- หน้าแรก
- ก่อนเนรเทศใช้มิติยกคลังหลวง
- บทที่ 5 มารดาของเว่ยอ๋อง สกุลจ้าว
บทที่ 5 มารดาของเว่ยอ๋อง สกุลจ้าว
บทที่ 5 มารดาของเว่ยอ๋อง สกุลจ้าว
หลังจากกวาดทรัพย์สินจากทั้งจวนอัครมหาเสนาบดีและพระราชวังติดต่อกัน เสิ่นเซี่ยงหว่านกลับมาถึงจวนอ๋องในช่วงใกล้ยามเหมา (ประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า)
เมื่อนึกได้ว่าหลังฟ้าสาง ฮ่องเต้สุนัขผู้นั้นจะต้องส่งคนมายึดทรัพย์อย่างแน่นอน นางจึงเร่งมือกวาดทรัพย์สินในคลังทั้งหมดของจวนอ๋องจนเกลี้ยง
เมื่อเทียบกับจวนอัครมหาเสนาบดีแล้ว ความมั่งคั่งของจวนอ๋องดูจะด้อยกว่ามากอยู่บ้าง แต่เสิ่นเซี่ยงหว่านไม่ได้ใส่ใจคิดมาก
กระทั่งนางเก็บสินเดิม ของตนเองจนหมดเรียบร้อย ท้องฟ้าด้านตะวันออกก็เริ่มปรากฏแสงสีขาวนวลของรุ่งอรุณแล้ว
“เฮ้อ... คงถึงเวลาไปดูสามีจำเป็นของข้าเสียหน่อยแล้ว”
เสิ่นเซี่ยงหว่านจุปากส่งเสียงจิ๊เบาๆ สองครั้ง ก่อนจะก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังเรือนชิงซงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นที่พักของเว่ยเฉิงอี้
นางอยากเห็นกับตาตัวเองว่า อาการที่เรียกว่า “ความโกรธกระทบจิตใจจนเลือดลมปั่นป่วน” นั้นเป็นอย่างไรกันแน่
“คารวะพระชายา”
“อืม”
เพราะเว่ยเฉิงอี้จู่ๆ ก็กระอักเลือดและหมดสติไป ทำให้เรือนซงไป๋สว่างไสวตลอดทั้งคืน ผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
เมื่อเห็นนาง เหล่าบ่าวไพร่ต่างก้มคารวะพร้อมเพรียงกัน
เสิ่นเซี่ยงหว่านเพียงพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยังห้องหลัก
“เฉิงอี้...”
ภายในห้อง เว่ยเฉิงอี้นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
ข้างเตียงมีสตรีงดงามวัยกลางคนนั่งอยู่ ดวงตาแดงก่ำคลอไปด้วยน้ำตา ขณะที่เอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสะอื้นปนกันอย่างอดกลั้นไม่อยู่.
“ท่านแม่... พี่รองต้องฟื้นขึ้นมาแน่นอน”
เด็กสาวอายุราวสิบสามสิบสี่ปีขยับเข้าไปโอบไหล่ของนาง ขอบตาแดงก่ำและน้ำเสียงยากจะอุดกั้นความสะอื้น
“พอฟ้าสางแล้ว ข้าจะไปเชิญหมอทุกคนในเมืองหลวงมาให้หมด”
อีกด้านหนึ่ง เด็กหนุ่มที่ดูอย่างไรก็อายุไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปีขยับกำหมัดแน่น ริมฝีปากเม้มตรงเป็นเส้นขนาน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
“อืม...”
หากพวกเขาไม่เอ่ยปากก็คงไม่เป็นไร แต่พอพูดขึ้นมาเช่นนี้ น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ในดวงตาของสตรีงดงามก็ร่วงเผาะลงมาทันที เด็กสาวเองก็กลั้นไว้ไม่อยู่ ซบหน้าลงกับมารดาพลางหลั่งน้ำตาเงียบๆ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความโศกเศร้าชวนหดหู่ในพริบตา
“ฮูหยิน... พระชายา?”
บ่าวรับใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายกำลังจะเอ่ยปากปลอบโยน แต่หางตาเหลือบไปเห็นเสิ่นเซี่ยงหว่านที่ยืนอยู่ตรงประตูพอดี น้ำเสียงที่หลุดออกมาจึงเต็มไปด้วยความลังเลอย่างปิดไม่มิด
แทบจะในวินาทีนั้น สายตาของทุกคนในห้องต่างหันมาจับจ้องที่นางเป็นจุดเดียว เสิ่นเซี่ยงหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้อง “ท่านอ๋องเป็นอย่างไรบ้าง”
“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า...”
“เฉิงเฮ่อ!”
สิ้นคำถาม เด็กหนุ่มก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที ละล่ำละลักพูดด้วยความขัดเคืองจนแทบเคี้ยวฟัน สตรีงดงามรีบเอ่ยปรามบุตรชายเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเขายังทำท่าทางราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออยู่อย่างนั้น นางจึงต้องลุกขึ้นเดินเข้ามาแทรกตรงกลางระหว่างทั้งสองคน “เจ้าคือหว่านหว่านใช่ไหม ข้าเป็นมารดาของเฉิงอี้ เรื่องของเจ้าข้าได้ฟังมาจากชิงอิ่งแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะแต่งเข้าจวนอ๋องมาด้วยวิธีใด ในเมื่อตอนนี้เจ้าเป็นพระชายาของเฉิงอี้แล้ว ก็จงอยู่ที่นี่ให้สบายใจเถอะ”
การที่บุตรชายต้องมาโกรธจนเลือดลมปั่นป่วนและกระอักเลือดหมดสติไปเพราะเรื่องสลับตัวเจ้าสาว หากจะบอกว่านางไม่นึกโกรธเคืองเสิ่นเซี่ยงหว่านเลยสักนิด ก็คงเป็นการโกหก แต่หลังจากได้ฟังลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดจากชิงอิ่งที่เป็นองครักษ์คนสนิทของบุตรชาย นางก็ไม่สามารถหักใจปรักปรำเด็กสาวตรงหน้าได้ลง เพราะอย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อในเรื่องนี้เช่นกัน
มารดาของเว่ยเฉิงอี้งั้นหรือ?
เสิ่นเซี่ยงหว่านไม่ได้เอ่ยปากตอบรับในทันที นางละสายตาผ่านอีกฝ่ายเพื่อลอบสังเกตเด็กหนุ่มท่าทางขี้โมโหที่ยังคงยืนแยกเขี้ยวถลึงตาใส่ และเด็กสาวขอบตาแดงก่ำที่อยู่ข้าง ๆ
คนพวกนี้คงจะเป็นเว่ยเฉิงเฮ่อน้องชาย และเว่ยหลิงเอ๋อน้องสาวคนเล็กของเว่ยเฉิงอี้ไม่ผิดแน่
ในนิยายต้นฉบับ ตัวเอกคนเดิมยังไม่ทันฟื้นตัวจากความสับสนที่ต้องมาสลับตัวแต่งงานและเผชิญวิกฤตถูกยึดทรัพย์เนรเทศ ก็ต้องมาถูกคนอื่น ๆ ในตระกูลเว่ยชี้หน้าด่าทอ หาว่านางเป็นดาวไม้กวาดตัวซวยที่เพิ่งก้าวข้ามประตูบ้านมาก็สร้างเรื่องหายนะให้พวกเขาเสียแล้ว ซึ่งคนเดียวที่ก้าวออกมาปกป้องนางในตอนนั้นก็คือจ้าวซื่อ มารดาของเว่ยเฉิงอี้
หลังจากขบวนเนรเทศเดินทางออกนอกเมืองหลวง หนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ที่จวนเสนาบดีส่งมาก็เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่กดทับจนอูฐล้มลง ตัวเอกคนเดิมล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้น และก็เป็นจ้าวซื่อกับบุตรทั้งสองคนที่คอยช่วยดูแลนาง ทั้งที่ในเวลานั้น พวกเขาเองก็ต้องดูแลเว่ยเฉิงอี้ที่ถูกฮ่องเต้สุนัขสั่งขังจนกลายเป็นคนพิการ รวมถึงเว่ยอวิ๋นอัน หลานชายคนโตอายุยังไม่เต็มสามขวบ ซึ่งเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวที่เว่ยเฉิงหมิง บุตรชายคนโตทิ้งเอาไว้หลังสิ้นชีพในสมรภูมิ
ทว่าน่าเสียดายที่จุดจบของพวกเขาไม่ดีเอาเสียเลย สุดท้ายต่างพากันทยอยล้มตายอย่างอนาถระหว่างเส้นทางลี้ภัย โดยเฉพาะเด็กสาวอย่างเว่ยหลิงเอ๋อ นางต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้ายถูกย่ำยีจนตาย