เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 38 จ้าวซื่อผู้โกรธเกรี้ยว

ตอนที่ 38 จ้าวซื่อผู้โกรธเกรี้ยว

ตอนที่ 38 จ้าวซื่อผู้โกรธเกรี้ยว


ตอนที่ 38 จ้าวซื่อผู้โกรธเกรี้ยว

ดวงตาสามเหลี่ยมคู่หนึ่งของจ้าวซื่อเบิกกว้างจนกลมโต ใบหน้าสีดำที่ทาแป้งไว้นั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับตับหมู

"หกสิบตำลึง?! เจ้าทาสตระกูลสวีคิดว่าร้านหนังสือนี้เป็นของเจ้าหรืออย่างไร?!"

เขาใช้นิ้วมือหนึ่งนิ้วชี้ไปที่เย่เฟิงด้วยอาการสั่นเทาเหมือนคนจับไข้ แล้วจึงชี้ไปทางพวกของเย่หมิงทั้งสามคน ในสมองของเขาไม่ได้มีเพียงความโกรธแค้นเท่านั้น แต่ยังมีความหวาดกลัวอยู่อีกด้วย

ร้านค้าแห่งนี้เขาเป็นผู้จัดการ หากขาดทุนเงินมากมายถึงเพียงนี้ เขาต้องถูกลงทัณฑ์เป็นแน่

ยามนี้เขาไม่มีเวลามาคิดแล้วว่าคุณชายผู้นี้จะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม ความคิดเรื่องอุบายต่างๆ นานาได้เกิดขึ้นมาแล้ว

หรือว่าคุณชายกำมะลอทั้งสามคนนี้ จะเป็นผู้ที่เย่เฟิงเชิญมาแสดงงิ้วร่วมมือกันเพื่อหลอกลวงเอาเงิน?

เขาแผดเสียงแหลมเล็กกล่าวออกมาว่า

"คิดจะขายหกสิบตำลึง? ข้าไม่ยอม! ตราบใดที่มีข้าอยู่ พวกเจ้าก็ฝันไปเถิด!"

เย่เฟิงหรี่ตาลงพลางมองไปที่จ้าวซื่อ

"ผู้จัดการจ้าว ร้านหนังสือแห่งนี้ย่อมไม่ใช่ของข้า แต่ก็ไม่ใช่ของท่านเช่นกัน ทว่าเป็นของตระกูลสวี

ในเมื่อท่านและข้าต่างก็ทำงานให้ตระกูลสวี ย่อมต้องถือผลประโยชน์ของนายท่านเป็นสำคัญ ต้นฉบับหนังสือนี้มีค่าพันตำลึงทอง! อีกทั้งอำนาจที่นายท่านมอบให้ข้านั้น ก็คือหกสิบตำลึง!"

จ้าวซื่อเห็นเย่เฟิงผู้นี้จะยังกล้าโอหังถึงเพียงนี้ กำลังจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินคุณชายอ้วนน้อยตระกูลสวีที่อยู่ด้านข้างกล่าวด้วยความหงุดหงิดใจเล็กน้อยว่า

"เหตุใดจึงให้สิทธิ์เพียงหกสิบตำลึง? ก็ได้ หกสิบตำลึงก็หกสิบตำลึง ทว่าส่วนแบ่งต้องเปลี่ยน พวกเราเจ็ด ร้านหนังสือสาม!"

จ้าวซื่อแทบจะสำลักน้ำลายของตนเองตาย

"อะไรนะ?! หกสิบตำลึงพวกเจ้ายังไม่พอใจ ยังจะเอาส่วนแบ่งอีกหรือ?!"

ทว่าจ้าวซื่อที่กระโดดโลดเต้นอยู่นั้น ยามนี้กลับไม่มีผู้ใดสนใจเลย

เย่เฟิงขมวดคิ้ว แล้วมองไปที่ต้นฉบับหนังสืออีกครั้ง ก่อนจะตบมือลง

"ห้าสิบห้า! นี่คืออำนาจสูงสุดที่ข้าสามารถมีได้! ถึงแม้จะถูกนายท่านเอาความ ข้าก็ยอมรับ!"

คุณชายน้อยตระกูลสวีกล่าวขึ้นว่า

"พวกเราหารือกันเสียหน่อย"

จากนั้นก็ลากเย่หมิงร่วมกับคุณชายน้อยข่งเดินไปด้านข้าง

คุณชายน้อยข่งมองไปที่เย่หมิง แล้วกล่าวเสียงเบาว่า

"พี่หมิง ราคานี้ก็นับว่าใช้ได้แล้ว เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?"

คุณชายน้อยตระกูลสวีก็กล่าวเช่นกันว่า "ถูกแล้ว ผู้แต่งหนังสือที่มีชื่อเสียงบางคนอาจจะไม่ได้ส่วนแบ่งสูงถึงเพียงนี้ ทว่าหนังสือของพวกเราย่อมดีกว่าพวกเขาเพียงแต่ยามนี้ชื่อเสียงของพวกเรายังไม่ปรากฏ"

ในใจของคุณชายน้อยตระกูลสวีนั้น หนังสือที่พวกเขาเขียนเล่มนี้ย่อมดีกว่าผู้แต่งที่ไร้ฝีมือแต่มีชื่อเสียงเหล่านั้นมากมายหลายเท่านัก ทว่าชื่อเสียงก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาขายของหนังสือจริงๆ

"ไม่เช่นนั้น พวกเราลองไปสอบถามที่ร้านอื่นดูดีหรือไม่?"

ใบหน้าของเย่หมิงเผยรอยยิ้มเอียงอาย

"ราคาที่คุณชายทั้งสองต่างเห็นพ้อง ย่อมเป็นราคาที่ดีข้ารับรอง อีกทั้งนี่ก็เกินความคาดหมายของผู้น้อยไปไกลมากแล้ว"

ล้อเล่นน่ะสิ นี่เป็นความชอบที่เขาตั้งใจนำมามอบให้เย่เฟิงผู้เป็นพี่ใหญ่

เมื่อเช้าเขาก็ตงใจชักนำให้มาที่ร้านม่อเซียงไจแห่งนี้ ยามนี้จะให้ไป? เป็นไปไม่ได้!

คุณชายน้อยตระกูลสวีเมื่อได้ยินว่าเย่หมิงตกลง ในใจก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ราคานี้หากเทียบกับร้านหนังสือหลายแห่งของตระกูลสวีแล้ว น่าจะถือว่าสูงสุดแล้ว หากไปร้านหนังสืออื่นแล้วได้ราคาที่สูงกว่าจะทำอย่างไร?

หนังสือที่มีชื่อของเขาเล่มนี้ อีกทั้งยังเห็นเด่นชัดว่าจะทำเงินได้ ย่อมต้องการให้ตระกูลของตนเองได้ไปอยู่แล้ว

คุณชายน้อยตระกูลสวีลอบเสียใจ เหตุใดเมื่อเช้าตรู่วันนี้ตนเองจึงเป็นเช่นนี้? เหตุใดตนเองต้องเสนอความคิดเรื่องการไม่เปิดเผยฐานะเพื่อมาขายสิทธิ์เล่มนี้ด้วย

หากบอกกล่าวกับมารดาโดยตรง เงินหนึ่งร้อยตำลึงก็ย่อมจ่ายได้

ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังกระซิบกระซาบหารือกันเสียงเบา จ้าวซื่อก็พุ่งตัวออกมาจากโต๊ะเสมียนในที่สุด

เขาเอื้อมมือหมายจะไปดึงตัวเย่เฟิง ทว่ามืออันเรียวเล็กนั้นเมื่อวางบนท่อนแขนอันกำยำของเย่เฟิง กลับดูอ่อนแอจนไม่อาจต้านทานลมได้เลย

ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรบางอย่างได้ จึงหดมือกลับมาอย่างขลาดเขลา แล้วขู่สำทับเสียงต่ำด้วยท่าทางดุดันว่า

"เย่เฟิงหากอยากตายก็อย่าลากข้าไปด้วย!"

เย่เฟิงยังคงลูบคลำต้นฉบับหนังสือด้วยความรักใคร่จนไม่อาจวางมือได้ เขาอยากจะเจรจาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อจะได้นำหนังสือมาเปิดอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อครู่อ่านเร็วเกินไป จึงคล้ายกับการกลืนข้าวสารทั้งเปลือกอยู่บ้าง

เขามองไปที่จ้าวซื่อด้วยใบหน้าเรียบเฉย

"โอ้? เช่นนั้นหมายความว่าผู้จัดการจ้าวไม่คิดจะยอมรับต้นฉบับหนังสือนี้หรือ?"

จ้าวซื่อเมื่อเห็นท่าทางอันสงบนิ่งของเขาก็โกรธจนฟันแทบเคี้ยวแหลก อยากจะลงมือ ทว่าขาของตนเองยังไม่หนาเท่าแขนของผู้อื่น จึงทำได้เพียงสาดวาจาข่มขู่ด้วยความขลาดกลัวว่า

"เหลวไหล หากเจ้าจะซื้อจริง ต้องเขียนระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่เจ้ากระทำเพียงผู้เดียว ไม่เช่นนั้น ข้าจะไปฟ้องนายท่านยามนี้เลย"

"ฟ้องข้า?"

"ถูกแล้ว!" จ้าวซื่อกลอกตาไปมา "ฟ้องว่าเจ้าร่วมมือกับคนหลอกลวงตัวน้อยที่ไปหามาจากที่ใดก็ไม่รู้ ทำต้นฉบับหนังสือที่เหลวไหลไร้สาระเล่มหนึ่งขึ้นมา เพื่อฉ้อโกงเงินของนายท่าน!"

เย่เฟิงยกต้นฉบับหนังสือในมือขึ้น "ดังนั้นท่านแน่ใจนะว่าจะไม่ชายตามองต้นฉบับหนังสือนี้สักหน่อย แล้วด่วนสรุปเอาเองว่านี่คือคนหลอกลวง?"

บนใบหน้าของจ้าวซื่อเต็มไปด้วยความดูแคลน สายตาที่มองต้นฉบับหนังสือเล่มนั้นราวกับมองเศษขยะชิ้นหนึ่ง

"เสื่อมเสียความสง่างามของปัญญาชน หากข้าต้องอ่านสิ่งของเช่นนี้ ย่อมต้องละอายต่อคำสั่งสอนของท่านขงจื่อเป็นแน่!"

เย่เฟิงแสร้งทำเป็นทำท่าทางเช่นนั้นเพื่อยั่วยุให้อีกฝ่ายไม่มองเลย ลาภยศอันยิ่งใหญ่นี้ เดิมทีเขาก็ไม่ยินยอมให้จ้าวซื่อผู้ไร้ประโยชน์ผู้นี้มีส่วนร่วมอยู่แล้ว

อย่างไรเสียจ้าวซื่อก็เป็นผู้จัดการของร้านม่อเซียงไจ ถึงแม้หนังสือเล่มนี้เย่เฟิงจะเป็นผู้รับไว้ เขาก็ย่อมได้รับเกียรติไปด้วย

ยามนี้ดีนัก จ้าวซื่อผู้นี้ได้ผลักไสลาภยศนี้ออกไปอย่างรุนแรง แม้แต่จะแตะต้องก็ไม่ยินยอมเลย

"ดี!" เย่เฟิงสะกดกลั้นความยินดีปรีดาในใจ ใบหน้ามีเพียงความเรียบเฉย ทั้งยังแสร้งทำเป็นแง่งอน "หนังสือเล่มนี้จะนับเข้าตัวข้าทั้งหมด ประเดี๋ยวในสัญญาข้าจะเขียนให้ชัดเจน ไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองของท่านจ้าวซื่อแม้แต่หนึ่งอีแปะ!"

ยามนี้เด็กทั้งสามคนก็เจรจากันเสร็จสิ้นแล้ว ผู้แทนย่อมเป็นคุณชายน้อยตระกูลสวีเช่นเดิม

"นี่ เจ้าคนตัวใหญ่....."

เย่เฟิงรีบหันหน้ามา บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

"คุณชาย ผู้น้อยชื่อเย่เฟิงขรับ"

คุณชายน้อยตระกูลสวีชะงักไปเล็กน้อย "เจ้าก็แซ่เย่หรือ?"

ตระกูลสวีมีบ่าวไพร่มากมาย อีกทั้งยังมีชาวบ้านทั่วไปที่รับมาทำงานไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงจำได้ไม่หมด เมื่อได้ยินว่าแซ่เย่ จึงมองไปที่เย่หมิงโดยสัญชาตญาณ คิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับเย่หมิงหรือไม่

ผลลัพธ์เมื่อเห็นท่าทางผอมบางผิวขาวสะอาดของเย่หมิง แล้วมองดูท่าทางสูงใหญ่ผิวผิวดำคล้ำของเย่เฟิง ก็ละทิ้งความคิดที่ว่าทั้งสองคนมีความเกี่ยวข้องกันไปอย่างรวดเร็ว

"อืม ไม่น่าเล่าเจ้าจึงพอมีสายตาอยู่บ้าง ไม่เหมือนคนบางคน" คุณชายน้อยตระกูลสวีกลอกตาใส่จ้าวซื่อผู้นั้น "มีดวงตาเสียเปล่า"

"ไม่พูดถึงคนอัปมงคลเหล่านั้นแล้ว สิทธิ์การตีพิมพ์ของหนังสือเล่มนี้ขายให้พวกเจ้าแล้ว เงินหกสิบตำลึงจ่ายครบในคราวเดียว ส่วนแบ่งที่เหลือแบ่งกันห้าห้า"

เย่เฟิงยินดียิ่งนัก ตอบรับอย่างใจถึง

"คุณชายทั้งหลายใจกว้างขวางยิ่งนัก โปรดวางใจ ผู้น้อยจะไปควบคุมดูแลการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ด้วยตนเองอย่างแน่นอน อีกทั้งจะวิ่งไปทุกช่องทาง!"

เขาพูดพลางเบียดจ้าวซื่อที่ขวางทางอยู่ด้านข้างให้ออกไปด้านนอก จากนั้นก็นำกระดาษออกมาจากโต๊ะเสมียนเริ่มเขียนสัญญา แล้วประทับตราของร้านหนังสือลงไป ทั้งยังประทับรอยนิ้วมือของตนเองลงไปด้วย

จ้าวซื่อผู้นั้นส่งเสียงกระแอมไออยู่ด้านข้าง เย่เฟิงเงยหน้าขึ้น

"โปรดวางใจ ข้าได้เขียนไว้แล้วว่าเรื่องการค้าต้นฉบับหนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับข้าเย่เฟิงเพียงผู้เดียว"

เด็กทั้งสามคนตรวจดูสัญญาเสร็จสิ้น ก็เห็นประโยคที่จ้าวซื่อต้องการเช่นกัน คุณชายน้อยเสิ่นเอ่ยเย้าแหย่คุณชายน้อยตระกูลสวีเสียงเบา

"มาตรฐานการเลือกผู้จัดการร้านของตระกูลเจ้าน่าน่าเป็นห่วงยิ่งนัก ยังดีที่ผู้ช่วยผู้จัดการผู้นี้ใช้ได้"

คุณชายน้อยตระกูลสวีกลอกตาใส่จ้าวซื่อ "หากไม่ใช่เพราะพวกเราตกลงกันว่าจะไม่เอ่ยถึงฐานะ นายน้อยจะให้เขาเก็บข้าวของออกไปเสียวันนี้เลย!"

ทว่าเย่หมิงกลับสบสายตากับเย่เฟิง จ้าวซื่อผู้นี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาลงทัณฑ์หรอก รอจนกระทั่งหนังสือเล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ความเสียใจของเขาจะกัดกินตัวเขาเอง

เย่หมิงมีความคาดหวังอยากจะเห็นท่าทางของเขาในยามนั้นอยู่บ้างแล้ว

...

จบบทที่ ตอนที่ 38 จ้าวซื่อผู้โกรธเกรี้ยว

คัดลอกลิงก์แล้ว