- หน้าแรก
- ทะลวงวิถีเซียน ข้าล็อกคุณสมบัติไอเทมถาวรได้
- บทที่ 41 กำไลรวมปราณ
บทที่ 41 กำไลรวมปราณ
บทที่ 41 กำไลรวมปราณ
บทที่ 41 กำไลรวมปราณ
หลังจากรายงานหวังเต๋อเสร็จ หลี่หยวนก็ได้รับคำตอบเพียงว่าให้รอฟังข่าว
ขณะเดียวกันหวังเต๋อก็บอกว่าจะคอยจับตาดูว่าผู้ฝึกตนอิสระคนไหนมีป้ายหยกหน้าตาคล้ายกันบ้าง ทว่าของพรรค์นี้ตรวจสอบยาก จะให้ไปสุ่มสี่สุ่มห้าค้นตัวตรงๆ ก็คงไม่ได้
พอกลับถึงบ้าน หลี่หยวนก็ล้วงเอาหินวิญญาณทั้งหมดในแขนเสื้อออกมานับบนโต๊ะ
ทั้งเบี้ยหวัดรายเดือนที่เพิ่งได้มา เงินอุดหนุนค่าลาดตระเวน ส่วนแบ่งจากการล่าสัตว์อสูร และหินวิญญาณที่ค้นได้จากตัวผู้ฝึกตนสายปล้นชิง พอเอามากองรวมกันก็มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
โดยเฉพาะส่วนที่ได้จากผู้ฝึกตนสายปล้นชิงนั้น มีมากถึงสี่สิบแปดก้อน
เขาเก็บหินวิญญาณยัดใส่แขนเสื้อ แล้วออกจากที่พักเดินไปตามถนนสายตะวันออกมุ่งหน้าสู่ตรอกเหนือ
จุดหมายแรกคือแผงขายยันต์ของผู้ฝึกตนอิสระ
"ยันต์โล่ปราณสามแผ่น ยันต์อสรพิษเพลิงสามแผ่น แล้วก็ยันต์ท่องเทวะสองแผ่น"
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากไปอุดหนุนแผงของตาเฒ่าจางหรอกนะ แต่ยันต์ของตาเฒ่าจางในตอนนี้มันไม่ตอบโจทย์การใช้งานของเขาแล้ว
เจ้าของแผงบอกราคา หลี่หยวนก็ล้วงหินวิญญาณจ่ายไป ก่อนจะเก็บยันต์ทั้งหมดซุกไว้ในแขนเสื้ออย่างเรียบร้อย
จากนั้นก็แวะไปที่แผงของเฒ่าซุน ซื้อโอสถฟื้นปราณมาสองเม็ด มันคือโอสถที่ใช้สำหรับฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
ค่ายาและยันต์เบ็ดเสร็จจ่ายไปสิบห้าก้อน เทียบเท่ากับเบี้ยหวัดห้าเดือนเต็มของผู้ตรวจการทั่วไป
ผู้ตรวจการนั้นมีสัญญากับตระกูลหวังค้ำคออยู่ บางครั้งรายได้ยังน้อยกว่าผู้ฝึกตนอิสระบางคนเสียอีก
เดินตามถนนสายตะวันออกไปได้ครึ่งทาง หลี่หยวนก็หยุดเท้าลงหน้าแผงลอยแห่งหนึ่ง
กำไลรวมปราณวงนั้นยังอยู่
พื้นผิวกำไลทองแดงมีสนิมเกรอะกรัง ลวดลายอักขระวิญญาณเลือนราง มันถูกวางทิ้งไว้ตรงมุมแผง ดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย
"ของชิ้นนี้เท่าไหร่?" เขาร้องถามพลางชี้ไปที่กำไลรวมปราณ
เจ้าของแผงเป็นผู้ฝึกตนอิสระวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็งคนเดิม มันเงยหน้าขึ้นมองหลี่หยวนแวบหนึ่ง ก็จำได้ว่าเป็นคนที่เคยมาถามราคาคราวก่อน
"สิบห้าก้อนเหมือนเดิม"
"สิบสามก้อน" หลี่หยวนต่อรอง
"ไม่ได้ สิบห้าก้อน ราคานี้ไม่โก่งแน่นอน"
"สิบสี่"
เจ้าของแผงถูมือไปมา ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูด
"ตกลง"
หลี่หยวนล้วงหินวิญญาณสิบสี่ก้อนวางเรียงบนผ้าปูแผง แล้วคว้ากำไลรวมปราณยัดใส่แขนเสื้อ
เมื่อกลับถึงที่พัก เขาก็ลงกลอนประตูให้แน่นหนา นั่งลงบนเตียง แล้วหยิบกำไลรวมปราณออกมา
【ตรวจพบไอเทมที่สามารถสวมใส่ได้: กำไลรวมปราณ สภาพสมบูรณ์】
【ดูตัวอย่างคุณสมบัติ: รวบรวมพลังวิญญาณ ระดับสีขาว —— ขยายขอบเขตการดูดซับพลังวิญญาณขณะฝึกฝน และเพิ่มความเร็วในการไหลเวียนของพลังวิญญาณ】
【ดูตัวอย่างเงื่อนไขแสดงผลถาวร: ดูดซับพลังจากหินวิญญาณสิบก้อนในขณะสวมใส่ ปัจจุบันศูนย์จากสิบ】
【ช่องสวมใส่อุปกรณ์ปัจจุบันเต็มแล้ว 2/2 ต้องการสับเปลี่ยนอุปกรณ์หรือไม่?】
รวบรวมพลังวิญญาณ ขยายขอบเขตการดูดซับและเพิ่มความเร็วในการไหลเวียนของพลัง
ประสิทธิภาพอาจจะสู้คุณสมบัติกรองพลังวิญญาณกับเร่งความเร็วรอบโคจรที่เขามีอยู่แล้วไม่ได้ แต่มันสามารถใช้งานทับซ้อนกันได้
แถมเงื่อนไขในการทำให้แสดงผลถาวรก็แสนจะง่ายดาย นั่นคือการดูดซับพลังจากหินวิญญาณเพียงสิบก้อน
หินวิญญาณสิบก้อน หากเร่งมือดูดซับอย่างเต็มที่ ไม่กี่วันก็คงสำเร็จ
และทันทีที่คุณสมบัตินี้แสดงผลถาวร มันก็จะกลายเป็นคุณสมบัติถาวรระดับสีขาวขึ้นไปรายการที่ห้า ซึ่งจะช่วยปลดล็อกช่องสวมใส่อุปกรณ์ช่องที่สามได้
หลี่หยวนขยับความคิด ปลดเคล็ดวิชาวัวเหล็กออก
ตอนนี้คุณสมบัติบีบอัดพลังวิญญาณมีประโยชน์กับเขามากกว่าเสริมความแกร่งอวัยวะภายในอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นก็สวมใส่กำไลรวมปราณ
วงทองแดงแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีเหลืองหม่นซึมซาบเข้าสู่ข้อมือ ทิ้งความรู้สึกอุ่นวาบเอาไว้
วินาทีต่อมา เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของพลังวิญญาณรอบตัว ขอบเขตการรับรู้ขยายกว้างขึ้น
เมื่อก่อนตอนฝึกฝน พลังวิญญาณจะหลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทางในรัศมีราวสองสามจั้ง แต่ตอนนี้มันแผ่ขยายออกไปอีกวง พลังวิญญาณในรัศมีสี่ถึงห้าจั้งล้วนถูกดึงดูดเข้ามาหาเขาทั้งสิ้น
ความเร็วในการไหลเวียนก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้จะไม่มากนักก็ตาม
หากเทียบกับผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนอย่างกรองพลังวิญญาณหรือเร่งความเร็วรอบโคจรแล้ว ประสิทธิภาพของการรวบรวมพลังวิญญาณถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร
แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว
เขาหยิบหินวิญญาณออกมากำไว้ในมือ นั่งขัดสมาธิ แล้วเริ่มการฝึกฝน
ตกค่อนคืน หินวิญญาณในมือของหลี่หยวนก็เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น พลังวิญญาณถูกสูบออกไปจนเกลี้ยง
【ความคืบหน้าการแสดงผลถาวรของคุณสมบัติรวบรวมพลังวิญญาณระดับสีขาว: 3/10】
ดูดซับไปสามก้อน ความคืบหน้าเพิ่งถึงสาม ด้วยความเร็วระดับนี้ยังต้องใช้อีกตั้งเจ็ดก้อน แต่ไม่เป็นไร ระหว่างเดินทางก็ยังดูดซับต่อได้
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ตรงพื้นที่ว่างกลางห้อง
วิชาเลี้ยงปราณกระบวนท่าที่ห้า —— คืนสู่จุดกำเนิด
หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ...
หลังจากบรรลุหลอมปราณขั้นห้า การฝึกฝนวิชาของคนธรรมดาก็รุดหน้าไวขึ้นมาก
หน้าต่างระบบเด้งการแจ้งเตือนขึ้นมา
【วิชาเลี้ยงปราณ: ระดับเชี่ยวชาญ ปัจจุบัน 0/800】
หลี่หยวนรั้งพลังกลับมายืนนิ่ง ผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวเหยียด ช่วงนี้เขาเน้นฝึกฝนพลังวิญญาณเป็นหลัก จนละเลยการฝึกวิชาของคนธรรมดาไปบ้าง
ถึงกระนั้นก็ใช้เวลาไปแค่เกือบเดือน ถือว่าความเร็วไม่เลวเลย
ต่างจากตอนที่เคล็ดวิชาวัวเหล็กบรรลุระดับเชี่ยวชาญ ความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนที่สุดหลังจากวิชาเลี้ยงปราณก้าวสู่ระดับเชี่ยวชาญคือความตื่นตัวของปราณโลหิต
เมื่อก่อนปราณโลหิตในร่างเปรียบเสมือนแม่น้ำอันเงียบสงบ ไหลไปถึงไหนก็หยุดแค่นั้น แต่ตอนนี้มันราวกับมีกระแสน้ำวนซ่อนอยู่เต็มน่านน้ำ เมื่อปราณโลหิตไหลไปถึงปลายนิ้ว มันจะไม่สลายไป แต่จะม้วนตัวกลับอัตโนมัติ ก่อเกิดเป็นวัฏจักรเล็กๆ ที่ปลายทาง
เขาเก็บหน้าต่างระบบ แล้วกลับไปนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง
กำหินวิญญาณไว้ โคจรเคล็ดชักนำปราณ เพื่อดันความคืบหน้าการแสดงผลถาวรของกำไลรวมปราณต่อไป
...
รุ่งอรุณวันถัดมา นอกประตูตะวันออกของตลาด
ฟ้าเพิ่งสาง อากาศยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายชื้นเย็นของใบหญ้า
ตอนที่หลี่หยวนไปถึง จุดรวมพลก็มีคนมารออยู่ก่อนแล้วไม่น้อย
กองลาดตระเวนสามกองเล็กบวกกับคนของตระกูลหวัง รวมๆ แล้วก็ตกราวสามสิบกว่าชีวิต ยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ริมทาง
หลี่หยวนมองปราดเดียวก็เห็นเหอโส่ว ยืนอยู่ตรงหัวแถว กำลังซุบซิบกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับคนของตระกูลหวังที่สวมชุดคลุมยาวสีเทาอมเขียว
สายตาของหลี่หยวนกวาดมองฝ่าฝูงชน ก่อนจะชะงักอยู่ที่ด้านหลัง
ฟางเหอ
ฟางเหอก็มองเห็นหลี่หยวนเช่นกัน มันพยักหน้าให้เขาทีหนึ่ง
หลี่หยวนเดินเข้าไปหา ไปยืนประกบอยู่ข้างๆ ฟางเหอ
"เจ้าก็มาด้วยหรือ?"
"อืม" ฟางเหอขยับคอไปมา "ข้าอยู่หน่วยล่าสัตว์อสูรพอดี เลยมีประสบการณ์ด้านนี้อยู่บ้าง"
หลี่หยวนกวาดสายตามองไปรอบๆ กองกำลังอีกครั้ง แต่กลับไม่เห็นวี่แววของโจวต้าจวง
ผ่านไปพักใหญ่ คนก็มากันครบ
ชายคนหนึ่งก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้าขบวน
อายุราวสี่สิบ รูปร่างผอมสูง ใบหน้าเย็นชา ชุดคลุมยาวสีเทาอมเขียวที่สวมใส่ดูจะเป็นผ้าเนื้อดีกว่าของคนตระกูลหวังคนอื่นๆ ที่เอวเหน็บกระบี่ยาว ปลอกกระบี่สีเงินหม่นปราศจากการลวดลายตกแต่งใดๆ ให้รกตา
กลิ่นอายสงบนิ่งลึกล้ำ แต่หลี่หยวนกลับสัมผัสได้ว่า พลังปราณของชายคนนี้เหนือล้ำกว่าทุกคนในที่นี้
หัวหน้ากองกำลังคุ้มกัน คนของตระกูลหวัง ว่ากันว่ามีตบะถึงหลอมปราณขั้นเก้า สูงกว่าหวังเต๋อผู้เป็นหัวหน้ากองตรวจการถึงสองขั้น
"ออกเดินทาง"
น้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่าเสียงจอแจรอบข้างกลับเงียบกริบลงทันควัน
ขบวนเริ่มเคลื่อนพล มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามถนนดินด้านทิศใต้ของตลาด
เส้นทางนี้หลี่หยวนเดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน ครึ่งแรกทับซ้อนกับเส้นทางลาดตระเวนเดิม สองข้างทางดินเหลืองมีหญ้าขึ้นรกชัฏ พุ่มไม้เตี้ยๆ หร็อมแหร็มแกว่งไกวแผ่วเบาไปตามสายลมยามเช้า
ในมือของหลี่หยวนกำหินวิญญาณเอาไว้ก้อนหนึ่ง แม้จะอยู่ระหว่างทางเขาก็ยังคงดูดซับพลังจากมัน เพียงแต่สู้ตอนตั้งสมาธิฝึกฝนไม่ได้ ความเร็วจึงล่าช้ากว่ามาก
เดินมาได้ราวครึ่งชั่วยาม ถนนดินก็สุดสาย
กองกำลังไม่คิดจะหยุดพัก พวกเขาเหยียบย่ำเศษหินและดงหญ้ารกมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ต่อไป สภาพภูมิประเทศเริ่มลาดชันขึ้น พุ่มไม้หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ บางจุดมีเถาวัลย์หนามพันเกี่ยวอยู่กับต้นไม้เตี้ยๆ จนต้องเดินตะแคงแทรกตัวผ่านไป
หัวหน้ากองกำลังคุ้มกันที่เป็นคนนำทางเดินอยู่รั้งหน้าสุด ฝีเท้าไม่เร็วทว่าหนักแน่นมั่นคง ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี พอถึงทางแยกทีไรก็ไม่เคยลังเลเลยสักนิด
หลี่หยวนสังเกตเห็นว่า ทิศทางการเดินทัพของกองกำลังนั้นไม่ได้เลือกเดินสุ่มสี่สุ่มห้า
พวกเขาไม่ได้มุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังเทือกเขาหยวนเหิง แต่กลับเดินอ้อมเป็นวงโค้ง ราวกับจงใจหลบเลี่ยงพื้นที่บางจุดอย่างไรอย่างนั้น