- หน้าแรก
- ก่อนเนรเทศใช้มิติยกคลังหลวง
- บทที่ 11 สาดโคลน ลงไม้ลงมือ!
บทที่ 11 สาดโคลน ลงไม้ลงมือ!
บทที่ 11 สาดโคลน ลงไม้ลงมือ!
“ใช่แล้ว! ต้องเป็นเพราะเสิ่นเซี่ยงหว่านนางตัวซวยนี่แน่ๆ ที่ทำให้พวกเราต้องตกอับ!”
“แต่ก่อนจวนอ๋องของพวกเราเจริญรุ่งเรืองและราบรื่นเพียงใด พอเมื่อวานนางแต่งเข้าจวนมาปุ๊บ ท่านอ๋องก็ถูกทำให้โมโหจนกระอักเลือดและหมดสติไปจนถึงตอนนี้ ยามนี้พวกเรายังต้องมาเผชิญชะตากรรมถูกยึดทรัพย์เนรเทศอีก!”
“เป็นเพราะนาง! ทั้งหมดเป็นความผิดของนาง! ท่านอาสามพูดไม่ผิดเลยสักนิด นางมันตัวกาลกิณีล้างผลาญ!”
“โฮ... ข้าไม่อยากถูกเนรเทศ... แงๆ ...”
แทบจะในวินาทีนั้น สายตาของทุกคนในตระกูลเว่ยต่างพากันเบนมาจับจ้องที่เสิ่นเซี่ยงหว่านเป็นตาเดียว หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง นอกจากพวกของจ้าวอวี้ผิงแล้ว นัยน์ตาของคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มฉายแววเคลือบแคลงสงสัยและเคียดแค้นขึ้นมา ราวกับว่าพวกเขาได้พบที่ระบายโทสะอันยอดเยี่ยมแล้ว หลายคนจึงพากันผสมโรงรุมประณามนางอย่างบ้าคลั่ง
“หุบปากนะ หว่านหว่านไม่ใช่ตัวกาลกิณี!”
เมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นยิ่งพูดก็ยิ่งเลยเถิด และกำลังจะยัดเยียดตราหน้าเสิ่นเซี่ยงหว่านว่าเป็นตัวซวยให้ได้ จ้าวอวี้ผิงก็รีบยัดก้อนแป้งน้อยใส่มือบุตรชายคนเล็กทันที ก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้าและตวาดตอกกลับเสียงดังลั่น จนถึงขนาดนี้แล้ว คนพวกนี้ยังจะมาหาเรื่องละเลงโคลนใส่กันอีก ไม่รู้จักหยุดจักหย่อนกันบ้างหรืออย่างไร!
“หากนางไม่ใช่ตัวกาลกิณีล้างผลาญ แล้วเหตุใดพวกเราถึงต้องถูกเนรเทศด้วยเล่า?!”
สะใภ้สามตอกกลับทันควัน ทว่าตามจริงแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนอ๋องผู้นี้เป็นเพียงภรรยาแต่งใหม่ ของเว่ยหยางอ๋องผู้เฒ่า คนของเรือนใหญ่จึงไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ของนาง แต่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขสายตรงที่เกิดจากพระชายาเอกคนก่อน ด้วยเหตุนี้ แต่ไหนแต่ไรมาคนเรือนใหญ่จึงไม่เคยเป็นที่โปรดปรานในจวนแห่งนี้เลย ยามก่อนต่อให้ตำแหน่งบรรดาศักดิ์อ๋องตกเป็นของเรือนใหญ่ คนพวกนี้ก็ไม่ได้ให้ความเคารพยำเกรงมากมายอะไรอยู่แล้ว ยามนี้ในเมื่อตำแหน่งอ๋องถูกริบคืน แถมยังต้องโดนยึดทรัพย์เนรเทศ พวกเขาจึงยิ่งไม่เห็นจ้าวอวี้ผิงอยู่ในสายตา
“น้องสะใภ้สาม เจ้า...”
“ท่านแม่”
จ้าวอวี้ผิงโกรธจัด ทำท่าจะเข้าไปโต้เถียงเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ทว่าเสิ่นเซี่ยงหว่านกลับก้าวตัดหน้ามาขวางนางไว้ก่อน พร้อมส่งสายตาบอกเป็นนัยให้วางใจ จากนั้นดวงตากลมโตก็ปรายมองไล่ทีละคน และหยุดสายตาลงที่สะใภ้สามหวังหลาน ที่เป็นคนชี้หน้าด่าตนเป็นคนแรก
“คนที่มีสมองสักนิดก็ควรจะคิดได้ ว่าการจะสั่งเนรเทศจวนอ๋องทั้งจวนนั้น ไม่มีทางเป็นเรื่องที่ตัดสินใจกันได้ภายในวันสองวันอย่างแน่นอน ส่วนข้าเพิ่งจะแต่งเข้ามาเมื่อวานนี้เอง ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีที่พวกท่านดึงข้าเข้ามาพัวพันจนต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเลย แต่พวกท่านกลับมาชิงลงมือสาดโคลนใส่ข้าก่อน ช่างน่าขันสิ้นดี!”
คนพวกนี้ทั้งโง่ทั้งใจคอคับแคบเหลือเกิน คิดว่าถ้าโยนความผิดทุกอย่างมาที่หัวนางแล้ว พวกเขาจะไม่ต้องถูกเนรเทศหรืออย่างไร?
“นังแพศยาตัวดี! ข้าจะฉีกปากเจ้า...”
เมื่อเห็นว่าสะใภ้กำมะลอคนนี้กล้าปากดีตอกกลับ แถมยังหลอกด่าพวกตนอ้อมๆ ว่าไม่มีสมอง หวังหลานก็ตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น พุ่งตัวเข้าใส่หมายจะจิกทึ้งและฉีกร่างนางให้เป็นชิ้นๆ
เพียะ!
“ว้าย!...”
ไวเท่าความคิด เสิ่นเซี่ยงหว่านเบี่ยงตัวผลักจ้าวอวี้ผิงออกไปด้านข้าง ก่อนจะตวัดมือฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรงจนเสียงดังสนั่น ร่างที่ค่อนข้างเจ้าเนื้อของหวังหลานเสียหลักเซถลาไปหลายก้าว เกือบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น แก้มขาวนวลแปรเปลี่ยนเป็นรอยนิ้วมือแดงก่ำและบวมเป่งขึ้นมาทันตาเห็น
“หลานหลาน!”
“ท่านแม่!”
หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง เว่ยจิ้งหง นายท่านสามและพวกบุตรชายบุตรสาวก็รีบพุ่งตัวเข้ามาประคองทันที ส่วนตัวหวังหลานเองสะบัดศีรษะที่มึนตึบเพราะแรงตบเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มที่บวมเป่งและร้อนผ่าวของตนเอง
แคว้นเทียนฉี่นั้นปกครองแผ่นดินด้วยหลักคุณธรรมและความกตัญญูเป็นที่ตั้ง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าสะใภ้ใหม่อย่างเสิ่นเซี่ยงหว่านจะกล้าลงไม้ลงมืออย่างกะทันหันเช่นนี้ แถมคนที่นางตบยังเป็นถึงอาสะใภ้สามซึ่งเป็นผู้อาวุโสสายตรงอีกด้วย ในยามนี้อย่าว่าแต่ตัวคนเจ็บเลย ทุกคนในลานต่างพากันอ้าปากค้างทึ่งจนทำอะไรไม่ถูก โดยเฉพาะพวกของจ้าวอวี้ผิง เว่ยเฉิงเฮ่อถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง... พี่สะใภ้คนนี้จะไม่เห็นแก่หน้าค่าตาและกฎระเบียบตระกูลเกินไปหน่อยไหม?
ตรงกันข้ามกับคนลงมืออย่างเสิ่นเซี่ยงหว่าน นางยังคงยืนนิ่งสงบสง่างามตามปกติ ต่อให้สวมเพียงชุดผ้าเนื้อหยาบธรรมดา ก็ไม่อาจปกปิดกลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทั่วร่างได้เลย ราวกับว่าเมื่อครู่นี้นางไม่ได้ลงมือตบสั่งสอนผู้ใหญ่ของตระกูล แต่เป็นเพียงการตบสั่งสอนแมวหรือสุนัขจรจัดตัวหนึ่งเท่านั้น
“เจ้ากล้าตบข้าเหรอ?!”
หวังหลานลูบแก้มข้างที่โดนตบพลางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเหม่อลอยราวกับหุ่น น้ำเสียงที่เอ่ยถามแผดแหลมสูงขึ้นด้วยความเดือดดาล ทว่าเห็นได้ชัดว่านางยังคงไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ว่านังเด็กคนนี้จะกล้าลงมือกับนางจริงๆ