- หน้าแรก
- ทะลวงวิถีเซียน ข้าล็อกคุณสมบัติไอเทมถาวรได้
- บทที่ 19 สัตว์อสูร
บทที่ 19 สัตว์อสูร
บทที่ 19 สัตว์อสูร
บทที่ 19 สัตว์อสูร
ยามบ่าย นอกประตูตลาดฝั่งตะวันออก
ตอนที่หลี่หยวนมาถึง ลูกทีมทั้งสามคนก็ยืนรออยู่ข้างทางแล้ว
โจวต้าจวงยืนพิงเสาประตู หน้าตาอิดโรยเหมือนคนอดนอน แต่ก็ยังดูดีกว่าตอนที่โดนเกณฑ์ไปอยู่กองกำลังคุ้มกันเยอะ
ข้างๆ มีสวีเม่ากับหลินเสี่ยวอู่ยืนอยู่ สวีเม่าอายุราวๆ สามสิบ หน้าตาดูนิ่งๆ เงียบขรึม เป็นคนเก่าคนแก่ที่อยู่กองตรวจการมาหลายปี ส่วนหลินเสี่ยวอู่อายุแค่ยี่สิบต้นๆ อายุน้อยสุดในทีม ท่าทางดูประหม่าสุดๆ มือเอาแต่คลำอาวุธวิเศษที่เอวไม่หยุด
พอเห็นหลี่หยวนเดินมา ทั้งสามคนก็ประสานมือคารวะพร้อมกัน
หลี่หยวนเดินไปพูดไป ไม่อ้อมค้อม "พบร่องรอยสัตว์อสูรทางตอนใต้ของเขตนาวิญญาณ หน่วยจัดการสั่งให้ไปสืบดูว่ามันแค่เดินผ่านมาหรือมาปักหลักอยู่แถวนี้"
ระหว่างที่หลี่หยวนอธิบาย โจวต้าจวงก็ก้มหน้าปลดกระติกน้ำที่เอวขึ้นมากระดกอึกใหญ่
"พอไปถึงเราจะแบ่งเป็นสองทีม ข้ากับโจวต้าจวงจะไปทางใต้ เริ่มแกะรอยจากจุดที่เจอคอยเท้า สวีเม่าพาหลินเสี่ยวอู่ไปทางตะวันออก เดินเลียบขอบนาวิญญาณดูว่ามีร่องรอยอื่นอีกมั้ย ถ้าเจอสัตว์อสูรให้ถอยก่อนเลย แล้วค่อยกลับมาวางแผนกันใหม่"
ทั้งสามคนรับคำสั่งพร้อมเพรียง
หลินเสี่ยวอู่ที่เดินตามหลังมา อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามขึ้นมา "รองหัวหน้า พอจะรู้มั้ยขอรับว่ามันเป็นสัตว์อสูรระดับไหน"
"ยังไม่รู้"
โจวต้าจวงมีสีหน้าเจื่อนๆ เดินก้มหน้าเงียบๆ อยู่พักใหญ่ กว่าจะยอมปริปากพูด "ช่วงนี้มีแต่ตัวประหลาดๆ แห่มาป้วนเปี้ยนรอบตลาด เดือนก่อนตอนข้าอยู่กองกำลังคุ้มกัน ซุนเหลียงมันออกไปล่าสัตว์อสูรข้างนอก ดันไปเจอพวกตะขาบดินเข้า โดนคลื่นกระแทกอัดซะอวัยวะภายในช้ำไปหมด ตอนนี้ยังนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ในตลาดเลย"
หลี่หยวนปรายตามองหมอนั่นแวบหนึ่ง
"มันอยากได้หินวิญญาณเยอะๆ ก็เลยทะเล่อทะล่าพุ่งออกหน้าไปก่อนน่ะสิ"
โจวต้าจวงส่ายหน้า "ได้ส่วนแบ่งมาห้าก้อน"
เอาอวัยวะภายในไปแลกหินวิญญาณห้าก้อน จะคุ้มหรือไม่คุ้มมันก็เป็นทางที่ซุนเหลียงเลือกเอง
ทั้งสี่คนเดินย่ำฝุ่นไปตามถนนดินแดงราวๆ ครึ่งชั่วยาม ก็มาถึงฝั่งใต้ของเขตนาวิญญาณ
ลุงเหอชาวนาวิญญาณคนเดิมรีบวิ่งหน้าตื่นมารับหน้า บอกว่ารอยเท้ายังอยู่ แกสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปเหยียบย่ำเด็ดขาด
หลี่หยวนสั่งให้สวีเม่ากับหลินเสี่ยวอู่แยกไปทางตะวันออก ส่วนเขากับโจวต้าจวงเดินตามลุงเหอมุ่งหน้าไปทางใต้
รอยเท้ายังชัดเจนเหมือนเมื่อวานเป๊ะๆ แค่ขอบๆ มันเริ่มเลือนไปนิดหน่อยเพราะโดนลมพัด
โจวต้าจวงย่อตัวลงไปนั่งจ้องรอยเท้าอยู่นาน "สัตว์อสูรที่มีสามนิ้วแล้วก็มีพังผืดน่ะมีเยอะ แต่ไอ้ที่ตีนใหญ่เท่าปากชามเนี่ย เดือนนึงที่ข้าอยู่กองกำลังคุ้มกัน ข้ายังไม่เคยเจอเลย"
พูดจบ โจวต้าจวงก็มองตามรอยเท้าที่มุ่งหน้าไปทางดงหญ้ารกทางทิศใต้
หลี่หยวนเดินตามรอยเท้านั่นมุ่งหน้าไปทางทิศใต้
พอพ้นเขตนาวิญญาณ ดินโคลนแฉะๆ ก็เปลี่ยนเป็นดินแดงปนกรวด รอยเท้ามันก็เริ่มเลือนหายไปเรื่อยๆ
สถานการณ์เหมือนเมื่อวานเป๊ะ ถ้าพึ่งแค่ตาเปล่า มาถึงตรงนี้ก็จบเห่
แต่วันนี้มันไม่เหมือนเมื่อวาน
หลี่หยวนหยุดเดิน แล้วล้วงเอาจานหยั่งรู้วิญญาณออกมาจากแขนเสื้อ
แผ่นทองเหลืองกลมๆ วางนิ่งอยู่บนฝ่ามือ
หลี่หยวนไม่ได้จะใช้คุณสมบัติของระบบมาช่วยหรอกนะ ต้องทำตัวให้เนียนๆ เข้าไว้ ขืนโป๊ะแตกขึ้นมา ต่อให้โอกาสน้อยแค่ไหนก็ซวยได้
เขาแค่อัดพลังวิญญาณเข้าไปกระตุ้นให้เครื่องรางมันทำงานก็พอ
ประสาทสัมผัสถูกขยายวงกว้างขึ้นทันตาเห็น
ความรู้สึกเหมือนตอนเดินปิดตามาตลอดทาง แล้วจู่ๆ ก็มีคนกระชากผ้าปิดตาออก
มันไม่ใช่การมองเห็นด้วยตา แต่มันคือสัมผัส คลื่นพลังวิญญาณในรัศมีหลายสิบจั้งถาโถมเข้ามาในหัวพร้อมกัน
ห่างออกไปสิบกว่าจั้งข้างหลัง คือโจวต้าจวง คลื่นพลังวิญญาณเสถียรและหนักแน่น สมกับเป็นหลอมปราณขั้นสาม
ไกลออกไปทางเขตนาวิญญาณ มีคลื่นพลังวิญญาณจางๆ และสะเปะสะปะกระจายอยู่ทั่วไป —— นั่นคือพลังของพวกชาวนาวิญญาณ
ดงหญ้ารกชัฏรอบตัวเงียบกริบ ไม่มีคลื่นพลังวิญญาณของสัตว์อสูรเล็ดลอดเข้ามาในรัศมีหลายสิบจั้งเลย
หลี่หยวนถือจานหยั่งรู้วิญญาณเดินช้าๆ มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ เดินไปได้ราวๆ เจ็ดแปดสิบจั้ง ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
มีบางอย่างโผล่เข้ามาในระยะสัมผัส
คลื่นพลังวิญญาณมันไม่เข้มข้นเลย ค่อนข้างจางด้วยซ้ำ แต่มันกลับดูโดดเด่นแปลกๆ
"ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามข้ามา"
โจวต้าจวงไม่ปริปากถามสักคำ รีบจ้ำอ้าวตามมาติดๆ
ทั้งคู่แหวกดงหญ้าที่สูงระดับเอวเดินลุยเข้าไปราวๆ หนึ่งก้านธูป
หลี่หยวนก็หยุดเดิน
ตรงหน้ามีกอหญ้าหย่อมหนึ่งถูกอะไรบางอย่างทับจนแบนแต๊ดแต๋ พื้นที่กว้างราวๆ สองสามจั้ง ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่มันดูผิดสังเกตสุดๆ
ดงหญ้ารอบๆ สูงถึงเอว มีแค่ตรงนี้แหละที่เตียนโล่งหยั่งกะลานเต้นรำ เหมือนมีสัตว์ตัวเบ้อเริ่มมานอนทับอยู่พักใหญ่จนหญ้าแบนราบไปหมด
บนพื้นมีรอยเท้าชัดเจน —— เหมือนเป๊ะกับรอยเท้าในนาวิญญาณ สามนิ้ว มีพังผืด ขนาดเท่าปากชาม
ไม่ใช่แค่เดินผ่านมาเฉยๆ แน่
"นี่มันไม่ได้แค่ผ่านมาแล้ว" หลี่หยวนยืดตัวขึ้น
โจวต้าจวงละสายตาจากรอยเท้า หันขวับไปมองทางเขตนาวิญญาณ
จากจุดที่ยืนอยู่มองไปที่เขตนาวิญญาณฝั่งใต้ ไม่มีอะไรบังสายตาเลย โล่งโจ้ง
ถ้ามายืนตรงนี้ ก็สามารถสอดส่องความเป็นไปในนาวิญญาณได้สบายๆ
"ไอ้ตัวนี้มันมาซุ่มดูเขตนาวิญญาณต่างหาก" หลี่หยวนก้มมองพื้น
ก้านหญ้าชั้นล่างสุดมันเหลืองกรอบไปแล้ว รอยหักก็แห้งสนิท ดูทรงแล้วน่าจะโดนทับมาหลายวัน
แต่ชั้นบนๆ ยังมีรอยหญ้าหักใหม่ๆ สียังเขียวสดอยู่เลย อย่างมากก็เพิ่งโดนทับไม่เกินวันสองวัน
"แถมมันไม่ได้มาแค่วันเดียวด้วย"
หน้าโจวต้าจวงถอดสี หลี่หยวนแอบเห็นว่าหมอนั่นเหลือบไปมองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้แวบหนึ่ง เป็นทิศเดียวกับที่หมอนั่นเคยมองตอนมาถึงเขตนาวิญญาณใหม่ๆ
ในรัศมีหลายสิบจั้งไม่มีอะไรผิดปกติ สัตว์อสูรตัวจริงไม่ได้อยู่แถวนี้
"กลับกันก่อน"
ทั้งสองคนเดินย้อนกลับทางเดิม พอมาถึงชายขอบเขตนาวิญญาณ สวีเม่ากับหลินเสี่ยวอู่ก็เดินอ้อมกลับมาจากทางทิศตะวันออกพอดี
"ฝั่งตะวันออกเคลียร์" สวีเม่าส่ายหน้า "ตามคันนากับบนถนนไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่มีรอยเท้า ไม่มีวี่แววของสัตว์อสูรเลย"
หลี่หยวนสรุปสถานการณ์ทางฝั่งใต้ให้ฟังคร่าวๆ —— เจอจุดที่สัตว์อสูรมาซุ่มดูนาวิญญาณแล้ว ไม่ใช่แค่บังเอิญเดินผ่านมาแน่
จากนั้นหลี่หยวนก็ตระเวนไปบอกชาวนาวิญญาณแถวๆ นั้นทีละคนๆ ให้รีบเก็บของกลับบ้านก่อนค่ำ ห้ามค้างคืนที่นาเด็ดขาด ถ้าเจออะไรแปลกๆ ให้โกยอ้าวกลับตลาดทันที
ลุงเหอชาวนาวิญญาณดึงแขนเสื้อหลี่หยวนยิกๆ ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีสัตว์อสูรมาจ้องจะกินข้าวในนาแกจริงๆ เหรอ
พอแจ้งข่าวเสร็จ ทั้งสี่คนก็พากันกลับตลาด ไปรายงานเรื่องนี้ให้หวังเต๋อฟังที่ฐาน
หวังเต๋อฟังจบก็นิ่งไปอึดใจนึง
"ซุ่มดูนาวิญญาณงั้นเรอะ"
"น่าจะใช่ มันไปหาทำเลเหมาะๆ นอนแหมะอยู่ในดงหญ้าทางทิศใต้ มุมนั้นมองเห็นนาวิญญาณชัดแจ๋วเลย"
"ไอ้สัตว์อสูรเวรนี่มันจะมาจ้องนาวิญญาณทำซากอะไร ข้าวก็ยังไม่สุกซะหน่อย"
หวังเต๋อเคาะนิ้วลงบนโต๊ะสองที คว้าพู่กันมาตวัดเขียนอะไรยิกๆ ลงในเอกสาร
"ช่วงนี้เพิ่มกำลังคนไปเดินยามเขตนาวิญญาณ จัดเวรไปเดินตรวจทุกวัน เจ้าเป็นคนคุมทีม"
"ตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรระดับไหน เดี๋ยวข้าไปยืมอาวุธวิเศษ... ช่างเถอะ อาวุธวิเศษโดนกองกำลังคุ้มกันยึดไปหมดแล้ว เดี๋ยวข้าจัดคนเพิ่มให้เจ้าแทนก็แล้วกัน"
หลี่หยวนพาลูกทีมทั้งสามคนเดินออกมาจากห้อง
ตอนที่เดินพ้นประตูหางตาหลี่หยวนก็เหลือบไปเห็นโจวต้าจวง
ตั้งแต่บ่ายจนถึงตอนนี้ หมอนี่ดูเครียดจัดหยั่งกะมีหินถ่วงคอ เหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอหอยแต่พูดไม่ออก
พอเดินมาถึงหน้าประตูเตรียมจะแยกย้าย โจวต้าจวงก็เดินไปได้สองก้าวแล้วหันขวับกลับมา ล้วงกระติกน้ำที่เอวขึ้นมากระดกอึกใหญ่
"เมียข้าท้องได้สองเดือนแล้ว ช่วงนี้แพ้ท้องหนักมาก"
หลี่หยวนไม่ได้พูดแทรกอะไร
โจวต้าจวงยกหลังมือปาดปาก ก้มหน้ามองพื้น
"กินอะไรก็อ้วกออกหมด ผอมซูบไปตั้งเยอะ นางเป็นแค่คนธรรมดา ร่างกายมันก็อ่อนแอกว่าพวกเราอยู่แล้ว ข้าอยากจะอยู่ดูแลนางที่บ้าน แต่ดันซวยโดนเกณฑ์ไปอยู่กองกำลังคุ้มกัน ปลีกตัวไม่ได้เลย"
"ข้าเป็นห่วงนางแทบเป็นบ้า ตอนเดินยามก็เลยสติแตกจนทำพลาด"
เมียของโจวต้าจวงเป็นคนธรรมดา อาศัยอยู่ตรงโซนคนธรรมดาฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตลาด การที่ผู้ฝึกตนกับคนธรรมดาจะแต่งงานกัน มันก็เป็นเรื่องปกติของพวกชนชั้นรากหญ้า
ผู้ฝึกตนหญิงมันหายาก การลดสเปคไปแต่งกับคนธรรมดาก็ทำให้ได้เมียสวยๆ ไปครอง
โดยเฉพาะพวกผู้ฝึกตนปลายแถวที่หมดหวังจะไต่เต้าอย่างโจวต้าจวง การหาคนธรรมดามาสร้างครอบครัวด้วยก็มีให้เห็นเกลื่อนไป
"อุตส่าห์อดทนจนรอดกลับมาได้ แต่ช่วงนี้มัน..."
พูดยังไม่ทันจบ โจวต้าจวงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วหันหลังเดินจากไป
หลี่หยวนมองตามหลังหมอนั่นจนลับสายตา
พอกลับถึงที่พัก ก็ลงกลอนประตู ทรุดตัวลงนั่งริมเตียง
นั่งขัดสมาธิ เริ่มเดินพลังเคล็ดชักนำปราณ พลังวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกาย บริสุทธิ์ไร้ที่ติ รอบโคจรหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว
หลี่หยวนปรับจังหวะการเดินพลัง ให้มันอยู่ในระดับที่ร่างกายรับไหว ไม่หนักเกินไป
ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิท ในบ้านไม้มีแต่เสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ