- หน้าแรก
- ทะลวงวิถีเซียน ข้าล็อกคุณสมบัติไอเทมถาวรได้
- บทที่ 23 หักเบี้ยหวัด
บทที่ 23 หักเบี้ยหวัด
บทที่ 23 หักเบี้ยหวัด
บทที่ 23 หักเบี้ยหวัด
หลายวันผ่านไป สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงทางฝั่งตะวันออกตัวนั้น ก็ถูกผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณช่วงปลายสามคนในตลาดร่วมมือกันรุมสังหารไปแล้ว
หลังจากข่าวนี้แพร่กลับเข้ามาในตลาด บรรยากาศที่ตึงเครียดมาหลายวันก็ผ่อนคลายลงไปได้เปลาะหนึ่ง
แต่ก็แค่เปลาะเดียวเท่านั้นแหละ การที่สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงโผล่มาห่างจากตลาดทางฝั่งตะวันออกแค่ห้าหกลี้ได้ มันก็มีเงื่อนงำในตัวของมันอยู่แล้ว
หลี่หยวนยังคงรักษากิจวัตรตามเดิมอย่างเคร่งครัด ฝึกกระบวนท่าทั้งห้าของเคล็ดวิชาวัวเหล็กวันละรอบ หาเวลาว่างแทรกฝึกวิชาเลี้ยงปราณ พอตกกลางคืนก็ฝึกเคล็ดชักนำปราณ งานลาดตระเวนรอบนอกถูกสั่งระงับ ขอบเขตการลาดตระเวนจึงหดกลับเข้ามาอยู่แค่ภายในตลาด
แต่งานก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด
วันนี้เป็นวันจ่ายเบี้ยหวัดรายเดือน พอได้เป็นรองหัวหน้ากอง อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นหัวหน้าคน เบี้ยหวัดก็ไม่ต้องไปต่อแถวรับเองแล้ว แต่เวลาที่จะได้รับก็ดันไปตรงกับพวกรองหัวหน้ากองหรือหัวหน้ากองคนอื่นๆ ซึ่งจะช้ากว่าพวกเวรยามลาดตระเวนทั่วไปอยู่พักหนึ่ง
หินวิญญาณสามก้อน โอสถทะลวงชีพจรสองเม็ด แต้มผลงานสิบห้าแต้ม นี่แหละคือเบี้ยหวัดรายเดือนของเขา
พอกลับมาถึงที่พัก หลี่หยวนก็ลงกลอนประตู ไปนั่งที่ริมเตียงแล้วเทของในถุงผ้าออกมา
หินวิญญาณสามก้อนกลิ้งหลุนๆ อยู่บนโต๊ะ ข้างๆ กันคือโอสถสีแดงเข้มสองเม็ดที่ส่งกลิ่นหอมจางๆ ตัวยาดูโปร่งใส มีลวดลายสีแดงไหลเวียนอยู่บนผิวบางๆ
โอสถทะลวงชีพจรสองเม็ด หลี่หยวนหยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ดแล้วส่งเข้าปาก
เม็ดยาละลายทันทีที่ตกถึงท้อง ฤทธิ์ยาอันอบอุ่นพวยพุ่งขึ้นมาจากกระเพาะ แล้วค่อยๆ แผ่ซ่านไปตามเส้นลมปราณ
มันต่างจากความรู้สึกตอนที่พลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายเวลาฝึกฝน ฤทธิ์ยานั้นนุ่มนวลกว่ามาก เหมือนกับมีกระแสน้ำอุ่นไหลชโลมไปตามผนังเส้นลมปราณ คอยทะลวงจุดที่ติดขัดเล็กๆ น้อยๆ ให้โล่งขึ้นอย่างช้าๆ
พลังวิญญาณในจุดตันเถียนกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งตามเดิม
โอสถทะลวงชีพจรมีสรรพคุณช่วยยกระดับพลังวิญญาณ และช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝนได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่สรรพคุณในการยกระดับพลังวิญญาณนั้น สำหรับหลี่หยวนที่อยู่ขั้นหลอมปราณช่วงกลางแล้ว ถือว่าไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ ที่ใช้ดีจริงๆ ก็คือเอฟเฟกต์เร่งความเร็วในการฝึกฝนนี่แหละ
หน้าต่างสถานะเด้งแจ้งเตือนขึ้นมา
【ความคืบหน้าการแสดงผลถาวรโอสถทะลวงชีพจร: 1/10】
ต้องใช้ตั้งสิบเม็ดถึงจะแสดงผลถาวรได้ ลำพังแค่รอรับโอสถทะลวงชีพจรจากเบี้ยหวัดรายเดือน ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าเดือน แต่ก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว คงต้องค่อยๆ เก็บสะสมไป
หลี่หยวนเก็บโอสถทะลวงชีพจรเม็ดที่เหลือเอาไว้ รวบหินวิญญาณใส่แขนเสื้อ แล้วก็นั่งขัดสมาธิเริ่มฝึกฝน
ความเร็วในการฝึกไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ก็ถือว่าเร็วกว่าปกติถึงสามส่วน พอได้คุณสมบัติต่างๆ มาช่วยบัฟทับซ้อนเข้าไปอีก มันก็ยิ่งเร็วขึ้นไปอีกขั้น
พอหลี่หยวนฝึกเสร็จ แล้วผลักประตูเดินออกไป ฟางเหอห้องข้างๆ ก็กำลังนั่งเช็ดมีดสั้นอยู่ตรงธรณีประตู
พอเห็นหลี่หยวน ฟางเหอก็ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ
"จะบอกอะไรให้ ข้าเข้ากองกำลังคุ้มกันแล้วนะ"
"ตั้งแต่เมื่อไหร่"
"เมื่อวานซืน"
ฟางเหอเสียบมีดสั้นกลับเข้าฝัก ตบๆ ชายเสื้อตัวเอง
"ต้องขอบใจเจ้าด้วยที่ช่วยสืบข่าวให้ก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นข้าก็เลยเดินไปสมัครที่กองกำลังคุ้มกันตรงๆ เลย"
"ประจวบเหมาะกับตอนที่กำลังขาดคนอย่างหนักพอดี พอพวกเขาเห็นว่าข้ามีประสบการณ์จากหน่วยล่าสัตว์อสูร แถมพลังฝึกตนก็ถึงเกณฑ์ ก็เลยอนุมัติรับเข้าทำงานทันทีเลย"
กองกำลังคุ้มกันขาดคนจริงๆ นั่นแหละ คนที่เสียไปก่อนหน้านี้ก็ยังหามาเติมไม่เต็มสักที ผู้ฝึกตนอิสระที่มีประสบการณ์ต่อสู้จริงอย่างฟางเหอ กองกำลังคุ้มกันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รับไว้
"พรุ่งนี้ต้องไปรายงานตัวอย่างเป็นทางการแล้ว" ฟางเหอขยับคอไปมา น้ำเสียงราบเรียบ
หลี่หยวนพยักหน้ารับ
ฟางเหอแสยะยิ้ม "หน่วยล่าสัตว์อสูรข้าก็เคยอยู่มาแล้ว กองกำลังคุ้มกันอย่างน้อยก็มีคนคอยสนับสนุน ไม่ต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนพวกเดียวกันแทงข้างหลังเอา"
พูดจบแค่นั้น ฟางเหอก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป
หลี่หยวนไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เขาเดินออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวน
——
ผู้คนบนถนนสายตะวันออกดูบางตาลงกว่าเมื่อหลายวันก่อนนิดหน่อย
ไม่ได้หายไปเยอะมากขนาดนั้น แต่ก็พอสัมผัสได้ เพิงพักชั่วคราวหลายหลังที่เคยกางอัดกันอยู่ตรงปากตรอกถูกรื้อถอนออกไปแล้ว บนพื้นยังเหลือรอยกดทับตอนกางเต็นท์ทิ้งไว้อยู่เลย ช่วงกลางของตรอกเหนือก็มีแผงลอยว่างไปสองสามแผง ทางเดินก็เลยดูกว้างขึ้นมานิดหนึ่ง
หลังจากข่าวเรื่องสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงแพร่สะพัดออกไป ก็มีผู้ฝึกตนอิสระกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะไปจากที่นี่จริงๆ
แต่ก็ไม่ได้ไปกันเยอะหรอก เหตุผลง่ายๆ เลยก็คือ ข้างนอกตลาดมันอันตรายกว่านี้น่ะสิ
ระยะทางจากตลาดชิงเหอไปจนถึงตลาดตระกูลหลี่ที่ใกล้ที่สุด ห่างกันตั้งเกือบร้อยลี้ แถมเส้นทางเกินครึ่งก็อยู่ในป่าเขาที่รกร้าง
เมื่อก่อนเส้นทางนี้ก็นับว่าสงบสุขดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้พวกสัตว์อสูรในเทือกเขาหยวนเหิงกำลังขยายอาณาเขตออกมาข้างนอก ระหว่างทางจะไปแจ็กพอตเจอตัวอะไรเข้าก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
สู้เสี่ยงอันตรายเดินทาง ไม่สู้กบดานอยู่ในตลาดยังจะดีซะกว่า ผู้ฝึกตนอิสระส่วนใหญ่ต่างก็คิดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่หยวนต้องเก็บมาใส่ใจจริงๆ คือเรื่องอื่นต่างหาก
ตอนที่เดินลาดตระเวนมาจนสุดถนนสายตะวันออก ร้านขายยันต์ร้านหนึ่งที่ปกติขายดิบขายดีกลับปิดประตูเงียบ
ประตูไม้ถูกลงกลอนจากด้านใน หน้าประตูมีกล่องที่ถูกแพ็คไว้เรียบร้อยกองอยู่หลายใบ มองลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปก็เห็นว่าชั้นวางของข้างในว่างเปล่าไปเกินครึ่ง
ไม่ได้หยุดพักผ่อน แต่กำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายออกต่างหาก
หลี่หยวนเดินเรื่อยมาตลอดทาง เห็นร้านค้าอย่างน้อยสามร้านกำลังง่วนอยู่กับการแพ็คของ แถมยังมีอีกร้านที่แปะป้ายเซ้งร้านไว้เรียบร้อยแล้ว
พวกผู้ฝึกตนอิสระจะไปสักกี่คนก็ไม่เป็นไรหรอก แผงว่างเดี๋ยวเดียวก็มีคนมาเสียบแทน แต่กับร้านค้านี่มันคนละเรื่องกันเลย
ค่าเช่ารายปีของร้านค้าที่ขายดีสักร้านนึง มากพอๆ กับแผงของผู้ฝึกตนอิสระหลายสิบแผงรวมกัน ถ้าร้านค้าย้ายออกไป รายได้ของตลาดก็จะต้องหดหายไปอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆ
ตระกูลหวังคงไม่อยากเห็นสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่ๆ
……
ช่วงบ่ายตอนที่กลับไปรายงานตัวที่ที่ตั้งกองตรวจการ หวังเต๋อนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน บนโต๊ะมีกองเอกสารชุดใหม่สุมไว้อีกตั้งกอง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
หลี่หยวนเคาะประตูเดินเข้าไป แล้วก็รายงานสถานการณ์ลาดตระเวนให้ฟังคร่าวๆ ก่อน
หวังเต๋อฟังจบก็ไม่ได้พูดอะไรตอบในทันที เขาวางเอกสารในมือลงไว้ด้านข้าง แล้วใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะเบาๆ สองที
"เรื่องสัตว์อสูรที่เขตนาวิญญาณ สืบรู้เรื่องแล้วนะ"
หลี่หยวนยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ ไม่ได้เอ่ยปากแทรก
"ช่วงที่หน่วยลาดตระเวนสายใต้มีปัญหา คนที่รับผิดชอบเขตนั้นคือโจวต้าจวงกับยามอีกสองคน ช่วงที่ผลัดเปลี่ยนเวรกันสามคนนี้ละเลยการลาดตระเวน มีอยู่วันนึงดันเลิกงานก่อนเวลา ปล่อยให้ทางใต้มีช่องโหว่ สัตว์อสูรตัวนั้นก็ลอบเข้ามาทางช่องโหว่นั้นแหละ"
น้ำเสียงของหวังเต๋อราบเรียบ
"ทั้งสามคนโดนหักเบี้ยหวัดคนละสองเดือน พร้อมกับยืดเวลาประจำการในกองกำลังคุ้มกันออกไปอีกคนละสามเดือน"
หักเบี้ยหวัดสองเดือน เท่ากับหินวิญญาณยี่สิบก้อนปลิวหายวับไปกับตา
การยืดเวลาออกไปอีกสามเดือนนี่สิยิ่งหนักหนาเข้าไปใหญ่ เดิมทีการผลัดเปลี่ยนเวรของกองกำลังคุ้มกันก็แค่เดือนเดียว ตอนนี้ดันกลายเป็นสี่เดือนไปซะแล้ว
เมียของโจวต้าจวงก็กำลังท้องกำลังไส้ คราวก่อนเจ้าตัวเพิ่งจะบ่นว่าเมียแพ้ท้องหนักมาก ผอมแห้งลงไปตั้งเยอะ โดนหักเงินไม่พอ ยังต้องออกไปตกระกำลำบากข้างนอกเพิ่มอีกสามเดือน ลำบากของแท้เลยงานนี้
แต่ก็ไปเถียงอะไรกับบทลงโทษไม่ได้หรอกนะ ความประมาทในการลาดตระเวนเป็นเหตุให้สัตว์อสูรหลุดเข้าไปในเขตนาวิญญาณ ขืนเกิดไปทำร้ายชาวนาวิญญาณ หรือทำลายนาวิญญาณจนเสียหายขึ้นมา ผลที่ตามมามันไม่ใช่แค่หักเงินเดือนแล้วจะชดใช้ได้หรอก
"มีอีกเรื่องนึง"
หวังเต๋อดึงบันทึกสองสามฉบับออกมาจากกองกระดาษ แล้วกางแผ่ลงบนโต๊ะ
"ช่วงนี้สัตว์อสูรโผล่มาป้วนเปี้ยนรอบๆ ตลาดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนก่อนจนถึงตอนนี้ สถิติการพบเห็นที่กองกำลังคุ้มกันรายงานขึ้นมามีถึงสิบเจ็ดครั้ง ในจำนวนนั้นหกครั้งเกิดขึ้นในรัศมีห้าลี้รอบตลาด"
"ก่อนหน้านี้เดือนนึงเจอแค่สองสามครั้งเองหนิ" หลี่หยวนเอ่ยปาก "จะบอกว่าสัตว์อสูรออกมาหากินบ่อยขึ้นก็ว่าได้"
หวังเต๋อยกถ้วยชาขึ้นมา แต่ไม่ได้ดื่ม แล้วก็วางมันลงไปใหม่
"แต่มันมีอยู่สองสามครั้งที่ดูทะแม่งๆ นะ"
"ตอนที่กองกำลังคุ้มกันออกลาดตระเวนทางเหนือ พวกเขาเจอสัตว์อสูรที่ไม่ซ้ำหน้ากันในตำแหน่งเดียวกันติดต่อกันถึงสามวัน วันแรกเจอหมาในสันเหล็ก วันที่สองเจอกิ้งก่าเขาคู่ วันที่สามเจองูทรายเขาเดี่ยว สัตว์อสูรทั้งสามชนิดมีสัญชาตญาณและพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในสถานการณ์ปกติ พวกมันไม่มีทางโผล่มาอยู่ในจุดเดียวกันได้หรอก"
หลี่หยวนขมวดคิ้ว "ถูกตัวอะไรสักอย่างไล่ต้อนมาจากที่อื่นงั้นเหรอ"
หวังเต๋อมองเขาแวบหนึ่ง
"พูดยาก แต่ดันบังเอิญโผล่มาติดกันสามวัน ในจุดที่แทบจะเป็นจุดเดียวกันเป๊ะ มันไม่เหมือนการอพยพตามธรรมชาติเลยสักนิด"
เรื่องที่จ้าวอู่แอบสอดแนมการวางกำลังป้องกันในตลาดยังจับมือใครดมไม่ได้เลยว่าใครอยู่เบื้องหลัง ถ้าเกิดว่ามีใครแอบต้อนสัตว์อสูรมาก่อกวนรอบๆ ตลาดจริงๆ ล่ะก็ การหาข่าวของจ้าวอู่ก็จะมีเหตุผลใหม่มารองรับทันที
หวังเต๋อไม่ได้พูดอะไรให้มากความ เขายกมือขึ้นโบกไปมา
"เรื่องนี้ทางกองกำลังคุ้มกันกับตระกูลหวังกำลังสืบสวนอยู่ เจ้าแค่ทำหน้าที่ลาดตระเวนของตัวเองให้ดีก็พอ แล้วก็เตรียมตัวรับภารกิจใหม่ที่อาจจะตามมาด้วย ถ้ามีสถานการณ์อะไรก็มารายงานข้าได้เลย"
หลี่หยวนรับคำ แล้วขอตัวเดินออกมา
พอกลับถึงที่พักก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
หลี่หยวนลงกลอนประตู ยืนทำสมาธิในพื้นที่ว่างภายในบ้าน แล้วร่ายรำเคล็ดวิชาวัวเหล็กไปหนึ่งรอบ
ภายใต้การบัฟของคุณสมบัติเสริมความแกร่งอวัยวะภายใน กระบวนท่าทั้งห้าถูกร่ายรำอย่างต่อเนื่องลื่นไหล พลังปราณโลหิตที่ชะล้างอวัยวะภายในนั้นหนักแน่นมั่นคง การดึงรั้งบนล่างของกระบวนท่าที่ห้าวัวเหล็กขวางแม่น้ำก็ดูมั่นคงสุดๆ
【เคล็ดวิชาวัวเหล็ก: ระดับชำนาญ 382/400】
อีกไม่ไกลก็จะบรรลุระดับทัดไปแล้ว
หลังจากรั้งพลังเก็บ เขาก็ฝึกวิชาเลี้ยงปราณต่ออีกสองรอบ สองวิชาฝึกเสร็จ หลี่หยวนก็นั่งขัดสมาธิ เริ่มเดินพลังตามเคล็ดชักนำปราณ
พลังวิญญาณทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณ บริสุทธิ์ และ รวดเร็วรุนแรง
พลังวิญญาณในจุดตันเถียนหนาแน่นขึ้นกว่าเดือนก่อนมากโข
ความรู้สึกโหวงเหวงตอนที่เพิ่งทะลวงเข้าขั้นสี่ใหม่ๆ มลายหายไปตั้งนานแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความหนาแน่นและหนักอึ้ง ทุกครั้งที่โคจรพลังครบรอบ ก็สัมผัสได้เลยว่าพลังวิญญาณกำลังตกตะกอนสะสมอยู่ในจุดตันเถียนอย่างมั่นคง
การเดินพลังเคล็ดชักนำปราณก็ลื่นไหลขึ้นเรื่อยๆ จังหวะการหายใจที่ต้องคอยควบคุมอย่างตั้งใจเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้มันแทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว ความชำนาญบนหน้าต่างสถานะก็กำลังคืบคลานเข้าสู่ระดับทะลุปรุโปร่ง
ด้วยคุณสมบัติที่คอยบัฟให้ ความเร็วในการฝึกฝนของหลี่หยวนจึงทิ้งห่างคนในระดับเดียวกันไปไกลลิบ
ไม่ใช่แค่สะสมพลังวิญญาณได้เร็วเท่านั้น แต่เป็นเพราะพลังวิญญาณนั้นบริสุทธิ์ การไหลเวียนของพลังวิญญาณก็เลยรวดเร็วตามไปด้วย ตลอดทางที่ผ่านมา หลี่หยวนเลยยังไม่เคยเจอคอขวดหรือจุดติดขัดอะไรเลยสักครั้ง
คอขวดมันไม่ได้มีแค่ตอนทะลวงขีดจำกัดขั้นพลังเท่านั้นหรอกนะ การฝึกฝนตามปกติมันก็มีคอขวดเล็กๆ น้อยๆ โผล่มาให้เห็นเหมือนกันแหละ ซึ่งมันสามารถใช้เวลาขัดเกลาให้ผ่านไปได้ แต่มันต้องเสียเวลาเยอะเอาเรื่องเลย
หลี่หยวนหลับตาเดินพลังต่อไป ลมหายใจยืดยาวและสม่ำเสมอ