- หน้าแรก
- ยุคขุนศึก เมื่อคุณพ่อยอมฟังคำแนะนำ บุกทะลวงจากผู้การกองพลสู่บัลลังก์จอมทัพ
- บทที่ 93 - ยืมอำนาจอภิสิทธิ์ชนต่างชาติ
บทที่ 93 - ยืมอำนาจอภิสิทธิ์ชนต่างชาติ
บทที่ 93 - ยืมอำนาจอภิสิทธิ์ชนต่างชาติ
บทที่ 93 - ยืมอำนาจอภิสิทธิ์ชนต่างชาติ
เมื่อเห็นว่าคนญี่ปุ่นอย่างยามาดะไม่เพียงแต่ขู่ใครไม่ได้ ซ้ำยังทำตัวเหมือนตัวตลกที่ถูกนายทหารยศร้อยโทตอกหน้าจนพูดไม่ออก บรรดาตัวแทนบริษัทการค้าต่างชาติจากอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอเมริกาที่รวมตัวกันอยู่ข้างรถบรรทุกต่างก็ส่งสายตาแลกเปลี่ยนกันด้วยความรู้สึกดูแคลนและเหยียดหยาม
ตอนนี้ถึงเวลาที่ ไพ่ตาย ของจริงจะต้องออกโรงแล้ว
ชมิดท์จากบริษัทมิตซุยของเยอรมนีเดินนำหน้ามาเป็นคนแรก ชุดสูทสีดำสุดเนี้ยบรีดเรียบกริบจนไม่มีรอยยับย่นแม้แต่น้อย
เขาใช้มือข้างหนึ่งประคองแฟ้มเอกสารหนัง ส่วนอีกมือยื่นบัตรประจำตัวที่มีตัวอักษรสีทองอร่ามและรายการสินค้าส่งให้ร้อยโท พร้อมกับกล่าวว่า "คุณร้อยโท ผมคือชมิดท์ ตัวแทนบริษัทมิตซุยของจักรวรรดิเยอรมันประจำเซี่ยงไฮ้ นี่คือเอกสารยืนยันตัวตนและหนังสือมอบอำนาจของผม"
"ของในรถบรรทุกคือชิ้นส่วนกังหันลมที่โรงไฟฟ้าลั่วหยางกำลังต้องการอย่างเร่งด่วน ทุกชิ้นระบุรุ่นและวัตถุประสงค์การใช้งานไว้อย่างชัดเจน มีเอกสารและใบเบิกทางศุลกากรครบถ้วนสมบูรณ์" ภาษาจีนของเขาแข็งทื่อและกระท่อนกระแท่น ทว่าทุกถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยท่าทีแข็งกร้าวที่ไม่อาจโต้แย้งได้
ตัวแทนจากอังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกาเดินตามมาติดๆ ต่างพากันชูบัตรประจำตัวให้ร้อยโทดู
บราวน์ ตัวแทนบริษัทการค้าจากอังกฤษพูดด้วยสำเนียงผู้ดีอังกฤษที่แฝงความหยิ่งยโสตามแบบฉบับว่า "พวกเราล้วนได้รับมอบหมายจากผู้ประกอบการในลั่วหยางให้มาส่งสินค้า อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับพลเรือนลอตนี้จะต้องส่งถึงที่หมายภายในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้น หากล่าช้าไปเพียงวันเดียวก็จะสูญเงินเหรียญหยวนไปหลายพันหยวน"
ตัวแทนบริษัทการค้าจากฝรั่งเศสโบกใบผ่านทางศุลกากรในมือไปมาพลางพูดอย่างหงุดหงิดว่า "คำสั่งปิดล้อมของพวกคุณพวกเราเห็นแล้ว แต่บริษัทการค้าของเราไม่ได้อยู่ในขอบเขตการควบคุม นี่คือข้อความต้นฉบับจากประกาศของกระทรวงพาณิชย์แห่งหนานจิง"
ฝรั่งทั้งสี่คนแย่งกันพูดจาเซ็งแซ่ ทว่ากลับแสดงท่าทีเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แรงกดดันมหาศาลทำให้ร้อยโทแทบจะหายใจไม่ออกในพริบตา
เวลานี้ร้อยโทที่กำลังหงุดหงิดเริ่มมีเหงื่อซึมชื้นเต็มหน้าผาก
เขามองดูกองเอกสารตรงหน้า หัวคิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
หลังจากจำใจเก็บปืนลง เขาก็เหลือบตามองไปที่ตู้บรรทุกสินค้าที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบจนมิดชิด พลางยืนกรานเสียงแข็งว่า "ตอนนี้เป็นช่วงปิดล้อมทางทหาร ไม่ว่าพวกคุณจะขนส่งอุปกรณ์อะไร หรือมาจากบริษัทการค้าไหน ตอนนี้ต้องกลับไปก่อน รอให้ปลดล็อกแล้วค่อยมาใหม่"
เขาจงใจขึ้นเสียงให้ดังขึ้นเพื่อพยายามใช้ท่าทีที่ไม่ได้ดูน่าเกรงขามนักมาข่มขู่ฝรั่งพวกนี้
ทว่าท่าทีของพวกฝรั่งกลับแข็งกร้าวอย่างผิดหูผิดตา
แต่ละคนทำหน้าตาถมึงทึง ตะคอกด่าทอด้วยภาษาของตัวเองอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับว่าร้อยโทได้ล่วงละเมิดกฎเกณฑ์บางอย่างที่ไม่อาจแตะต้องได้
ฌาคส์ ดูปองต์ ชาวฝรั่งเศสดึงกล้องยาสูบที่คาบอยู่ออกมา ร้องโวยวายอย่างหมดความอดทนว่า "กลับไปงั้นเหรอ พระเจ้าช่วย คุณร้อยโท คุณกำลังล้อพวกเราเล่นใช่มั้ย เราเซ็นสัญญาการค้าที่เข้มงวดกับโรงไฟฟ้าและหน่วยงานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ของลั่วหยางไว้นะ"
"เวลาที่กำหนดไว้ถือเป็นกฎเหล็ก อุปกรณ์ต้องถูกส่งไปติดตั้งให้ถึงที่หมายภายในสิบวัน หากล่าช้าไปเพียงวันเดียว พวกเราจะต้องจ่ายค่าปรับก้อนโตให้ผู้ซื้อ"
"ถ้าคุณหรือรัฐบาลหนานจิงที่หนุนหลังคุณอยู่สามารถจ่ายค่าปรับก้อนนี้ได้ เราจะยอมถอยทัพกลับไปเดี๋ยวนี้เลย"
สิ้นเสียงของเขา ชมิดท์ก็รีบเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาทันทีว่า "ไม่ใช่แค่ค่าปรับระดับท้องถิ่นนะคุณร้อยโท ตามข้อที่เก้าของสนธิสัญญาการค้าเพิ่มเติมระหว่างจักรวรรดิเยอรมันและสาธารณรัฐจีน หากหน่วยงานรัฐบาลของพวกคุณขัดขวางอย่างไร้เหตุผลจนทำให้พวกเราสูญเสียผลประโยชน์ทางการค้า สถานกงสุลของเรามีสิทธิ์ส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศของพวกคุณได้โดยตรง และเรียกร้องให้รัฐบาลของพวกคุณชดใช้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมถึงค่าปรับที่สูงเป็นสิบเท่าของมูลค่าความเสียหายด้วย"
เขาเน้นย้ำคำว่า "ค่าปรับสิบเท่า" "สถานกงสุล" และ "การประท้วงของกระทรวงการต่างประเทศ" ทุกคำพูดล้วนทำให้ร้อยโทรู้สึกหนักอึ้งในใจยิ่งขึ้น
"ใช่แล้ว การขัดขวางการขนส่งสินค้าทางการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของเรา ถือเป็นการละเมิดผลประโยชน์ของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศของพวกเรา" ทอม ตัวแทนจากอังกฤษพูดด้วยสำเนียงลอนดอน
"พวกเราก็จะส่งบันทึกประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังหนานจิงเช่นกัน และเรียกร้องให้คุณรับผิดชอบต่อผลสืบเนื่องจากการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตามมา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คำว่า 'ช่วงปิดล้อม' คำเดียวแล้วคุณจะปัดความรับผิดชอบได้นะ"
พวกฝรั่งแทบจะพร้อมใจกันงัด "อาวุธ" ออกมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสำเนาสนธิสัญญาการค้าที่เก่าจนเป็นสีเหลือง เอกสารเงื่อนไขความคุ้มครองที่ประทับตราสถานกงสุล เอกสารการจัดซื้อที่พิมพ์ตัวเลขเงินชดเชยมหาศาล (แน่นอนว่าต้องเป็นตัวเลขที่เว่อร์เกินจริง) กระดาษเป็นปึกๆ แทบจะฟาดเข้าที่หน้าของร้อยโทอยู่แล้ว
การประท้วงของสถานกงสุล การชดใช้ค่าเสียหายสองเท่า ค่าปรับสิบเท่า คำศัพท์แปลกหูและแหลมคมเหล่านี้คอยทิ่มแทงแนวป้องกันทางจิตใจของร้อยโทหนุ่มคนนี้อย่างต่อเนื่อง
"การประท้วงของสถานกงสุล" "การประท้วงของกระทรวงการต่างประเทศ" "การชดใช้ค่าเสียหาย"
เขาเป็นแค่นายทหารหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยมาได้ไม่ถึงสองปี จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง จะไปเคยรับมือกับฝรั่งเยอะแยะขนาดนี้ได้ยังไง
ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อกี้ยุ่นยามาดะทำตัวกร่างเกินไป คนหนุ่มเลือดร้อนอย่างเขาก็คงไม่ชักปืนออกมาหรอก
ใบหน้าของร้อยโทเปลี่ยนจากสีเขียวคล้ำด้วยความตึงเครียดกลายเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย
ร่างกายของเขาแข็งทื่อ นิ้วมือที่กำปืนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยินสมัยเรียนอยู่ที่หนานจิง
ว่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ทหารเคยปะทะกับพ่อค้าชาวต่างชาติเพราะขอตรวจค้นพฤติกรรมการลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษี
ทางฝ่ายต่างชาติมีท่าทีแข็งกร้าว ไม่สนใจเลยว่าพ่อค้าของชาติตนเองจะทำผิดกฎหมายหรือไม่ (ซึ่งในความเป็นจริง ระหว่างการตรวจค้น ทหารก็ได้พบหลักฐานการลักลอบนำเข้าสินค้าของพ่อค้าต่างชาติแล้ว)
พวกเขาบุกไปถึงกระทรวงการต่างประเทศที่หนานจิง เรียกร้องให้ทางหนานจิงออกมาขอโทษเรื่องนี้
เมื่อไม่มีทางเลือก เถ้าแก่ฉางเองก็ไม่อยากจะไปล่วงเกินพวกฝรั่ง
ภายใต้แรงกดดันจากมหาอำนาจ จึงต้องยอมขอโทษชาวต่างชาติ และยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวนมากเพื่อเป็นค่าทำขวัญที่ไปล่วงเกินพ่อค้าชาวต่างชาติ
ตั้งแต่นั้นมา ครูฝึกก็มักจะคอยเตือนพวกเขาอยู่เสมอว่า "เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับพวกฝรั่ง ต้องระวังให้มาก ระมัดระวังให้ดี ยอมปล่อยไปดีกว่าไปมีเรื่องด้วย ใครขืนไปแหย่รังแตนพวกฝรั่งเข้า ผู้บังคับบัญชาก็อาจจะปกป้องพวกแกไว้ไม่ได้"
ในยุคแห่งความอัปยศอดสูนี้ ทุกครั้งที่มีเรื่องขัดแย้งกับพวกฝรั่ง ไม่ว่าฝ่ายตัวเองจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายคนที่ซวยก็มักจะเป็นพวกเบี้ยล่างอย่างร้อยโทนี่แหละ
พอคิดถึงตรงนี้ ร้อยโทก็ไม่อาจยึดมั่นในหลักการของตัวเองได้อีกต่อไป
เพราะถึงแม้จะโทรไปรายงานผู้บังคับบัญชาจริงๆ ก็อาจจะได้แค่คำด่าทอกลับมาเท่านั้น
แต่ทว่าศักดิ์ศรีในใจและความรับผิดชอบในฐานะทหารก็ทำให้เขาไม่ยอมปล่อยรถผ่านไปง่ายๆ
เวลานั้นเอง บราวน์ ตัวแทนจากอังกฤษก็ล้วงจดหมายรับรองจากสถานกงสุลปกสีแดงออกมาจากกระเป๋า ตราแผ่นดินของอังกฤษบนหน้าปกนั้นโดดเด่นสะดุดตา
พร้อมกับพูดจาหยอกล้ออย่างไม่ใส่ใจว่า "ดูเหมือนว่าคุณร้อยโทจะต้องการ 'คำเตือน' จากเบื้องบนสักหน่อยล่ะมั้ง"
เขาค่อยๆ ยื่นสมุดปกแดงเล่มนี้ไปตรงหน้าร้อยโทอย่างช้าๆ
"เห็นชัดแล้วใช่มั้ย นี่คือจดหมายรับรองที่ท่านกงสุลใหญ่แห่งเขตเช่าอังกฤษประจำเซี่ยงไฮ้ลงนามรับรองการขนส่งครั้งนี้ด้วยตัวเอง มีผลบังคับใช้ทางการทูตอย่างสมบูรณ์แบบ รับรองว่าสินค้าเหล่านี้เป็นของใช้สำหรับพลเรือนและมีความจำเป็นเร่งด่วน"
"จะขัดขวางไม่ให้พวกเราทำตามสัญญาที่ได้รับความคุ้มครองจากสถานกงสุลงั้นเหรอ" บราวน์โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กดเสียงต่ำลง ทว่ากลับเย็นเยียบประดุจลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงกระดูก "นี่มันเป็นการท้าทายความน่าเชื่อถือทางการค้าของจักรวรรดิอังกฤษในจีน เป็นการทำลายสมดุลอันละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับอังกฤษเลยนะ"
เขาใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่ร้อยโทพลางพูดว่า "ร้อยโทตัวเล็กๆ อย่างคุณ จะรับผิดชอบเรื่องนี้ไหวเหรอ หืม"
พูดจบเขาก็ตบจดหมายรับรองลงบนมือของร้อยโท ข่มขู่ต่อไปว่า "จะโทรไปหนานจิงเดี๋ยวนี้ หรือจะปล่อยรถผ่านไป คุณเลือกเอาสักอย่างก็แล้วกัน"
ร้อยโทมองจดหมายรับรองในมือ หน้าแดงก่ำไปถึงใบหู
เขามองดูเอกสารของหอการค้าเยอรมนีในมือชมิดท์ แล้วก็มองดูบัตรผ่านเข้าออกเขตเช่าฝรั่งเศสที่ดูปองต์แกว่งไปแกว่งมา ในที่สุดเขาก็ถอดใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่มีเรื่องขัดแย้งกับพวกฝรั่ง คนที่ต้องเสียเปรียบก็คือพวกเขานั่นแหละ
ถ้าเรื่องมันบานปลายใหญ่โตขึ้นมา ร้อยโทตัวเล็กๆ อย่างเขาคงโดนกฎอัยการศึกเล่นงานเป็นแน่
"ผม..." ร้อยโทอ้าปากค้าง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงสองสามครั้ง
เขาจ้องมองรอยยับบนผ้าใบคลุมรถบรรทุก หลังจากชั่งใจอยู่เนิ่นนาน เขาก็กัดฟันพูดว่า "ปล่อยรถผ่านได้ แต่ผมขอตรวจค้นหลังรถก่อน ถ้าเกิดพวกคุณแอบซ่อนของผิดกฎหมายเอาไว้..."
ยังไม่ทันขาดคำ บราวน์ก็แค่นหัวเราะออกมาทันที น้ำเสียงเย้ยหยัน "ตรวจค้นงั้นเหรอ คุณร้อยโท คุณรู้มั้ยว่าเฟืองเกียร์ที่ละเอียดอ่อนของกังหันลมมันบอบบางแค่ไหน ถ้าเกิดคนของพวกคุณทำพังขึ้นมาจะทำยังไง คุณรู้มั้ยว่าค่าซ่อมแซมแพงกว่าซื้อเครื่องใหม่ทั้งเครื่องซะอีก"
เขาชี้ไปทางตู้คอนเทนเนอร์ น้ำเสียงตวัดสูงขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด "ทหารลูกน้องคุณพวกนั้นแม้แต่ประแจยังใช้ไม่เป็นเลย ถ้าทำพังใครจะรับผิดชอบ คุณ หรือว่ารัฐบาลท้องถิ่นของพวกคุณ"
ชมิดท์รีบสมทบทันที เขาล้วงคู่มือการใช้งานอุปกรณ์ออกมาจากกระเป๋า ชี้ไปที่พารามิเตอร์ทางเทคนิคบนนั้นแล้วพูดว่า "ชิ้นส่วนพวกนี้มีค่าเผื่อความคลาดเคลื่อนแค่ 0.01 มิลลิเมตรเท่านั้น ถ้าเกิดระหว่างที่เปิดกล่องตรวจสอบ คนของคุณทำพังขึ้นมาจะทำยังไง ถ้าคุณจะดึงดันขอตรวจค้น หากเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้น คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด ถึงตอนนั้นมันไม่ใช่แค่การชดใช้ค่าเสียหายธรรมดาๆ หรอกนะ แต่มันคือข้อพิพาททางการทูตที่ร้ายแรงมาก"
ดูปองต์ก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ แกว่งกล้องถ่ายรูปในมือไปมา "ฉันถ่ายรูปแกเก็บไว้แล้วนะ ถ้าอุปกรณ์มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว รูปใบนี้แหละจะเป็นหลักฐานไปส่งให้ท่านทูตฝรั่งเศส"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง จงใจลดเสียงลงเพื่อข่มขู่ "เมื่อเดือนก่อน ผู้กองคนนึงที่สถานีจี่หนานดึงดันจะขอตรวจค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ของพวกเรา ผลก็คือไม่เพียงแต่ถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่ง รัฐบาลของพวกแกยังต้องจ่ายค่าเสียหายชดเชยให้เราอีกสามหมื่นหยวน แกคงไม่อยากเจริญรอยตามหมอนั่นหรอกใช่มั้ย"
ร้อยโทหน้าเสียลงเรื่อยๆ เมื่อต้องเผชิญกับคำขู่ของพวกฝรั่ง
เขามองดูท่าทางเอาเรื่องของพวกฝรั่งตรงหน้า แล้วก็นึกถึงคำสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้บังคับบัญชาที่ว่า "พยายามอย่าไปมีเรื่องกับพวกฝรั่งเด็ดขาด" เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายบนหน้าผากไหลย้อยลงมาตามขมับ
ความแข็งกร้าวเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอึดอัดใจที่ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เมื่อบราวน์เห็นดังนั้น เขาก็ตบจดหมายรับรองปกแดงลงบนมือของร้อยโททันที ปกแข็งๆ ของจดหมายนั้นบาดฝ่ามือของร้อยโทจนรู้สึกเจ็บ "จะโทรไปหาหนานจิงเดี๋ยวนี้ ให้ท่านรัฐมนตรีเหอของกระทรวงกลาโหมเป็นคนออกคำสั่งให้ตรวจค้นด้วยตัวเอง หรือว่าจะรีบสั่งให้ย้ายสิ่งกีดขวางออกไปเดี๋ยวนี้ ให้เวลาคิดสิบวินาที"
ในวินาทีนั้น ความกังขาและการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ ถูกอภิสิทธิ์อันสั่นคลอนไม่ได้ของพวกฝรั่งบดขยี้จนแหลกสลายไปจนหมดสิ้น
ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนตาย ปล่อยแขนตกลงข้างลำตัวอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ร้อยโทหลับตาปี๋ โบกมืออย่างแรง "ปล่อยรถผ่านไป ให้คนมาขนสิ่งกีดขวางออกไปให้หมด"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจและจนปัญญา เขาหันหลังขวับกลับไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองพวกฝรั่งเหล่านั้นอีกเลย
เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลิวเจิ้นถิงก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา
พูดตามตรง เขาไม่อยากเห็นภาพแบบนี้เลยจริงๆ
แต่ตอนนี้ ถ้าเขาไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากพวกฝรั่ง เขาก็คงไม่มีทางขนของพวกนี้กลับไปลั่วหยางได้
เขาคอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ต้องรีบพัฒนาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะขับไล่พวกฝรั่งออกไปได้
หลังจากได้รับคำสั่งจากร้อยโท ทหารต่างก็จำใจขยับท่อนไม้ที่ใช้กั้นทางออก ปากก็พร่ำบ่นด่าทอพวกฝรั่งเหล่านั้นเป็นภาษาถิ่น
พอเรื่องจบลง มาร์ติน ตัวแทนจากอเมริกาก็ทำหน้าตาตื่นเต้นอย่างจริงใจสุดๆ กวาดสายตามองยามาดะตั้งแต่หัวจรดเท้า
จากนั้นมาร์ตินก็ทำสีหน้าโอเวอร์แอคติ้ง ร้องอุทานว่า "ว้าว คุณยามาดะ การแสดงเมื่อกี้ของคุณมัน...สุดยอดไปเลยครับ เต็มไปด้วยอารมณ์ดราม่าสุดๆ ผมเคยดูละครเวทีอาชีพมาหลายเรื่องที่อเมริกา การสวมบทบาทเป็นตัวร้ายสุดฮาแบบคุณเนี่ย สามารถเอาไปเทียบชั้นกับตัวตลกเบอร์หนึ่งของบรอดเวย์ได้สบายๆ เลยนะ"
ยามาดะมองมาร์ตินด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความรู้สึกอัปยศอดสู
จากนั้นมาร์ตินก็ยังคงล้อเลียนต่อไปว่า "ว่าไงครับคุณยามาดะ สนใจจะเปลี่ยนสายงานมั้ย ผมเขียนจดหมายแนะนำตัวส่งไปให้คณะละครสัตว์ใหญ่ๆ ในนิวยอร์กให้ได้นะ คุณจะได้ไปแสดงบทตลกขบขันไปตลอด รับรองว่าคุณต้องดังระเบิดแน่ๆ"
พูดจบเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะร่วนอย่างไม่ปิดบัง แฝงไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่าของคนผิวขาว เอื้อมมือไปตบบ่ายามาดะ แล้วหันหลังเดินกลับไปที่รถบรรทุกโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ในเวลาเดียวกัน ตัวแทนชาวต่างชาติคนอื่นๆ ก่อนจะขึ้นรถก็ต่างพร้อมใจกันส่งสายตาเย็นชา ดูแคลน และเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบังไปยังยามาดะ
ใบหน้าของยามาดะเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีด แต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงอะไร ได้แต่ทนรับสายตาเหล่านั้นอย่างเงียบๆ และตวัดสายตาอาฆาตแค้นไปที่ร้อยโทคนนั้น
เครื่องยนต์รถบรรทุกส่งเสียงคำรามกระหึ่ม หอบเอาฝุ่นทรายตลบอบอวล
และแล้ว ภายใต้การออกหน้าของพวกฝรั่งเหล่านี้ ขบวนรถก็ผ่านด่านตรวจไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ท้ายที่สุด พวกเขาก็รอดพ้นอันตรายมาจนถึงหน้ากำแพงเมืองลั่วหยางได้อย่างปลอดภัย
[จบแล้ว]