เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 72: กว้านซื้อหุ้นเพนกวินเพิ่ม ! โปรเจกต์ใหม่ !

บทที่ 72: กว้านซื้อหุ้นเพนกวินเพิ่ม ! โปรเจกต์ใหม่ !

บทที่ 72: กว้านซื้อหุ้นเพนกวินเพิ่ม ! โปรเจกต์ใหม่ !


บทที่ 72: กว้านซื้อหุ้นเพนกวินเพิ่ม ! โปรเจกต์ใหม่ !

"คุณตัวแทนหลิน ไม่ทราบว่าในปัจจุบัน ทางบริษัทของคุณประเมินและตีมูลค่าให้บริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีของเราอยู่ที่เท่าไหร่หรือครับ ? " หลี่เจ๋อเอ่ยปากถามตรงประเด็น

หลินต้งยิ้มละมุนพลางกล่าวว่า "ภาพอนาคตที่ประธานหลี่วาดฝันมาให้ฟังเมื่อครู่นี้ ช่างเป็นอะไรที่จุดประกายและชวนให้จินตนาการต่อยอดไปได้อย่างไร้ขีดจำกัดจริง ๆ ครับ แต่ทว่า ทั้งหมดนั้นมันก็ตั้งอยู่บนเงื่อนไขและสมมติฐานที่ว่า บริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี จะต้องสามารถก้าวเข้าไปทำตลาดในอเมริกา และสามารถปักหลักยืนหยัดได้อย่างมั่นคงเสียก่อน"

"ซึ่งในจุดนี้แหละครับ ที่กลุ่มทุน IDG ของเราสามารถก้าวเข้ามามีบทบาท และให้การสนับสนุนช่วยเหลือบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีในแบบที่คุณไม่สามารถมองข้ามได้เลย"

"ดังนั้น พวกเราจึงลงความเห็นกันว่า มูลค่าประเมินของบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐครับ ประธานหลี่คิดเห็นว่ายังไงครับ ? "

หลินเยว่ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับต้องลอบเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายยอมเสนอปรับตัวเลขประเมินให้สูงขึ้นรวดเดียวถึงยี่สิบล้านดอลลาร์สหรัฐ

นี่มันเงินมหาศาลกว่า 160 ล้านหยวนเลยนะ !

ทว่า สำหรับหลี่เจ๋อแล้ว เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพึงพอใจกับตัวเลขประเมินนี้สักเท่าไหร่นัก เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "จริงอยู่ที่ว่า หากได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากบริษัทของคุณ การที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีจะก้าวเข้าไปบุกตลาดอเมริกาได้นั้น มันย่อมจะราบรื่นและง่ายดายขึ้นมาก"

"แต่ทว่า คุณตัวแทนหลินก็อย่าลืมเสียล่ะครับ ว่าในประเทศอเมริกานั้น บริษัทร่วมลงทุนหรือกลุ่มทุนที่มีศักยภาพและเส้นสายทัดเทียมกับบริษัทของคุณน่ะ... มันไม่ได้มีแค่บริษัทคุณเพียงเจ้าเดียวเสียหน่อย"

"เพราะฉะนั้น ตัวเลขประเมินที่ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ... หึ ๆ พูดกันตามตรงเลยนะ ในมุมมองของผม มันยังคงเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไปสักหน่อยครับ"

"ถ้าอย่างนั้น ตัวเลขที่คุณประธานหลี่คาดหวังเอาไว้ในใจ คือตัวเลขเท่าไหร่หรือครับ ? " หลินต้งโยนลูกบอลกลับไปให้อีกฝ่าย

หลี่เจ๋อหัวเราะเบา ๆ พลางตอบว่า "คุณตัวแทนหลินนี่เล่นโยนลูกบอลกลับมาให้ผมซะงั้นนะ หึ ๆ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมขอพูดแบบตรงไปตรงมาเลยก็แล้วกัน โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าหากพิจารณาจากโอกาสในการเติบโตของเจ๋อรัน เทคโนโลยีในอนาคต..."

"รวมไปถึงขนาดและแนวโน้มการเติบโตของตลาดเครื่องเล่น MP3 ในอนาคตแล้ว สำหรับมูลค่าประเมินในปัจจุบัน... ตัวเลข 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะเป็นจุดที่สมเหตุสมผลและสามารถยอมรับได้ครับ ถ้าหากข้อเสนอต่ำกว่าตัวเลขนี้ ผมก็คิดว่าผมคงจะต้องขอพิจารณาและลองไปเจรจากับกลุ่มทุนร่วมลงทุนแห่งอื่น ๆ ดูอีกสักหน่อย ก่อนที่จะตัดสินใจครับ"

เมื่อได้ยินข้อเสนอของหลี่เจ๋อ หลินต้งก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน

ตัวเลขประเมินที่หลี่เจ๋อเรียกมานั้น มันดันไปชนกับเพดานราคาที่สยงเสี่ยวเกอกำหนดไว้ให้เขาเป็นตัวเลขสุดท้ายพอดีเป๊ะ

จริงอยู่ที่สยงเสี่ยวเกอได้มอบหมายอำนาจไว้แล้วว่า ตัวเลขประเมิน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นเป็นราคาที่สามารถยอมรับได้ แต่ถ้าเกิดเขายอมรับเงื่อนไขและปิดดีลการเจรจาที่ตัวเลขเพดานสูงสุดแบบนี้ มันจะไม่เท่ากับเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าตัวเขาเองไร้ความสามารถในการเจรจาต่อรองหรอกหรือ ?

ดังนั้น หลินต้งจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที "ประธานหลี่ครับ ตัวเลขประเมินนี้มันสูงเกินไปครับ"

"ผมยอมรับครับ ผมยอมรับหมดทุกอย่างเลย ว่าสิ่งที่ประธานหลี่พูดมามันก็มีเหตุผล และตัวผมเองก็มีความเชื่อมั่นและมองเห็นอนาคตที่สดใสของบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี รวมถึงตลาดเครื่องเล่น MP3 ในอนาคตเช่นกัน"

"แต่ยังไงซะ นั่นมันก็คือภาพของอนาคต ไม่ใช่ปัจจุบันครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ... นี่คือตัวเลขประเมินสูงสุดที่พวกเราสามารถยอมรับได้ครับ"

"นอกจากนี้ กลุ่มทุน IDG ของเรา ขอเรียกร้องสัดส่วนหุ้นไม่ต่ำกว่า 20% ของบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีครับ ! "

เมื่อยื่นคำขาดจบ หลินต้งก็จ้องมองไปที่หลี่เจ๋ออย่างไม่วางตา

ความจริงแล้ว ตัวเลขประเมิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันก็แตะจุดเป้าหมายขั้นต่ำที่หลี่เจ๋อคาดหวังเอาไว้ในใจแล้ว แต่แน่นอนว่า เขาย่อมไม่มีทางตอบตกลงรับข้อเสนอนี้อย่างง่ายดาย

การที่อีกฝ่ายกล้าโพล่งตัวเลขประเมินที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐออกมาตรง ๆ แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยังคงมีช่องว่างและเพดานที่สามารถขยับขึ้นไปได้อีก

ดังนั้น หลี่เจ๋อจึงแย้งกลับไปว่า "ตัวเลข 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐมันก็ยังต่ำเกินไปอยู่ดีครับ อย่างน้อย ๆ ก็ต้อง 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่สำคัญ... ในปัจจุบัน ผมสามารถเฉือนหุ้นให้ได้เพียงแค่ 10% เท่านั้นครับ"

"สัดส่วนหุ้นแค่ 10% สำหรับกลุ่มทุน IDG ของเรา มันถือว่าน้อยเกินไปครับ..."

การเจรจาต่อรองดำเนินไปอย่างดุเดือดและยืดเยื้อ กินเวลายาวนานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม ในที่สุดหลี่เจ๋อก็เอ่ยปากยื่นข้อเสนอใหม่ "เอาแบบนี้ก็แล้วกันครับ คุณตัวแทนหลิน ผมยินยอมปรับลดและรับตัวเลขประเมินที่ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในส่วนของหุ้น ผมให้ได้มากที่สุดก็แค่ 10% เท่านั้นจริง ๆ "

"นอกจากนี้ ผมต้องการหุ้นบริษัทเพนกวินอีก 5% ที่เหลืออยู่ในมือของบริษัทคุณมาเป็นข้อแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมด้วย"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกัดฟันสู้ไม่ยอมถอยเรื่องตัวเลขประเมินสักที หลี่เจ๋อจึงเปลี่ยนมุมมองและฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมเขาไม่ฉวยโอกาสนี้ ฮุบเอาหุ้นบริษัทเพนกวินอีก 5% ที่เหลืออยู่ในมือของอีกฝ่ายมาซะเลยล่ะ ?

ด้วยเหตุนี้ หลี่เจ๋อจึงยอมโอนอ่อนและถอยร่นเรื่องตัวเลขประเมินให้เล็กน้อย

เมื่อได้ยินข้อเสนอของหลี่เจ๋อ หลินต้งก็นิ่งคิดไปพักใหญ่

สำหรับตัวเขา หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือสำหรับกลุ่มทุน IDG แล้ว การโอนขายหุ้นบริษัทเพนกวิน 5% ให้กับหลี่เจ๋อนั้น มันไม่ใช่ข้อเสนอที่เลวร้ายหรือยอมรับไม่ได้แต่อย่างใด

เพราะเดิมที กลุ่มทุน IDG ก็ไม่ได้มีความเชื่อมั่นหรือมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตของบริษัทเพนกวินสักเท่าไหร่นัก ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้ พวกเขาก็คงไม่ตัดสินใจเทขายหุ้น 13% ไปให้กับหลี่เจ๋อหรอก

"ประธานหลี่ครับ ผมว่าเราลองมาเปลี่ยนแผนกันดูไหมครับ กลุ่มทุน IDG ของเราจะอัดฉีดเงินลงทุน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่บริษัทของคุณ โดยอิงจากมูลค่าประเมินที่ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกับสัดส่วนหุ้น 10%"

"ส่วนเรื่องหุ้นบริษัทเพนกวิน 5% ที่ประธานหลี่ต้องการนั้น เราจะแยกประเมินมูลค่าต่างหาก แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสัดส่วนหุ้นบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีกับคุณในฐานะส่วนตัว โดยจะใช้ตัวเลขประเมิน 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้เป็นฐานในการคำนวณเช่นเดียวกัน"

"ประธานหลี่คิดเห็นว่ายังไงครับ ? "

หลี่เจ๋อใช้เวลาครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก็รู้สึกว่าข้อเสนอนี้เป็นที่น่าพอใจและสามารถยอมรับได้

การตีมูลค่าหุ้น 5% ของบริษัทเพนกวิน ก็คงจะตกอยู่ที่หลักไม่กี่ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนำมาคำนวณสัดส่วนเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นหุ้นของบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็เท่ากับว่าเขาจะต้องยอมเฉือนสัดส่วนหุ้นในบริษัทของตัวเองเพิ่มอีกแค่สองถึงสามเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ หุ้นบริษัทเพนกวิน 5% ก้อนนั้น จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของเขาทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ หลี่เจ๋อจึงพยักหน้าตอบตกลง "ตกลงครับ ! ถ้าอย่างนั้น สำหรับหุ้นบริษัทเพนกวิน 5% ก้อนนั้น ก็ให้ประเมินมูลค่าโดยอิงจากราคาเดียวกับตอนที่ผมเข้าซื้อหุ้นจากบริษัทอิงเคอชู่หม่าแห่งฮ่องกงในครั้งก่อนเลย ดีไหมครับ ? "

หลินต้งหัวเราะพลางส่ายหน้า "ประธานหลี่พูดเป็นเล่นไปได้ครับ การที่คุณเข้าซื้อหุ้นบริษัทเพนกวินจากบริษัทอิงเคอชู่หม่าแห่งฮ่องกงในครั้งก่อนน่ะ มันผ่านมาตั้งหนึ่งเดือนกว่า ๆ แล้วนะครับ"

"จะให้นำตัวเลขประเมินในตอนนั้น มาใช้เป็นเกณฑ์ชี้วัดมูลค่าหุ้นในปัจจุบันได้ยังไงกันล่ะครับ ? "

"ถ้าอย่างนั้น คุณตัวแทนหลินเห็นสมควรว่าน่าจะประเมินมูลค่าไว้ที่ตัวเลขเท่าไหร่ล่ะครับ ? " หลี่เจ๋อเอ่ยถาม

หลินต้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอว่า "ตัวเลข 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐล่ะครับ เป็นไง ? "

หลี่เจ๋อประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ "ตัวเลข 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐมันแอบสูงเกินไปนิดหน่อยนะครับ ผมมองว่า 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลกว่า ถ้าหากคุณตัวแทนหลินตกลงตามนี้ เราก็ยึดตัวเลขนี้เป็นฐานในการคำนวณได้เลยครับ"

"แต่ถ้าไม่ตกลงล่ะก็... ผมว่าข้อเสนอนี้ก็คงต้องยกเลิกไป..." หลี่เจ๋อเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ 'ถอยเพื่อรุก'

หลินต้งนิ่งคิดและไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ "ตกลงครับ เอาเป็นว่าตกลงตามข้อเสนอของประธานหลี่ก็แล้วกัน ให้ยึดตัวเลข 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นฐานในการประเมินมูลค่าหุ้น 5% ของบริษัทเพนกวิน แล้วค่อยนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสัดส่วนหุ้นของบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี"

"เยี่ยม ! ถ้าอย่างนั้นก็... ขอให้ความร่วมมือของพวกเราเป็นไปอย่างราบรื่นนะครับ ! "

"ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ ! "

หลี่เจ๋อและหลินต้งต่างก็เผยรอยยิ้มออกมา ทั้งสองคนลุกขึ้นยืนและจับมือกันเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือ โดยรวมแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็พึงพอใจกับผลลัพธ์ในการเจรจาครั้งนี้

และขั้นตอนต่อไป ก็คือการเตรียมการและลงนามในสัญญาโอนหุ้นอย่างเป็นทางการ

แน่นอนว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดีแล้ว

ทนายความของทั้งสองฝ่ายถูกเรียกตัวเข้ามาเพื่อดำเนินการร่างสัญญา หลังจากที่ทั้งหลี่เจ๋อและหลินต้งได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งคู่ก็จัดการจรดปากกาเซ็นชื่อและประทับตราบริษัทลงไป

บทสรุปของการเจรจาในครั้งนี้ก็คือ กลุ่มทุน IDG ของอเมริกา ได้รับการจัดสรรหุ้นในบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีไปทั้งหมด 12.6% โดยแลกกับการอัดฉีดเงินทุนจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับการโอนกรรมสิทธิ์หุ้นบริษัทเพนกวินอีก 5% ที่พวกเขาถือครองอยู่

ส่วนทางด้านหลี่เจ๋อ หลังจากที่เขาได้รับหุ้นบริษัทเพนกวิน 5% มาจากทาง IDG ส่งผลให้ในปัจจุบัน สัดส่วนการถือครองหุ้นบริษัทเพนกวินในกำมือของเขา พุ่งสูงถึงระดับ 46% เลยทีเดียว !

ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ทำให้หลี่เจ๋อรู้สึกปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ บริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ยังได้รับเม็ดเงินระดมทุนมาอีกถึง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเติมเต็มและเสริมสภาพคล่อง ทำให้หลังจากนี้บริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยี ก็ไม่ต้องกังวลหรือเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเงินทุนในการบุกตลาดอเมริกาอีกต่อไป

ทว่า หากจะนำเงินก้อนนี้ไปใช้ในการเจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์เพลงจากบรรดาค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ แล้วล่ะก็... เกรงว่ามันอาจจะยังไม่เพียงพอเสียด้วยซ้ำ

แต่เรื่องนั้นก็คงต้องรอให้ถึงเวลาแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดรับเงินระดมทุนในรอบถัดไป หรือถ้าหากในเวลานั้นตัวหลี่เจ๋อเองมีเงินทุนสะสมมากพอ เขาก็อาจจะเลือกลงทุนอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในบริษัทเจ๋อรัน เทคโนโลยีด้วยตัวเองเลยก็ได้

"คุณตัวแทนหลินครับ ถ้าอย่างนั้นสำหรับเรื่องแผนการที่เจ๋อรัน เทคโนโลยีจะก้าวเข้าไปบุกตลาดอเมริกาหลังจากนี้ ก็คงต้องรบกวนให้ทางบริษัทของคุณช่วยเป็นธุระติดต่อประสานงาน และเจรจาเพื่อกรุยทางหาช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับพวกเราด้วยนะครับ"

หลังจากที่การลงนามในสัญญาเสร็จสิ้นลง บรรยากาศภายในห้องก็กลับมาผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความเป็นกันเองอีกครั้ง

หลินต้งยิ้มรับพลางกล่าวว่า "ประธานหลี่วางใจได้เลยครับ ทันทีที่ผมเดินทางกลับไป ผมจะรีบติดต่อไปยังสำนักงานใหญ่ที่อเมริกา เพื่อให้ทางนั้นเร่งใช้เครือข่ายและเส้นสายทั้งหมดที่มี จัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมให้กับเครื่องเล่น MP3 ทั้งสองรุ่นของเจ๋อรัน เทคโนโลยีให้เร็วที่สุดเลยครับ"

"แต่ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกและขั้นตอนการเจรจาต่อรองนั้น เมื่อถึงเวลา ประธานหลี่ก็คงต้องส่งตัวแทนจากบริษัทของคุณไปร่วมเจรจากับตัวแทนจำหน่ายเหล่านั้นด้วยตัวเองนะครับ"

"อืม"

หลี่เจ๋อพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยถามว่า "แล้วเรื่องนี้จะใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ครับ ? "

หลินต้งคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "น่าจะประมาณสิบวันครับ ภายในสิบวัน ผมจะรีบติดต่อแจ้งข่าวให้ประธานหลี่ทราบครับ"

"ตกลงครับ ! ถ้าอย่างนั้นผมจะตั้งตารอคอยฟังข่าวดีจากคุณตัวแทนหลินนะครับ..."

หลี่เจ๋อแย้มยิ้มบาง ๆ

หลังจากเดินไปส่งหลินต้งและคณะจนลับสายตา หลี่เจ๋อก็ลอบพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งอก

ทางด้านหลินเยว่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความทึ่งว่า "ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าบริษัทของเราจะมีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ... นั่นมันตกเกือบ ๆ 900 ล้านหยวนเลยนะคะ ! "

"ถ้าลองคำนวณดูเล่น ๆ เมื่อนำมูลค่านี้ไปรวมกับมูลค่าของบริษัทเกม Legend เท่ากับว่าในตอนนี้ สินทรัพย์และมูลค่าความมั่งคั่งของประธานหลี่ ได้ก้าวข้ามเข้าสู่ทำเนียบอภิมหาเศรษฐีระดับพันล้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะเนี่ย ! " พูดมาถึงตรงนี้ หลินเยว่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นและทึ่งไม่หาย

หลี่เจ๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ "พันล้านเลยเหรอ ? ตัวผมเองยังไม่ทันได้สังเกตเลยนะเนี่ย ว่าตอนนี้ผมกลายเป็นคนรวยล้นฟ้าขนาดนี้ไปแล้ว หึ ๆ ! "

หลินเยว่อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม

"จริงสิคะ ฉันยังไม่ได้ขอบคุณประธานหลี่เรื่องบ้านที่คุณมอบให้เลย เมื่อวานฉันกับผู้จัดการเสิ่นเพิ่งจะแวะเข้าไปดูบ้านและเซ็นสัญญามาเรียบร้อยแล้วค่ะ"

"ฉันไม่เคยกล้าวาดฝันมาก่อนเลย ว่าตัวเองจะได้เป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่เบ้อเริ่มที่มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 160 ตารางเมตร แถมยังตั้งอยู่ในทำเลทองอย่างย่านไว่ทานในเซี่ยงไฮ้ได้รวดเร็วขนาดนี้ ! "

หลี่เจ๋อยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยว่า "ก็แค่บ้านหลังเดียวเองน่า ผู้จัดการหลิน อุตส่าห์รั้งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทที่มีมูลค่าประเมินสูงเกือบเก้าร้อยล้านหยวนทั้งที เรื่องแค่นี้มันจะไปสลักสำคัญอะไรกัน"

เมื่อได้ยินหลี่เจ๋อเอ่ยแซวเล่น หลินเยว่ก็หัวเราะออกมาด้วยความเขินอายเล็กน้อย...

เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์

หลินเยว่ได้ดำเนินการตามคำสั่งของหลี่เจ๋อ โดยได้จัดตั้งและรับสมัครทีมงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลี่เจ๋อเองก็ได้เรียกทีมงานมาเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำเสนอวิสัยทัศน์ และชี้แจงเป้าหมายรวมถึงข้อกำหนดเบื้องต้นของการพัฒนาแพลตฟอร์มเพลงให้พวกเขาทราบ ส่วนรายละเอียดและขั้นตอนการเขียนโค้ดเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มนั้น ก็เป็นหน้าที่ของทีมงานที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป

นอกจากนี้ หลี่เจ๋อยังได้ตั้งชื่อให้กับแพลตฟอร์มดนตรีของตัวเองเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว โดยให้ชื่อว่า แพลตฟอร์ม 'iMusic' !

เป็นชื่อที่เรียบง่ายและสื่อความหมายได้อย่างชัดเจน

แค่เห็น หรือแค่ได้ยิน ก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือแพลตฟอร์มดนตรี

……

วันเสาร์ช่วงสาย

หลี่เจ๋อขับรถพาลูกชายหลี่ตงมุ่งหน้าไปยังโครงการ 'คฤหาสน์รุ่งโรจน์'

"พ่อครับ พ่อกำลังจะพาผมไปที่ไหนเหรอครับ ? "

หลี่ตงที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ มองดูตึกรามบ้านช่องที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ หรือไม่ก็กำลังก่อสร้างอยู่ตลอดสองข้างทาง ผ่านกระจกรถด้วยความสงสัย จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น

หลี่เจ๋อปรายตามองลูกชายแวบหนึ่ง พลางหัวเราะเบา ๆ ในขณะที่มือกำลังหมุนพวงมาลัยเตรียมจะเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถหน้าศูนย์การขายของ 'คฤหาสน์รุ่งโรจน์' เขากำลังจะอ้าปากตอบ

แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีรถจักรยานไฟฟ้าคันหนึ่งพุ่งพรวดสวนเลนมาอย่างกะทันหัน จนเกือบจะชนเข้าอย่างจัง

โชคดีที่หลี่เจ๋อประสาทสัมผัสไว เขาเหยียบเบรกมิดด้ามในทันที ทางฝั่งรถจักรยานไฟฟ้าเองก็หักหลบอย่างฉิวเฉียด ทำให้รถจักรยานไฟฟ้าคันนั้นเฉี่ยวหน้ารถเบนซ์ไปในระยะประชิดเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตรเท่านั้น

หากเมื่อครู่นี้หลี่เจ๋อเหยียบเบรกช้าไปเพียงเสี้ยววินาที หรือหากรถจักรยานไฟฟ้าหักหลบไม่พ้นล่ะก็ คงได้เกิดอุบัติเหตุชนกันโครมใหญ่แน่นอน

เมื่อเห็นว่ารถจักรยานไฟฟ้าคันนั้นขี่ออกไปไกลแล้ว หลี่เจ๋อก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะสบถด่าตามหลังว่า "ไอ้พวกขี่จักรยานไฟฟ้าสวนเลนเนี่ย มันไม่กลัวตายกันหรือยังไงวะ ! "

"แต่ก็ยังถือว่าโชคดีนะที่มันเป็นแค่จักรยานไฟฟ้า ความเร็วมันก็เลยยังไม่เร็วมากนัก ถ้าขืนเป็นรถมอเตอร์ไซค์ล่ะก็ คงได้ประสานงากันเต็ม ๆ ไปแล้ว ! "

ความจริงแล้ว ในมหานครเซี่ยงไฮ้นั้น มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามขับขี่รถจักรยานยนต์มาตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว บนท้องถนนจึงแทบจะไม่มีรถจักรยานยนต์ให้เห็นเลย

ทว่า รถจักรยานไฟฟ้ากลับกลายเป็นยานพาหนะทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในมหานครเซี่ยงไฮ้

ถึงแม้ว่าความเร็วของรถจักรยานไฟฟ้าจะเทียบไม่ติดกับรถมอเตอร์ไซค์ แต่มันก็ยังเร็วกว่าจักรยานธรรมดาอยู่มาก แถมยังช่วยทุ่นแรงได้เยอะ ด้วยเหตุนี้ มันจึงค่อย ๆ เข้ามาแทนที่รถมอเตอร์ไซค์และรถจักรยานธรรมดา จนกลายมาเป็นยานพาหนะคู่ใจของใครหลาย ๆ คนอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อได้ยินเสียงสบถด่าของหลี่เจ๋อ หลี่ตงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ทอดสายตามองตามรถจักรยานไฟฟ้าคันนั้นที่แล่นห่างออกไปพลางตกอยู่ในห้วงความคิด...

และในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงในใจของลูกชายหลี่ตงก็พลันดังก้องขึ้นมาในหัวของหลี่เจ๋อ

[รถจักรยานไฟฟ้า... นี่มันคือตลาดผู้บริโภคที่ยิ่งใหญ่มหาศาลในอนาคตเลยนี่นา หากจะบอกว่าประเทศเซี่ยในอดีตคืออาณาจักรแห่งจักรยานล่ะก็ ในอีกหลายปีนับจากนี้ ประเทศเซี่ยก็คืออาณาจักรแห่งรถพลังงานไฟฟ้าอย่างแท้จริง]

[แทบจะทุกเมืองไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนเต็มไปด้วยกองทัพรถไฟฟ้าวิ่งกันขวักไขว่เกลื่อนกลาดไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้าและเย็น รถไฟฟ้าเหล่านั้นจะต่อคิวเรียงรายกันเป็นแถวยาวเหยียด มันเป็นอะไรที่แบบว่า... สุดยอดจริง ๆ ]

[แต่ว่านะ ถ้าจำไม่ผิด รถจักรยานไฟฟ้าในยุคนี้คุณภาพมันดูจะห่วยแตกเอาเรื่องเลยนะ ส่วนใหญ่น่าจะยังใช้แค่มอเตอร์ความเร็วต่ำ ขับไปได้แค่สามถึงห้าเดือนมอเตอร์ก็พังซะแล้ว]

[แถมกำลังในการขึ้นเนินก็ยังน่าเป็นห่วง ถ้าเจอเนินที่ชันหน่อย ดีไม่ดีอาจจะต้องลงมาเข็นเอาด้วยซ้ำ โคตรจะหลอกลวงผู้บริโภคเลยจริง ๆ ]

[แต่ถึงจะห่วยแตกแบบนั้น รถจักรยานไฟฟ้าก็ยังคงมีตลาดรองรับที่ไม่เล็กเลยนะ]

[อืม... ขอคิดดูก่อนนะ เหมือนว่าตอนนี้ที่อเมริกาน่าจะมีเทคโนโลยีมอเตอร์ความเร็วสูง ออกมาแล้วใช่ไหมนะ ? ]

[ถ้าเกิดสามารถนำเทคโนโลยีมอเตอร์ความเร็วสูงนั่นเข้ามาใช้กับรถจักรยานไฟฟ้าได้ล่ะก็ มันจะไม่เพียงแค่อายุการใช้งานมอเตอร์ยาวนานขึ้นและอัตราการเสียลดลงเท่านั้น แต่ยังประหยัดไฟมากกว่าเดิม ช่วยเพิ่มระยะทางในการวิ่งได้อย่างมหาศาล แถมกำลังในการปีนป่ายขึ้นเนินก็ยังเหนือกว่ามอเตอร์ความเร็วต่ำแบบเทียบกันไม่ติด คนละระดับกันเลยล่ะ ! ]

[ถ้าหากในตอนนี้ มีรถจักรยานไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่งไกล อัตราการเสียต่ำ และมีกำลังปีนป่ายสูง ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาล่ะก็ ขอเพียงแค่ราคาไม่ได้แพงจนเกินไป ยังไงก็ต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน ! ]

[ยิ่งไปกว่านั้น เกณฑ์การเข้าถึงเทคโนโลยีของรถจักรยานไฟฟ้านั้นค่อนข้างต่ำ แต่ก็สามารถอาศัยโอกาสนี้ในการสั่งสมประสบการณ์และเทคโนโลยีไปในตัว เพื่อที่จะค่อย ๆ ต่อยอดและพัฒนาไปสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคตได้]

[ในโลกอนาคต ขนาดไอ้รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ 'เทสล่า' ที่ชอบมีปัญหาเบรกแตก ยังสามารถทำยอดขายในประเทศไปได้ตั้งหลายแสนคัน แถมยังมีบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนอย่างพวก เสี่ยวเผิง, เว่ยไหล และ ปี่ย่าตี้ ที่ต่างก็ทำยอดขายได้ยอดเยี่ยมมากเหมือนกัน]

[และที่สำคัญไปกว่านั้น มูลค่าตามราคาตลาด ของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าพวกนี้มันสูงลิ่วจนน่าตกใจเลยนะ เอะอะก็มีมูลค่าตลาดระดับแสนล้านหยวนกันทั้งนั้น ! ]

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่ตงก็โพล่งขึ้นมาว่า "พ่อครับ ช่วงนี้ในมหานครเซี่ยงไฮ้เหมือนจะมีรถจักรยานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเยอะเลยนะครับ ผมรู้สึกว่ารถจักรยานไฟฟ้าพวกนี้ถึงจะขับได้ไม่เร็วเท่ามอเตอร์ไซค์ แต่ก็สะดวกและทุ่นแรงกว่าจักรยานธรรมดาตั้งเยอะนะครับ"

"แต่ว่า ผมฟังเพื่อนเล่าให้ฟังว่า รถจักรยานไฟฟ้าที่พ่อแม่เขาซื้อมา ขับไปได้แค่ไม่กี่เดือนก็พังซะแล้ว แถมยังได้ยินมาว่าถ้าเจอเนินที่ชันหน่อยก็ขับขึ้นไม่ไหวด้วยล่ะครับ"

"เห็นเขาบอกว่าน่าจะเป็นเพราะไอ้มอเตอร์อะไรนั่นมันไม่ค่อยดี ถ้าเกิดมีมอเตอร์ดี ๆ มาใช้ ผมว่ารถจักรยานไฟฟ้าพวกนี้ก็คงไม่พังง่าย ๆ แล้วก็คงจะไม่ถึงกับขึ้นเนินไม่ไหวหรอกครับ"

"ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าในต่างประเทศเขามีเทคโนโลยีมอเตอร์แบบนี้ไหม ถ้ามีแล้วสามารถนำเข้ามาปรับใช้กับรถจักรยานไฟฟ้าในบ้านเราได้ ผมกะว่าคงจะมีคนยอมควักเงินซื้อกันเยอะแน่ ๆ เลยครับ..."

หลี่เจ๋อที่แอบได้ยินเสียงในใจของลูกชายมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้ เขาย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีว่า เจ้านี่กำลังจงใจพูดบอกใบ้เพื่อให้เขาหันไปจับธุรกิจรถจักรยานไฟฟ้านั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ หลี่เจ๋อจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาแสร้งทำทีเป็นขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะแกล้งทำเป็นดวงตาเบิกกว้างเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วกล่าวว่า "เสี่ยวตง สิ่งที่แกพูดมาเมื่อกี้มันช่วยจุดประกายให้พ่อเลยนะเนี่ย"

"ก็จริงของแก ช่วงนี้ในมหานครเซี่ยงไฮ้มีพวกรถจักรยานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเยอะมากจริง ๆ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มตลาดของรถจักรยานไฟฟ้าก็น่าจะดูดีมีอนาคตอยู่ไม่น้อย"

"อืม พอดีเลย อีกสักพักพ่ออาจจะต้องเดินทางไปที่อเมริกา หรือไม่ก็อาจจะส่งคนอื่นไปเป็นตัวแทน ถึงเวลานั้นก็ถือโอกาสลองไปสอบถามดูได้ว่าที่อเมริกามีเทคโนโลยีล้ำสมัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ไหม"

"ถ้าหากว่ามี พวกเราก็สามารถนำเทคโนโลยีนั้นเข้ามา แล้วก็เปิดบริษัทผลิตรถจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาซะเลย ดีไม่ดีอาจจะไปได้สวยและเติบโตได้ดีด้วยซ้ำ..."

พูดพลาง หลี่เจ๋อกก็แอบลอบสังเกตปฏิกิริยาของลูกชายไปด้วย

เมื่อหลี่ตงได้ยินดังนั้น เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด และเสียงในใจก็ดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง...

[ฟู่ พ่อนี่หัวไวและรู้ความขึ้นทุกวันเลยแฮะ แค่ฉันบอกใบ้นิดหน่อย ก็สามารถคิดโยงไปถึงเรื่องการทำธุรกิจและหาเงินได้ทันที ดูท่าตอนนี้พ่อจะกลายเป็นนักธุรกิจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมไปแล้วจริง ๆ ! ]

[เซนส์ทางธุรกิจเฉียบแหลมว่องไวใช่ย่อยเลยนะเนี่ย ! ]

[แต่ก็นะ ตลาดรถไฟฟ้าในอนาคตมันคือเค้กก้อนมหึมาจริง ๆ นั่นแหละ ไม่ใช่แค่ในประเทศเซี่ยเท่านั้นนะ แต่รวมไปถึงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างก็มีตลาดที่กว้างใหญ่ไพศาลรอให้ไปกอบโกยอยู่เช่นกัน]

[รอให้พ่อก่อตั้งบริษัทรถจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาได้จริง ๆ ก่อนเถอะ ในอนาคตก็ค่อยหาทางตะล่อมชี้แนะให้พ่อหันไปพัฒนาเทคโนโลยีด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าดู ดีไม่ดีในภายภาคหน้า อาจจะสามารถสร้าง 'เทสล่า' ในเวอร์ชันของประเทศเซี่ยเราเอง ที่มีระบบเบรกใช้งานได้จริง ไม่เบรกแตก ออกมาได้สำเร็จด้วยซ้ำ...]

เมื่อได้ฟังเสียงในใจของลูกชาย และหวนนึกไปถึงข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ลูกชายเคยบอกว่า บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เอะอะก็มีมูลค่าตามราคาตลาดพุ่งทะลุหลักแสนล้านหยวน

ในใจของหลี่เจ๋อย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นไหวและตื่นเต้น

ก็แหงล่ะ บนโลกนี้มีใครบ้างที่รังเกียจว่าตัวเองมีเงินเยอะเกินไปล่ะ จริงไหม ?

ยิ่งไปกว่านั้น เม็ดเงินมหาศาลที่กอบโกยมาได้จากบริษัทเกม Legend ในปัจจุบัน นอกเหนือจากส่วนที่จะต้องเตรียมอัดฉีดเข้าไปในเจ๋อรัน เทคโนโลยี เพื่อใช้เป็นทุนในการตีตลาดอเมริกาแล้ว ในช่วงเวลานี้เขาก็ยังไม่มีโปรเจกต์ดี ๆ อื่นใดให้ไปลงทุนจริง ๆ นั่นแหละ

แต่ว่า เจ๋อรัน เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ ไม่ได้เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การครอบครองของเขาแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว หลังจากที่เปิดรับเงินระดมทุนจากกลุ่มทุน IDG เข้ามา หากในอนาคตมีความต้องการที่จะอัดฉีดเงินทุนเพิ่ม ก็จำเป็นจะต้องนำไปปรึกษาหารือกับอีกฝ่ายด้วย ต่อให้เขาจะมีอำนาจในการควบคุมบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จก็ตาม

ทว่า เพื่อเป็นการให้เกียรติและเคารพต่อผู้ถือหุ้น ประกอบกับการบุกตลาดในอเมริกาก็ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากพวกเขากลุ่มนี้อยู่อีกมาก

หลี่เจ๋อย่อมไม่สามารถทำตัวเป็นเผด็จการและตัดสินใจทำอะไรตามอำเภอใจได้เหมือนอย่างในอดีตอีกแล้ว

เรื่องไหนที่ควรจะชี้แจงและปรึกษาหารือกับอีกฝ่าย มันก็ยังคงต้องนำไปพูดคุยกันให้ชัดเจนอยู่ดี

ทว่า สำหรับโปรเจกต์รถจักรยานไฟฟ้าที่อยู่ตรงหน้านี้ มันนับว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว หากสามารถลงมือปั้นมันขึ้นมาได้จริง ๆ ยังไงก็ต้องทำกำไรได้แน่นอน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าจะทำกำไรได้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

รวมไปถึงแนวทางที่เสียงในใจของลูกชายเพิ่งจะพูดถึง การต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต มันก็ถือเป็นทิศทางที่สดใสและน่าจับตามองมาก ๆ ...

‘ดูท่าถึงเวลานั้น ไม่ว่าฉันจะเดินทางไปที่อเมริกาด้วยตัวเอง หรือส่งหลินเยว่เป็นตัวแทนไป ยังไงก็คงต้องหาคน หรือไม่ก็อาจจะถือโอกาสไหว้วานให้คนของกลุ่มทุน IDG ฝั่งอเมริกา ช่วยเป็นหูเป็นตาตรวจสอบข้อมูลดูสักหน่อย ว่าที่อเมริกามีเทคโนโลยีมอเตอร์ความเร็วสูงตามที่เสี่ยวตงพูดถึงอยู่จริง ๆ หรือเปล่า’

‘ฉันเชื่อว่าแค่เรื่องขอให้ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้ คนของกลุ่มทุน IDG ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรมาปฏิเสธหรอก’

ในระหว่างที่มัวแต่ครุ่นคิดอยู่นั้น หลี่เจ๋อก็ได้ขับรถเลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถด้านหน้าศูนย์การขาย 'คฤหาสน์รุ่งโรจน์' อย่างช้า ๆ และจัดการจอดรถจนเสร็จสรรพ

"เสี่ยวตง ลงรถกันเถอะ ! "

หลี่เจ๋อผลักประตูรถเปิดออก แล้วก้าวเท้าลงไป

"อ้อ ได้ครับ ! "

หลี่ตงรับคำ ก่อนจะเดินตามลงมาจากรถ แต่แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมาอีกว่า "พ่อครับ พ่อพาผมมาที่นี่ หรือว่าพ่อกำลังจะมาซื้อบ้านเหรอครับ ? "

หลี่เจ๋อปรายตามองลูกชายแวบหนึ่ง พลางหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "เดี๋ยวแกก็รู้เองแหละน่า ไปกันเถอะ ! "

พูดจบ หลี่เจ๋อก็เดินนำลูกชายมุ่งหน้าเข้าไปยังศูนย์การขายทันที...

จบบทที่ บทที่ 72: กว้านซื้อหุ้นเพนกวินเพิ่ม ! โปรเจกต์ใหม่ !

คัดลอกลิงก์แล้ว