- หน้าแรก
- ก่อนเนรเทศใช้มิติยกคลังหลวง
- บทที่ 12 คำเตือน และการริบทรัพย์สิน
บทที่ 12 คำเตือน และการริบทรัพย์สิน
บทที่ 12 คำเตือน และการริบทรัพย์สิน
“ทำไมล่ะ? ทีตัวเองพุ่งเข้ามาหมายจะจิกทึ้งข้าได้ แต่กลับไม่ยอมให้ข้าลงมือตอบโต้กลับอย่างถูกต้องงั้นหรือ?”
เสิ่นเซี่ยงหว่านแค่นยิ้มหยัน นอกเหนือจากจะไม่มีความสำนึกผิดเลยสักนิดแล้ว นางยังตอบกลับไปอย่างผ่าเผยและเปี่ยมด้วยเหตุผล ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเริ่มหาเรื่องก่อน ก็อย่ามาโทษว่านางไร้น้ำใจ หลักการใช้ชีวิตของนางแต่ไหนแต่ไรมาคือ ‘หากผู้อื่นไม่รุกรานข้า ข้าจะไม่รุกรานใคร แต่หากใครกล้ามารุกรานข้า ข้าจะฟาดฟันมันให้สิ้น!’
“ข้า... ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!... อ๊าย!...”
“เงียบเดี๋ยวนี้!”
หวังหลานสูญเสียสติสัมปชัญญะไปในพริบตา นางกรีดร้องเหมือนคนบ้าและทำท่าจะพุ่งเข้าไปฉีกกระชากอีกฝ่ายให้แหลกคามือ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวขา เสียงแหวกอากาศก็พลันบาดลึกขึ้นมาเสียก่อน เพียะ! แส้ในมือของเถียนอี้ฟาดสะบัดลงบนร่างของนางอย่างรุนแรง เสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพงฉีกขาดเป็นทางยาว ปรากฏรอยแผลสีแดงฉานที่มีโลหิตซึมออกมาบนผิวพรรณที่ได้รับการบำรุงมาเป็นอย่างดี ทำเอาหวังหลานเจ็บจนตัวสั่นเทิ้มและกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“ท่านแม่!”
“หลานหลาน!”
“สะใภ้สาม!”
ทุกคนต่างพากันหันไปมองเถียนอี้และแส้ที่เปื้อนเลือดในมือของเขาตามสัญชาตญาณ ในส่วนลึกของดวงตาแต่ละคนพากันฉายแววหวาดผวาและขยาดกลัวอย่างปิดไม่มิด เว่ยจิ้งหงรวมถึงพวกบุตรชายบุตรสาวรีบพุ่งเข้าไปดูอาการนางอีกครั้ง ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าที่ยืนอยู่กับคนเรือนรองฝั่งโน้นก็ส่งเสียงร้องอุทานออกมาเบาๆ แต่ตัวกลับไม่ยอมก้าวเท้าเข้ามาเลยสักก้าว ใครจะไปรู้ว่าเถียนอี้จะสะบัดแส้ฟาดลงมาอีกรอบเมื่อไหร่กัน?
“พวกเจ้าทุกคนทำตัวให้มันสำรวมหน่อย! ยังไม่รีบไปยืนประจำที่อีกหรืออย่างไร?!”
เถียนอี้ใช่ว่าจะมองไม่เห็นความหวาดกลัวที่ฉายชัดบนใบหน้าและแววตาของพวกเขา เขาจึงแผดเสียงตวาดอย่างดุดัน และก่อนที่จะเดินกลับไปด้านหน้า เขายังแอบถลึงตาใส่เสิ่นเซี่ยงหว่านเพื่อเป็นการตักเตือนอีกด้วย
“...”
เมื่อมีบทเรียนอันแดงฉานและนองเลือดของหวังหลานให้เห็นเป็นขวัญตา ก็ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาก่อเรื่องอีก ทุกคนรีบขยับกายไปยืนเข้าแถวแบ่งฝั่งตามที่เขาจัดแจงอย่างรวดเร็ว
เถียนอี้ซึ่งเดินกลับไปยืนอยู่ด้านหน้าพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ เขาโบกมือส่งสัญญาณครั้งหนึ่ง ทหารสองกลุ่มก็ถือกระจาดสานเดินตรงรี่เข้ามาหาพวกเขา “ส่งของมีค่าทั้งหมดบนตัวพวกเจ้าออกมา! หากใครบังอาจซุกซ่อนเอาไว้ล่ะก็ จะถูกโบยให้ตายคาที่ตรงนี้ทันที!”
“ฮือๆ ...”
ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของทหารเหล่านั้น ทุกคนต่างพากันปลดของมีค่าตามร่างกายใส่ลงในกระจาดอย่างว่าง่าย บรรดาสตรีในจวนต่างพากันสะอึกสะอื้นร้องไห้ออกมาอีกระลอกด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ท่านแม่ เฉิงเฮ่อ หลิงเอ๋อ พวกท่านรีบถอดเครื่องประดับกับหยกพกออกมาก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
เสิ่นเซี่ยงหว่านหันกลับมาเอ่ยเตือนพวกเขาน้ำเสียงทุ้มต่ำ ยามนี้มีเพียงการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เท่านั้นถึงจะไม่ต้องเจ็บตัว และไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหาเรื่องจับผิดได้
“อืม”
สามแม่ลูกพยักหน้ารับพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเขาไม่ใช่คนโง่เขลา ย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์ในยามนี้วิกฤตเพียงใด
“เจ้าคืออันอันใช่ไหม? ข้าเป็นอาสะใภ้รองนะ พอดีท่านอาเล็กของเจ้ามีธุระต้องทำ ให้ข้าอุ้มเจ้าดีไหม?”
เมื่อเห็นว่าเจ้าก้อนแป้งน้อยที่เว่ยเฉิงเฮ่ออุ้มอยู่กำลังมองมาที่ตนด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสิ่นเซี่ยงหว่านก็ยิ้มออกมาบางๆ นางยื่นมือไปบีบปลายจมูกเล็กๆ นั้นด้วยความเอ็นดู ในศตวรรษที่ยี่สิบแปด มนุษยชาติมีความก้าวหน้าครั้งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการทางการแพทย์ จนสามารถถอดรหัสความลับของยีนได้บางส่วน มนุษย์ทุกคนที่มีอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์จะได้รับยาปรับแต่งยีนระดับเริ่มต้นฟรี เพื่อปลดล็อกพันธุกรรมขั้นแรกและได้รับพลังพิเศษ ทว่าในขณะเดียวกัน ผู้มีพลังพิเศษกลับมีบุตรได้ยากยิ่งตามธรรมชาติ ยิ่งระดับพลังสูงเท่าไร โอกาสในการตั้งครรภ์ก็ยิ่งต่ำลงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ‘มนุษย์ตัวน้อย’ หรือเด็กๆ สำหรับพวกเขาแล้ว จึงถือเป็นสิ่งล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง
“อื้อ...”
เจ้าก้อนแป้งน้อยดูเหมือนจะกลัวคนแปลกหน้าอยู่บ้าง เขาจึงส่ายหัวและรีบซุกหน้ากอดคอเว่ยเฉิงเฮ่อแน่นขึ้น
เมื่อเห็นดังนั้น จ้าวอวี้ผิงจึงรีบเอ่ยขึ้นทันที “อันเกอเอ๋อร์อย่ากลัวไปเลย นางเป็นฮูหยินของท่านอาอรองของเจ้า และเป็นอาสะใภ้รองของเจ้าด้วย วันหน้าพวกเราจะช่วยกันรักและดูแลเจ้านะ”
“อื้อ?”
เจ้าก้อนแป้งน้อยเงยหน้าขึ้นมองท่านย่าทีหนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองเสิ่นเซี่ยงหว่านอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วจึงเอ่ยเรียกเสียงเบา “อา... อาสะใภ้รอง”
“จ้า อันอันของพวกเราช่างน่ารักว่าง่ายจริงๆ”
เสิ่นเซี่ยงหว่านขานรับด้วยความดีใจ นางยื่นมือไปอุ้มเขามาแนบอกโดยตรง เจ้าตัวเล็กแข็งทื่อไปตามสัญชาตญาณครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบโอบกอดรอบคอของนางเอาไว้แน่น ทว่าไม่ได้ร้องไห้งอแงแต่อย่างใด
เมื่อเห็นว่าที่เอวของเขายังมีหยกพกชิ้นเล็กๆ ห้อยอยู่ เสิ่นเซี่ยงหว่านจึงอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตสะบัดมือผ่านไปเบาๆ หยกพกชิ้นนั้นก็อันตรธานหายไปในพริบตา ทหารที่ถือกระจาดสานเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกนางพอดี ทุกคนจึงทยอยโยนเครื่องประดับที่ถอดออกมาลงในกระจาดทีละชิ้น พวกทหารไม่ได้ผละไปในทันที แต่กลับกวาดสายตามองสำรวจพวกนางตั้งแต่หัวจรดเท้า จนกระทั่งมั่นใจว่าไม่มีทรัพย์สินมีค่าอื่นใดซุกซ่อนอยู่บนร่างกายอีกแล้วจึงได้ยอมหันหลังเดินจากไป