- หน้าแรก
- ภรรยาข้าคือจอมมารหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก
- บทที่ 157 ทยอยออกโรง
บทที่ 157 ทยอยออกโรง
บทที่ 157 ทยอยออกโรง
"ทูลฝ่าบาท หวังตุนถวายฎีกาถอดถอนหลิวเหว่ย โดยกล่าวหาว่าเขารวบอำนาจสร้างความหายนะแก่บ้านเมือง เพื่อกำจัดหลิวเหว่ยปัดเป่าภัยพาล จึงนำทัพใหญ่สามแสนแปดหมื่นนายด้วยตนเอง ยกทัพมุ่งหน้าสู่อำเภออู่ชางพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีชูเอกสารข่าวกรองขึ้นสูง น้ำเสียงถึงกับสั่นเทา
ซือหม่ารุ่ยใบหน้ามืดครึ้ม กระชากเอกสารข่าวกรองมา กวาดตามองเพียงปราดเดียว ก่อนจะปาลงพื้นอย่างแรง
เขากัดฟันกรอด "สามแสนแปดหมื่น! จะสร้างภาพข่มขวัญก็ควรให้มันพอดีหน่อย! ตกลงแล้วมีคนเท่าใดกันแน่!"
ขันทีกล่าวว่า "จากการสืบสวนอย่างละเอียดของพวกเรา หวังตุนระดมกำลังทหารจากมณฑลจิงโจวและมณฑลเจียงโจว รวมทั้งสิ้นสี่หมื่นสามพันนาย เมื่อรวมกับการสนับสนุนจากกองกำลังส่วนตัวของตระกูลใหญ่ในแต่ละท้องที่แล้ว เบ็ดเสร็จรวมกันมีทั้งสิ้นแปดหมื่นนายพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าหลวงมณฑลเซียงโจว กานจั๋ว ได้รวบรวมกำลังทหารสองหมื่นนาย มุ่งหน้าสู่อำเภออู่ชาง เพื่อเตรียมทำศึกซุ่มโจมตีอย่างงดงามที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ"
ซือหม่ารุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวว่า "ทหารสองหมื่นนาย... กานจั๋วต้านทานหวังตุนไว้ไม่ได้หรอก ประกาศราชโองการออกไป บอกว่าหวังตุนยกทัพก่อกบฏ ขอให้เถาข่านนำทหารมณฑลกว่างโจวมาสนับสนุนอำเภออู่ชางโดยเร็ว"
"สั่งให้เตียวเสียและเวินเจี้ยวเป็นแม่ทัพ นำทหารมณฑลหยางโจวไปต้านทาน"
"ส่งราชโองการถึงหลิวเหว่ย ให้เขานำทหารมณฑลสวีโจว กลับมาคุ้มกันนครเจี้ยนคัง"
ร่างของขันทีสั่นสะท้าน เอ่ยเสียงเบา "ฝ่าบาท หากอำเภอเฉียวไร้ซึ่งการสนับสนุนจากมณฑลสวีโจว เกรงว่าคงยากจะต้านทานสือหู่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ"
ซือหม่ารุ่ยมีหรือจะไม่เข้าใจเหตุผลข้อนี้ แต่ต่อให้ต้องสูญเสียดินแดนตอนเหนือของแม่น้ำหวยไปทั้งหมด ก็ต้องรับประกันความปลอดภัยของนครเจี้ยนคังให้ได้
มือในแขนเสื้อของหวนอี๋กำหมัดแน่น เขาก้าวเท้ายาวๆ ออกไปเบื้องหน้า คุกเข่าลงบนพื้น แล้วร้องตะโกนเสียงดัง "ฝ่าบาท อำเภอเฉียวคือเมืองยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารทางตอนเหนือของแม่น้ำหวย หากเสียเมืองไป ดินแดนทางเหนือทั้งหมดของราชวงศ์จิ้นเราคงต้องตกที่นั่งลำบากแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
"ทหารมณฑลสวีโจวก็ถูกเรียกตัวกลับมาแล้ว สือหู่ย่อมสามารถบุกตะลุยทะลวงผ่านมณฑลสวีโจว ลงใต้มาคุกคามนครเจี้ยนคังได้อย่างง่ายดายพ่ะย่ะค่ะ"
"หากไต้เยวียนก่อกบฏขึ้นมา พวกเราก็จบสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เส้นเลือดบนหน้าผากของซือหม่ารุ่ยปูดโปน เขาคำรามเสียงต่ำ "ไม่มีทางจัดการเรื่องของอำเภอเฉียวได้อีกแล้ว! ทำได้เพียงยอมสละทิ้งเท่านั้น!"
"หากเสียนครเจี้ยนคังไป แล้วจะยังมีอำเภอเฉียวอันใดอีก!"
"ทว่าหากเสียอำเภอเฉียวไป ตราบใดที่นครเจี้ยนคังยังอยู่ ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยไปชิงกลับมาก็ย่อมได้"
หวนอี๋พึมพำเสียงแผ่ว "ฝ่าบาท... เช่นนั้นราษฎรทางตอนเหนือของแม่น้ำหวย คงต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างแสนสาหัสสิพ่ะย่ะค่ะ"
ซือหม่ารุ่ยกล่าวเสียงเย็น "เจ้าใส่ใจราษฎรอย่างนั้นหรือ? ไม่เลย เจ้าใส่ใจสกุลหวนของพวกเจ้าต่างหาก!"
"ทว่าตอนนี้หากข้าส่งเจ้าไปอำเภอเฉียว เจ้ายังจะกล้าไปอยู่อีกหรือไม่?"
หวนอี๋ก้มหน้าลง ทอดถอนใจด้วยความจนปัญญา
และในเวลานั้นเอง ก็มีขันทีอีกคนเดินซอยเท้าเข้ามา คุกเข่าลงบนพื้น เอ่ยเสียงเบา "ฝ่าบาท ท่านซือคงหวังพาสมาชิกครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่... เข้าวังมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ บอกว่า... มาขอรับการลงทัณฑ์"
ซือหม่ารุ่ยแค่นหัวเราะเย็นชา "มาขอรับการลงทัณฑ์ตอนนี้งั้นหรือ? เหอะ หวังเต่าผู้นี้ช่างเล่นงิ้วเก่งเสียจริง"
"หากข้าลงโทษเขา เหตุผลในการก่อกบฏของหวังตุนก็คงจะไม่ใช่แค่ 'กำจัดหลิวเหว่ยปัดเป่าภัยพาล' อีกต่อไป"
"ให้เขาเข้ามา พวกเจ้าถอยออกไปก่อน ข้าอยากจะรู้เสียจริงว่าเขาจะพูดอันใดได้บ้าง"
ทว่าหลังจากหวนอี๋และบรรดาขันทีถอยออกไปแล้ว ซือหม่ารุ่ยถึงได้ปรายตามองไปด้านหลัง กล่าวว่า "เทพธิดาจันทร์กระจ่าง เกรงว่าคงต้องรบกวนให้ท่านเดินทางไปที่อำเภอเฉียวด้วยตนเองสักรอบแล้ว"
จู้เยว่ซีก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น แววตาราบเรียบ
ซือหม่ารุ่ยกล่าว "ข้ารวบรวมกำลังจากมณฑลต่างๆ ใช่ว่าจะไม่อาจต้านทานหวังตุนได้ ทว่าอำเภอเฉียวขาดทหารหนุนจากมณฑลสวีโจว อีกทั้งไต้เยวียนยังก่อกบฏ ย่อมไม่อาจต้านทานได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว"
"ถังอวี่ผู้นั้นก็ไม่เคยส่งจดหมายมาเลยสักฉบับ คนส่งข่าวของข้าก็ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด"
"ท่านไปดูสถานการณ์ที่อำเภอเฉียว หากมีโอกาสสังหารสือหู่และไต้เยวียน ก็ขอให้เทพธิดาลงมือ เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของอำเภอเฉียวด้วยเถิด"
"หากที่นั่นแตกพ่ายไปแล้ว ข้าก็ต้องทราบข่าวเป็นคนแรกเช่นกัน"
จู้เยว่ซีพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า "ฝ่าบาทถนอมพระวรกายด้วย"
นางไม่พูดพร่ำทำเพลง เอ่ยเพียงประโยคเดียวอย่างเด็ดขาด ก่อนจะเลือนหายไปจากตำหนักใหญ่ทันที
……
จิงโข่ว เซี่ยชิวถงมองดูกองทหารที่ดูเกียจคร้านตรงหน้า พลางขมวดคิ้วมุ่น
หวังตุนก่อกบฏแล้ว กานหนิงต้านทานไม่อยู่ เถาข่านอยู่ไกลถึงมณฑลกว่างโจว ยังต้องใช้เวลา เตียวเสียและเวินเจี้ยวนำทหารมณฑลหยางโจวมาป้องกัน คาดว่าคงยากจะเห็นผล
หากทหารมณฑลสวีโจวเคลื่อนไหว อำเภอเฉียวก็คงตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน
เวลาช่างกระชั้นชิดเสียจริง
"ฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด ใช้ระบบให้รางวัลผู้ทำได้ดีที่สุดและลงโทษผู้ที่ทำได้แย่ที่สุด แบ่งค่ายเปรียบเทียบกัน ค่ายที่แย่ที่สุดให้กินแค่ข้าวต้มใสๆ ค่ายที่ดีที่สุดให้กินเนื้อ"
"กองทัพหนึ่งหากต้องการสร้างพลังรบให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ต้องปลูกฝังวินัยเข้าไปในหัวของพวกเขาทุกคน"
"ภายในหนึ่งเดือน พวกเขาจะต้องมุ่งหน้าสู่สนามรบ"
"หากพบพวกหัวแข็งที่ไม่รักษาวินัย เมื่อถึงเวลาจำเป็นให้ใช้ไม้กระบองตีจนตาย เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู"
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็เงยหน้ามองไปทางทิศเหนือ
ตามการคาดเดาของนาง ในเวลานี้ซือหม่ารุ่ยย่อมต้องยอมสละอำเภอเฉียวทิ้งอย่างแน่นอน ถังอวี่คงแย่แล้ว
บางที เขาอาจจะตามซีเอ๋อร์ไปทางเหนือแล้วกระมัง
การพบกันครั้งหน้า... ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด
บางที ชาตินี้อาจไม่ได้พบกันอีกเลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซี่ยชิวถงก็ทอดถอนใจออกมาช้าๆ พึมพำว่า "บ้านเมืองยุคนี้ ช่างยากเย็นเสียจริง"
……
ภายในคุกหลวง ถังอวี่นั่งขัดสมาธิเงียบๆ อาศัยแสงเทียนเพื่อดูแผนที่
เขาใช้นิ้วจิ้มเบาๆ ไปยังตำแหน่งของอำเภออู่ชาง พลางกล่าว "หวังตุน, กานหนิง"
"เถาข่านแห่งมณฑลกว่างโจว เตียวเสีย, เวินเจี้ยว, หวังเต่า และอวี๋เลี่ยงแห่งนครเจี้ยนคัง"
"หลิวเหว่ยแห่งมณฑลสวีโจว"
"จูเยว่ต้า, ไต้เยวียน และสือหู่แห่งอำเภอเฉียว..."
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็หัวเราะออกมาช้าๆ เอ่ยเสียงเบา "ทยอยออกโรงกันแล้วสิ! ช่างครึกครื้นเสียจริง!"
หวังฮุยเบะปากกล่าว "พี่ใหญ่ถัง ท่านเลิกหัวเราะเถิด... ข้ากลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว..."
ถังอวี่หัวเราะ "เจ้าจะกลุ้มอันใดกัน ไม่ได้ให้เจ้าไปทำศึกเสียหน่อย"
หวังฮุยกล่าวเสียงเบา "ข้าอยากจะช่วยท่านออกไปนี่นา ไต้เยวียนไม่ยอมปล่อยคนสักที ข้าไปโวยวายกับเขาตั้งหลายครั้งแล้วนะ"
ถังอวี่กุมมือเล็กๆ ของนางไว้ เอ่ยเสียงเบา "อย่าได้ร้อนใจ เมื่อถึงเวลาที่ข้าสมควรออกไป ย่อมออกไปได้เอง"
"ตอนนี้เจ้าต้องช่วยข้าเขียนจดหมายสักฉบับ ให้เจียงเยี่ยนส่งไปที่อำเภอเผิงเฉิง มอบให้พี่ชายห้าของเจ้า"
"จากข่าวกรองของเจ้า หลิวเหว่ยแห่งมณฑลสวีโจวเกรงว่าคงจะต้องถอนทัพแล้ว วิกฤตการณ์ของนครเจี้ยนคังกำลังทวีความรุนแรง อำเภอเฉียวมาถึงช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแล้ว"
"อย่างมากที่สุดสามถึงห้าวัน สือหู่และไต้เยวียนก็จะเริ่มลงมือแล้ว"
"ตระกูลใหญ่ กลายเป็นกุญแจสำคัญ"
หวังฮุยเอ่ยถาม "ตระกูลใหญ่จะช่วยพวกเราหรือ?"
ช่างเป็นคำว่า 'พวกเรา' ที่ดีเสียจริง คุณหนูหวังเอ๋ย เจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้าก็เป็นคนของสกุลหวังนะ
ถังอวี่กล่าวช้าๆ "สกุลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้น สกุลอวี๋แห่งอิ่งชวนล้วนไร้ทางถอย ไต้เยวียนอย่างมากก็ดึงตัวสกุลหวนกับจูเยว่ต้ามาได้เท่านั้น"
"ทว่าความเป็นจริง เขาไม่สามารถดึงผู้ใดมาได้เลย เพราะ... สือหู่จะไม่เลือกตกลงร่วมมือกับเขา ศึกครั้งนี้มีแต่ต้องสู้เท่านั้น"
ถังอวี่กล่าว "เมื่อเริ่มต่อสู้กัน ทุกคนก็จะไม่มีทางถอยอีกแล้ว"
หวังฮุยเอ่ยเสียงแผ่ว "แล้วช่วงสองสามวันนี้ข้าควรทำเช่นไรดีเล่า? นอกจากการเขียนจดหมายแล้ว ยังมีงานอื่นอีกหรือไม่?"
ถังอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบว่า "ไม่มีงานอันใดแล้ว เพียงแต่อย่าปล่อยให้เหลิ่งหลิงเหยาจากไปก็พอ ทันทีที่สงครามเปิดฉากขึ้น ทุกฝ่ายจะเข้าสู่ความวุ่นวาย เจ้าต้องรับประกันความปลอดภัยของตัวเองให้ได้"
สิ้นคำกล่าว ถังอวี่ก็ลุกขึ้นยืนทันที มองออกไปนอกลูกกรง
สื่อจงยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น จ้องมองถังอวี่ พลางเอ่ยถาม "อำเภอเฉียวกำลังจะพินาศแล้วใช่หรือไม่?"
ถังอวี่หรี่ตากล่าว "เจ้าหวังให้อำเภอเฉียวพินาศหรือ?"
สื่อจงกล่าว "หากข้าปล่อยเจ้าออกมา เจ้าจะสามารถทำอันใดได้บ้าง?"
ถังอวี่ส่ายหน้ากล่าว "ข้าทำอันใดไม่ได้เลย ทว่าเจ้าต่างหากที่สามารถทำอะไรบางอย่างได้"
สื่อจงกล่าว "ข้าจะทำอะไรได้?"
ถังอวี่หัวเราะขึ้นมา กล่าวอย่างเชื่องช้า "ราษฎรล้วนมีโทสะ ทว่าโทสะขุมนี้ จำเป็นต้องมีคนเป็นผู้นำ มิเช่นนั้นพวกเขาก็จะทำได้เพียงโกรธเคือง แต่ไม่กล้าลุกขึ้นสู้"
"ข้าต้องการให้เจ้า พาชาวบ้านเหล่านั้นมาพบข้า"
สื่อจงถาม "เมื่อใด!"
ถังอวี่ตอบ "มะรืนนี้ ชาวบ้านจะเข้าเมืองมาจ่ายภาษี"
"เหตุใดกัน?"
"เพราะบ่ายวันพรุ่งนี้ ไต้เยวียนจะส่งคนไปเก็บภาษี"
"เหตุใดเล่า?"
"คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว"
ถังอวี่หรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา "จำเอาไว้ พรุ่งนี้เจ้าต้องทำให้ไต้เยวียนไปเก็บภาษี ภาษีปราบอุดร"
"เข้าใจแล้ว"
สื่อจงกัดฟันแน่น หันหลังเดินจากไป