้วย”
“ทุกปีสำนักปราบปีศาจแจกดาบไปไม่น้อย แต่คนที่ถือดาบแล้วถูกปีศาจกัดกินจนเหลือแต่กระดูกก็มีไม่น้อยเช่นกัน”
ฉินเลี่ยได้ยินคำพูดของหลี่หู่จึงเก็บดาบเข้าฝักแล้วมองเขา
“วางใจเถอะ ดาบเล่มนี้มาอยู่ในมือข้า ข้าจะทำให้มันคุ้มค่าเกินราคาแน่นอน”
หลี่หู่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา
“ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้”
ฉินเลี่ยหยิบ《วิชาฝึกตนพื้นฐาน》เล่มนั้นออกมา
ปกหนังสือดูธรรมดามากและมีจำนวนหน้าไม่มากนัก
เขาเปิดอ่านดูคร่าวๆ เนื้อหาข้างในล้วนเป็นวิธีการโคจรลมปราณและการขัดเกลาผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูก
ลู่เฉินเอ่ยขึ้นในตอนนั้น
“ตอนที่เจ้าเข้ารับการทดสอบประเมินผล ข้าดูออกว่าร่างกายเจ้ามีพื้นฐานที่ดี แต่เจ้ายังไม่เคยฝึกตนมาก่อน จึงยังไม่เข้าขั้น”
ฉินเลี่ยเงยหน้ามองลู่เฉิน
“ยังไม่เข้าขั้น?”
ลู่เฉินพยักหน้า
“วิถีนักสู้มี 9 ขั้น โดยเริ่มนับจากขั้นที่ 9 เป็นการเริ่มต้น”
“ขั้นที่ 9 คือการขัดเกลาผิวหนัง ขั้นที่ 8 ขัดเกลากล้ามเนื้อและกระดูก ขั้นที่ 7 ขัดเกลาอวัยวะภายใน”
“เหนือขึ้นไปยังมีอีกหลายระดับ ตอนนี้บอกไปเจ้าก็ยังไม่เข้าใจ”
“แรงของเจ้าในตอนนี้เหนือกว่าคนทั่วไปจริง แต่เพราะเจ้าไม่เคยฝึกวิชาฝึกตน ลมปราณในร่างกายจึงกระจัดกระจาย ไม่ได้รวมตัวกัน”
“ดังนั้น หากพูดกันตามตรง เจ้ายังไม่ถือว่าเป็นนักสู้ที่แท้จริง”
“《วิชาฝึกตนพื้นฐาน》เล่มนี้ คือการสร้างรากฐานให้นักล่าปีศาจฝึกหัด”
“เมื่อใดที่เจ้าสามารถฝึกจนเกิดลมปราณได้ เมื่อนั้นถึงจะถือว่าก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 9”
ฉินเลี่ยก้มมองหนังสือในมือ เดิมทีเขาคิดว่าความแข็งแกร่งทางกายภาพของตนเพิ่มขึ้นมาถึง 8 แต้ม และความคล่องตัวก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย น่าจะถือว่ามีฝีมืออยู่บ้าง
ดูท่าแล้วตอนนี้ยังห่างไกลนัก
แต้มคุณสมบัติทำได้เพียงเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย แต่ตัววิชาฝึกตนต่างหากที่เป็นระบบการฝึกฝนที่แท้จริงของโลกใบนี้
ดูท่าวิชาฝึกตนพื้นฐานเล่มนี้ เขาต้องรีบฝึกฝนให้เร็วที่สุดเสียแล้ว
ในตอนนั้นเอง เฒ่าจ้าวก็เคาะโต๊ะอีกครั้ง
“สวัสดิการแจกหมดแล้ว ต่อไปต้องบอกกฎระเบียบให้เจ้าฟัง จะได้ไม่ต้องมานั่งสงสัยว่าทำไมถึงถูกลงโทษ”
“ข้อที่สำคัญที่สุดคือ เห็นปีศาจต้องรายงาน หากเจ้าสังหารได้ก็สังหาร หากสังหารไม่ได้ให้ขอความช่วยเหลือ อย่าได้ฝืนทำตัวเก่งเด็ดขาด”
“ข้อที่สองคือ ห้ามเก็บซากปีศาจ กระดูกปีศาจ และแก่นปีศาจไว้เป็นของส่วนตัว สิ่งเหล่านี้ต้องลงทะเบียนบันทึกไว้ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก”
“ข้าต้องเตือนเจ้าไว้อีกอย่าง อย่าได้คิดตุกติก ในเมื่อคำสั่งปราบปีศาจบันทึกแต้มคุณสมบัติได้ มันก็สามารถบันทึกกระบวนการทั้งหมดตอนที่เจ้าสังหารปีศาจได้เช่นกัน”
“ข้อที่สามคือ ผลงานของภารกิจจะแบ่งตามส่วนที่ทำ อย่าโลภในผลงานและอย่าแย่งผลงานผู้อื่น”
“ข้อที่สี่ นักล่าปีศาจฝึกหัดห้ามรับภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงโดยลำพัง หากต้องการรับภารกิจดังกล่าว ต้องมีคนติดตามไปด้วย”
“ข้อสุดท้าย ผู้ใดที่หนีทัพหรือเป็นเหตุให้เพื่อนร่วมทีมต้องตาย จะถูกประหารโดยไม่มีข้อยกเว้น”
เมื่อพูดถึงคำสุดท้าย น้ำเสียงของเฒ่าจ้าวก็หนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเลี่ยพยักหน้าแสดงว่าตนจำได้แล้ว
เฒ่าจ้าวเหลือบมองเขา
“จำไว้ให้ดี สำนักปราบปีศาจไม่ใช่ที่สำหรับมานั่งพักผ่อน”
“ในเมื่อเจ้าเข้ามาแล้ว ก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าสักวันอาจต้องตายอยู่ข้างนอกนั่น”
ฉินเลี่ยยังคงพยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร
เขารู้ความจริงข้อนี้ดีอยู่แล้ว
หากเป็นในยุคศักดินาในชาติก่อน เขาอาจจะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยไปวันๆ
แต่ในโลกยุคสมัยนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้สุดชีวิต
หลังจากจัดการเรื่องลงทะเบียนเรียบร้อย เฒ่าจ้าวก็หยิบป้ายไม้ขึ้นมาดู
“เอาล่ะ ต่อไปเป็นเรื่องของทีมเจ้า”
“สำนักปราบปีศาจเมืองตงเสวียน นักล่าปีศาจฝึกหัดห้ามปฏิบัติภารกิจโดยลำพัง”
“โดยปกติแล้วจะต้องติดตามทีมรุ่นพี่ไปสักปีหรือครึ่งปี”
“เจ้าเป็นคนที่ลู่เฉินพาตัวมา ตามหลักแล้วเจ้าสามารถเข้าทีมของลู่เฉินได้เลย”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้ามองลู่เฉิน
“ทว่าเจ้าอาจไม่รู้ ทีมของลู่เฉินเป็นที่ต้องการตัวมาก”
“วันนี้พอดีมีเด็กใหม่คนหนึ่งอยากเข้าทีมพวกเขาเหมือนกัน”
ฉินเลี่ยยังไม่ทันได้พูด ลู่เฉินกลับเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน
“ใครหรือ?”
“จ้าวขุย!”
หลี่หู่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว
“เจ้าหนูจากสำนักวิชาการต่อสู้ตระกูลจ้าวน่ะหรือ?”
“อืม”
“บ้านเขาเปิดสำนักวิชาการต่อสู้ ฝึกดาบมาหลายปี พื้นฐานก็ไม่เลว”
“ที่สำคัญคือทางบ้านเขาไปติดต่อกับเบื้องบนไว้ รู้ว่าทีมพวกเจ้ามีตำแหน่งว่างอยู่ เลยอยากจะเข้าทีมพวกเจ้า”
“ใครใช้ให้ทีมของพวกเจ้ามีอัตราการรอดชีวิตสูงที่สุดกันล่ะ?”
หลี่หู่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “นั่นน่ะสิ เจ้าก็ดูสิว่าในทีมมีใครอยู่? มีข้าคุมทีมอยู่ อัตราการรอดชีวิตจะไม่สูงได้ยังไง?”
ลู่เฉินไม่สนใจหลี่หู่ กลับหันไปมองฉินเลี่ยแทน
“หากเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้คงยังตัดสินใจทันทีไม่ได้”
“เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?”
ฉินเลี่ยแขวนดาบยาวไว้ที่เอว แล้วเก็บวิชาฝึกตนพื้นฐานเข้าไปในคำสั่งปราบปีศาจ
“ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามกฎเถิด ข้าเชื่อว่าสำนักปราบปีศาจของเราย่อมมีกฎเกณฑ์สำหรับเรื่องนี้อยู่แล้ว”
ฉินเลี่ยไม่อยากให้ใครมองว่าตนอาศัยเส้นสายของลู่เฉินเพื่อยัดเยียดตัวเองเข้ามาอยู่ในทีมตั้งแต่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่สำนักปราบปีศาจ
ยิ่งไปกว่านั้น เขามีความมั่นใจในตนเอง
แม้ตอนนี้จะยังไม่เข้าขั้น แต่เขาก็ได้เพิ่มค่าความแข็งแกร่งทางกายภาพและความคล่องตัวไปแล้ว
ต่อให้เจ้าจ้าวขุยคนนั้นจะมีพื้นเพมาจากตระกูลที่เปิดสำนักสอนวิชาต่อสู้ ก็ใช่ว่าจะเก่งกาจไปกว่าเขา
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเลี่ย ท่านผู้เฒ่าจ้าวก็พยักหน้า
“สำหรับกรณีเช่นนี้ เรามีกฎระเบียบรองรับอยู่”
“ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองคนต่างก็อยากเข้าทีมของลู่เฉิน เช่นนั้นก็จงเข้าไปในรังมารกำเนิด”
“ใครสังหารปีศาจแมงมุมตัวจิ๋วได้มากกว่า ผู้นั้นก็จะได้เข้าทีมของลู่เฉิน”
“ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกให้ชัดเจนก่อน”
“ปีศาจแมงมุมตัวจิ๋วในรังมารกำเนิดนั้น เป็นสิ่งที่รังแม่ถูกสำนักปราบปีศาจผนึกไว้และคายออกมาเป็นการชั่วคราว”
“ปีศาจแมงมุมพวกนี้ไม่นับว่าเป็นปีศาจในป่า และไม่นับว่าเป็นปีศาจในภารกิจ ดังนั้นจึงไม่มีการบันทึกผลงาน”
“การที่พวกเจ้าเข้าไป ก็เป็นเพียงการทดสอบประเมินผลเท่านั้น อย่าได้คิดหวังจะใช้โอกาสนี้ปั๊มผลงาน”
เมื่อได้ยินท่านผู้เฒ่าจ้าวกล่าวเช่นนั้น ฉินเลี่ยกลับไม่ได้รู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด
ไม่บันทึกผลงานก็ช่างเถิด
เมื่อเทียบกับผลงานของสำนักปราบปีศาจแล้ว สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าคือแต้มคุณสมบัติของตนเอง
“เจ้าจ้าวขุยคนนั้นรู้กฎแล้ว ข้าจะอธิบายกฎให้เจ้าฟังอีกรอบก็แล้วกัน”
“หลังจากเข้าไปในกรงแล้วจะไม่มีการจำกัดเวลา ใครสังหารปีศาจได้มากกว่าก็เป็นผู้ชนะ”
“หากทนไม่ไหวแล้ว ก็ให้เคาะที่ประตูของกรง ถือว่ายอมแพ้”
“พิษของแมงมุมไม่ถึงกับทำให้ถึงตาย แต่ถ้าถูกกัดมากเข้า ก็อาจทำให้พวกเจ้านอนซมไปได้เป็นสิบวันครึ่งเดือนเชียวล่ะ”
“ดังนั้น อย่าได้ฝืนทำตัวเก่งจนต้องมาจบชีวิตลงที่นี่เลย”
ฉินเลี่ยพยักหน้ารับคำ จากนั้นท่านผู้เฒ่าจ้าวก็หยิบป้ายไม้บนโต๊ะขึ้นมา แล้วพาทุกคนเดินออกไปข้างนอก
เมื่อเดินผ่านประตูเล็กด้านหลังสำนักปราบปีศาจ ก็พบกับลานฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่เบื้องหน้า
บนลานฝึกมีผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังประลองฝีมือกันอยู่
เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าจ้าวและลู่เฉินเดินเข้ามา ทุกคนต่างหยุดการเคลื่อนไหวลงทันที
“ท่านผู้เฒ่าจ้าวมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“หัวหน้าลู่ก็มาด้วย”
“คนหน้าใหม่นั่นเป็นใครกัน?”
“น่าจะเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักวันนี้กระมัง”
“เจ้าคนโง่ที่มาจากเมืองเฮยซานนั่นหรือเปล่า?”
“คนนี้เนี่ยนะ? ดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนคนโง่เลยสักนิด!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นไม่ได้ดังนัก แต่ฉินเลี่ยไม่ได้หูหนวก จึงได้ยินเข้าบ้างไม่มากก็น้อย