- หน้าแรก
- ทะลวงวิถีเซียน ข้าล็อกคุณสมบัติไอเทมถาวรได้
- บทที่ 40 ของวิเศษทดลอง
บทที่ 40 ของวิเศษทดลอง
บทที่ 40 ของวิเศษทดลอง
บทที่ 40 ของวิเศษทดลอง
เลยประตูตะวันออกของตลาดมาทางใต้ราวครึ่งลี้ จะมีลานหินกรวดกว้างขวางตั้งอยู่
หลี่หยวนยืนอยู่กลางลาน ล้วงเอากระบอกอสรพิษเพลิงออกมาจากแขนเสื้อ
ท่อทองแดงสีแดงคล้ำส่องประกายวาววาบใต้แสงแดดยามเช้า หลี่หยวนถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าไป
หินอัคคีสว่างวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนที่ปลายท่อจะพ่นลำแสงสีแดงฉานขนาดเล็กพุ่งแหวกอากาศออกไปกระทบก้อนหินสูงเท่าเอวที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบจั้ง
เพียะ! ก้อนหินเป็นรอยไหม้ดำขนาดเท่านิ้วก้อย เศษหินกระเด็นกระจาย
อานุภาพมันงั้นๆ แฮะ ด้อยกว่าวิชาลูกไฟของเขาหลายขุมเลย
แต่ความเร็วนี่สิเด็ดขาด จากตอนอัดพลังจนถึงตอนยิงออกไป แทบจะไม่มีจังหวะให้ต้องรวบรวมพลังเลย
หลี่หยวนอัดพลังวิญญาณรัวๆ สามครั้ง ลำแสงสีแดงสามสายก็พุ่งออกไปติดๆ กันในชั่วอึดใจ กระทบก้อนหินสามจุด รอยไหม้เรียงรายติดกันเป็นพรืด
ยิงรัวได้ใจ ความแม่นยำก็ไม่เลว กินพลังวิญญาณก็น้อย...ยิงนัดนึงใช้พลังวิญญาณแค่สามส่วนของวิชาลูกไฟเท่านั้น
การใช้งานกระบอกอสรพิษเพลิงก็ง่ายกว่าวิชาลูกไฟเยอะ แค่อัดพลังวิญญาณเข้าไปก็ยิงได้เลย ทิศทางก็กะเอาจากข้อมือล้วนๆ
เหมาะเอาไว้ก่อกวนกับถ่วงเวลา แต่ไม่เหมาะเอามาเป็นอาวุธหลัก
หลังจากยิงไปสิบกว่านัด หลี่หยวนก็เก็บกระบอกอสรพิษเพลิง แล้วล้วงเอาป้ายหยกเร้นปราณออกมา
หน้าต่างระบบแสดงคุณสมบัติสีเขียว 'เร้นกาย' สรรพคุณก็อธิบายไว้ชัดเจน แต่ไอ้ของวิเศษชิ้นนี้มันใช้ยังไง หลี่หยวนก็มืดแปดด้าน
ลองอัดพลังวิญญาณเข้าไปดูสิ
พลังวิญญาณไหลเข้าป้ายหยกแล้วก็เงียบกริบเหมือนโยนหินลงทะเล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรเลย ป้ายหยกไม่เรืองแสง ไม่ร้อน ไม่สั่น ไม่ต่างอะไรกับอัดพลังวิญญาณใส่ก้อนหินธรรมดาๆ
หลี่หยวนพลิกดูรอบๆ ลองเปลี่ยนปริมาณกับจังหวะการอัดพลังวิญญาณดูหลายรอบ ก็ยังนิ่งสนิท
คงไม่ใช่ของวิเศษประเภทที่แค่อัดพลังวิญญาณก็ใช้งานได้ วิธีใช้น่าจะพิสดารกว่านั้น
หลี่หยวนเก็บป้ายหยกเข้าแขนเสื้อ แล้วหมุนตัวเดินกลับตลาด
เดินไปตามตรอกเหนือจนถึงกลางซอยแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแคบ สุดซอยมีร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง เหนือประตูมีป้ายไม้เก่าๆ สลักคำว่า 'หอคัดสรร' สีซีดจางแขวนอยู่
หอคัดสรรเป็นร้านรับประเมินของในตลาด แถมยังรับฝากขายกับจำนำด้วย ค่าบริการก็ไม่แพง รับดูของทุกชนิด
ผู้ฝึกตนอิสระที่เก็บแร่แปลกๆ ได้จากในป่า ล้วงของพิลึกๆ ออกมาจากท้องสัตว์อสูร หรือไปสอยของวิเศษที่ไม่รู้ว่าจริงหรือปลอมมาจากแผงลอย ก็มักจะเอามาให้ที่นี่ดู
หลี่หยวนผลักประตูเข้าไป
ร้านไม่ใหญ่นัก ครึ่งหน้าเป็นเคาน์เตอร์ ครึ่งหลังมีม่านผ้ากั้นไว้
หลังเคาน์เตอร์มีชายวัยสี่สิบกว่า รูปร่างผอมเกร็ง ไว้หนวดเคราสั้นๆ สวมเสื้อคลุมยาวสีเทาอมฟ้า กำลังก้มหน้าก้มตาใช้พู่กันเล่มเล็กเขียนอะไรยุกยิกอยู่ในสมุด
"ประเมินเจ้านี่คิดเท่าไหร่" หลี่หยวนวางป้ายหยกไว้บนเคาน์เตอร์
คนประเมินวางพู่กันลง ปรายตามองป้ายหยกแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบขึ้นมา
พลิกดูด้านหลัง ใช้นิ้วโป้งลูบไล้พื้นผิว
"หินวิญญาณหนึ่งก้อน"
หลี่หยวนล้วงหินวิญญาณหนึ่งก้อนออกมาวางบนเคาน์เตอร์
คนประเมินเก็บหินวิญญาณไป ยกป้ายหยกขึ้นมาส่องดูใกล้ๆ
"ได้มาจากไหน"
"ค้นได้จากศพผู้ฝึกตนสายปล้นชิง ของที่ยึดมาได้น่ะ"
ป้ายหยกชิ้นนี้ได้มาอย่างขาวสะอาด ไม่ต้องกลัวใครจะมาเจอ
คนประเมินก็แค่ถามไปงั้นๆ เขารับคำในลำคอ พลิกป้ายหยกดูอีกสองสามมุม ใช้เล็บเคาะขอบเบาๆ เอียงหูฟังเสียงสะท้อน
จากนั้นก็ล้วงแผ่นหยกสีเขียวคล้ำขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ วางป้ายหยกทับลงไป แล้วหลับตาตั้งสมาธิสัมผัสพลังอยู่ครู่หนึ่ง
"เนื้อหยกเกรดต่ำ ไม่ใช่หยกวิญญาณ" คนประเมินลืมตาขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ
"ไม่มีร่องรอยอักขระวิญญาณหลงเหลืออยู่ ภายในก็ไม่มีร่องรอยการไหลเวียนของพลังวิญญาณ"
คนประเมินวางป้ายหยกกลับลงบนเคาน์เตอร์ ใช้นิ้วเคาะเบาๆ
"ไม่ใช่ของวิเศษ"
สีหน้าหลี่หยวนยังคงเรียบเฉย
"ท่านลองดูดีๆ อีกทีสิ"
คนประเมินไม่ได้แสดงสีหน้ารำคาญ คนประเภทนี้เขาเจอมานักต่อนักแล้ว หอบของที่คิดว่าเป็นสมบัติมาให้ดู แต่เอาเข้าจริงก็เป็นแค่ของดาดๆ
ร้านรับประเมินอย่างหอคัดสรรถือคติว่าห้ามล่วงเกินลูกค้าเป็นอันขาด คนประเมินจึงหยิบป้ายหยกกลับมา ทำทีเป็นส่องดูอีกรอบ
จู่ๆ นิ้วของเขาก็ชะงัก นิ้วเรียวยาวลูบไปตามขอบป้ายหยกช้าๆ แล้วไปหยุดกึกตรงรอยสึกที่เป็นร่องตื้นๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะมองไม่เห็น
คิ้วของคนประเมินขมวดเข้าหากัน
เขาล้วงเข็มเงินออกมาจากใต้เคาน์เตอร์ เอาปลายเข็มจิ้มลงไปในร่องนั้น แล้วเขี่ยเบาๆ
"เดี๋ยวก่อนนะ"
น้ำเสียงของคนประเมินเปลี่ยนไป เจือความจริงจังขึ้นมานิดๆ เข็มเงินถูกยกขึ้นมาส่องดู ที่ปลายเข็มมีผงสีคล้ำบางๆ ติดอยู่ แทบจะมองไม่เห็น
"นี่ไม่ใช่ป้ายหยกธรรมดาซะแล้วสิ"
คนประเมินวางป้ายหยกลงบนแผ่นหยกสีเขียวคล้ำ ใช้เข็มเงินค่อยๆ ขูดผงจากร่องตามขอบป้ายหยกออกมาทีละนิด
ผงสีคล้ำถูกขูดออกมากองรวมกันบนแผ่นหยกจนกลายเป็นกองเล็กๆ
คนประเมินยกกองผงนั้นขึ้นดม
"ผงยาผสม มีสมุนไพรอย่างน้อยสามชนิดผสมกันอยู่ ข้าแยกแยะได้ไม่หมด แต่หนึ่งในนั้นมีหญ้าซ่อนประกายแน่ๆ"
คนประเมินวางเข็มเงินลง แล้วล้วงเอาของวิเศษรูปร่างคล้ายกระจกทองเหลืองออกมา กระจกส่องแสงสว่างวาบไปที่ป้ายหยก ขณะที่คนประเมินก็เพ่งมองอย่างละเอียด
ครู่ต่อมา คนประเมินก็ให้คำตอบ
"หญ้าซ่อนประกายมีสรรพคุณช่วยปกปิดคลื่นพลังวิญญาณ เอาไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นแล้วบดคั้นเอาน้ำมาทาลงในร่อง ฤทธิ์ยาก็จะซึมเข้าไปในเนื้อหยก จากนั้นก็อัดพลังวิญญาณตามเข้าไป"
คนประเมินหยิบป้ายหยกขึ้นมาทำท่าประกอบ
"หลังจากทายาแล้ว เนื้อหยกจะดูดซับน้ำยาเข้าไป เหมือนฟองน้ำดูดน้ำนั่นแหละ พออัดพลังวิญญาณเข้าไป พลังวิญญาณก็จะผสานกับน้ำยา แล้วค่อยๆ ซึมกลับออกมาจากร่อง"
"ของที่ซึมออกมาพอกินเข้าไปแล้ว จะช่วยปกปิดกลิ่นอายและคลื่นพลังวิญญาณของตัวเองได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง"
คนประเมินชะงักไปนิดนึง แล้วเหลือบมองหลี่หยวน
"แต่มันก็มีขีดจำกัดนะ ไม่ได้ปิดมิดร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างมากก็แค่ทำให้คนอื่นสัมผัสพลังเราได้เบาบางลงหรือคลุมเครือขึ้น แต่ถ้าเป็นพวกผู้ฝึกตนระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า ก็พอจะตบตาได้อยู่"
"อยู่ได้นานแค่ไหน"
"ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและปริมาณของยา ถ้าความเข้มข้นระดับปกติ กินครั้งนึงก็อยู่ได้ราวๆ สองสามวัน แถวน้ำยาก็เก็บไว้ไม่ได้นานด้วย"
คนประเมินวางป้ายหยกลงบนเคาน์เตอร์
"ของพรรค์นี้สู้ป้ายหยกเร้นปราณแบบทั่วไปไม่ได้หรอก แต่ข้อดีคือไม่ต้องคอยอัดพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงไว้ตลอดเวลา แถมที่ทำขั้นตอนซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนี้ ก็เพื่อตบตาไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเป็นของวิเศษยังไงล่ะ"
หลี่หยวนเก็บป้ายหยกเข้าแขนเสื้อ
"ผงยาที่ทาในร่องนั่น หาซื้อในตลาดได้ไหม"
คนประเมินทำท่าครุ่นคิด
"หญ้าซ่อนประกายในตลาดก็พอมีคนเอามาขายประปราย ราคาไม่แพง ส่วนสมุนไพรตัวอื่นข้าก็ไม่แน่ใจ แต่เดาว่าน่าจะเป็นสมุนไพรระดับต่ำที่หาได้ทั่วไปนั่นแหละ ลองไปถามพวกนักปรุงโอสถดูสิ พวกนั้นตาแหลมเรื่องสมุนไพรกว่าข้าเยอะ"
หลี่หยวนพยักหน้ารับ รวบรวมผงยาเก็บไว้ แล้วเดินออกจากหอคัดสรร ตรงดิ่งไปยังแผงของเฒ่าซุน
เฒ่าซุนกำลังนั่งชันเข่าอยู่หลังแผง ง่วนอยู่กับขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็ก พอเห็นหลี่หยวนเดินมา แกก็แค่ปรายตามอง
หลี่หยวนนั่งยองๆ ล้วงเอาผงยาออกมาจากแขนเสื้อ เล่าสิ่งที่คนประเมินบอกให้ฟังคร่าวๆ แล้วยื่นผงยาให้
เฒ่าซุนรับไป ใช้นิ้วขูดร่องป้ายหยกนิดหน่อย เอาผงยามาดมๆ แล้วก็ใช้นิ้วขยี้ดู
"หญ้าซ่อนประกาย ดอกสงบจิต แล้วก็...ตะไคร่ใบเขียว"
เฒ่าซุนใช้เวลาไม่ถึงสิบอึดใจก็ร่ายชื่อสมุนไพรทั้งสามชนิดออกมาอย่างแม่นยำ
"ของพื้นๆ ทั้งนั้นแหละ หาซื้อในตลาดได้สบาย เอามาบดผสมน้ำก็จบ ส่วนสัดส่วนก็..."
เฒ่าซุนทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชูนิ้วขึ้นมาอธิบาย
"หญ้าซ่อนประกายสามส่วน ดอกสงบจิตหนึ่งส่วน ตะไคร่ใบเขียวครึ่งส่วน เติมน้ำสะอาดนิดหน่อยแล้วตำให้เข้ากันจนเหนียวข้น"
"เท่าไหร่"
"ไม่คิดตังค์หรอก สมุนไพรระดับต่ำถูกๆ ทั้งนั้น ข้ามีของอยู่พอดี"
เฒ่าซุนหันไปรื้อสมุนไพรทั้งสามชนิดออกจากหีบยาด้านหลัง แล้วลงมือตำในครกหินใบเล็กอย่างคล่องแคล่ว
ไม่ถึงก้านธูปไหม้หมด น้ำยาสีเขียวคล้ำข้นคลั่กก็ถูกยกมาวางตรงหน้าหลี่หยวน กลิ่นขมปร่าโชยเตะจมูก
"เอากลับไปลองดูเองละกัน" เฒ่าซุนเทกากยาทิ้ง แล้วปัดมือไปมา
หลี่หยวนเก็บน้ำยากับป้ายหยกอย่างระมัดระวัง เอ่ยปากขอบคุณ แล้วลุกเดินจากไป
เมื่อถึงที่พัก หลี่หยวนก็เริ่มลงมือทดลอง ทาน้ำยาลงบนป้ายหยก
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ น้ำยาก็เริ่มซึมซาบเข้าไปในเนื้อหยก
เมื่อน้ำยาถูกซึมซับจนหมด หลี่หยวนก็อัดพลังวิญญาณเข้าไปในป้ายหยก
ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน
ทันทีที่พลังวิญญาณไหลเข้าไป ป้ายหยกก็อุ่นวาบขึ้นมา ปลายนิ้วสัมผัสได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังไหลเวียนอยู่ข้างใน
ผ่านไปราวๆ ยี่สิบกว่าอึดใจ ก็เริ่มมีของเหลวซึมออกมาจากร่อง
หยดน้ำสีเขียวคล้ำหยดเล็กๆ ผุดขึ้นมาจากขอบร่อง ไหลเยิ้มไปตามผิวป้ายหยกอย่างช้าๆ ก่อนจะหยดลงบนปลายนิ้ว หลี่หยวนรีบเอาถ้วยมารองไว้
หนึ่งก้านธูปผ่านไป ป้ายหยกก็หยุดซึม แต่ของเหลวในถ้วยก็มีแค่ก้นถ้วยบางๆ
หลี่หยวนยกขึ้นดื่ม รสชาติขมปร่าเฝื่อนคอ พอสะอึกกลืนลงไป ความเย็นจางๆ ก็ไหลจากลำคอลงสู่ช่องท้อง แผ่ซ่านไปตามเส้นชีพจรอย่างช้าๆ
ความเย็นไหลไปถึงตรงไหน หลี่หยวนก็รู้สึกได้ว่าคลื่นพลังวิญญาณบริเวณนั้นหดตัวลง ราวกับถูกม่านหมอกบางๆ บดบังไว้
หลี่หยวนขยับจิตสำนึก สัมผัสคลื่นพลังวิญญาณของตัวเอง
อ่อนลงไปเยอะจริงๆ กลิ่นอายระดับหลอมปราณขั้นห้าถูกกดทับจนเหลือประมาณขั้นสาม ถ้าไม่ตั้งใจจับสังเกตก็แทบจะแยกไม่ออก
หลังจากคิดทบทวนดู หลี่หยวนก็ตัดสินใจว่าจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานหวังเต๋อ เผื่อจะได้แต้มผลงานมาบ้าง
ประเด็นหลักคือแหล่งที่มาของข้อมูลมันฟังดูมีเหตุผล ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นจุดสนใจ ผู้ฝึกตนความจำดีเลิศ จำป้ายหยกของจ้าวอู่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร