เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 108 ปราบปรามคนเถื่อน

บทที่ 108 ปราบปรามคนเถื่อน

บทที่ 108 ปราบปรามคนเถื่อน


บทที่ 108 ปราบปรามคนเถื่อน

"ท่านลอร์ดอาร์เธอร์ บิชอปแอลเลสอยู่ด้านในครับ" นักบวชหนุ่มสองรูปที่อยู่ด้านนอกประตูนำคณะเดินทางเข้าสู่ภายในโบสถ์

บริเวณด้านหน้าของโบสถ์มีรูปปั้นของเทพเจ้าทั้งเจ็ดประดิษฐานอยู่ และมีม้านั่งยาวจำนวนมากจัดวางไว้ทั้งสองฝั่งของทางเดิน

หน้าต่างไม้โดยรอบเปิดอ้าไว้ครึ่งหนึ่ง ยอมให้แสงแดดส่องผ่านเข้ามาด้านในจนสว่างไสว โดยเฉพาะโต๊ะตัวยาวที่ตั้งอยู่ภายใต้รูปปั้นของเทพเจ้าทั้งเจ็ด

บิชอปแอลเลสเห็นอาร์เธอร์เดินเข้ามา จึงโบกมือให้นักบวชเหล่านั้นออกไปด้านนอก แล้วรีบก้าวเข้ามาตรงหน้าอาร์เธอร์ พร้อมกับค้อมตัวลงเล็กน้อยและทักทายด้วยการจับมือ

"ท่านลอร์ดอาร์เธอร์ นายเหนือหัวของข้า ยินดีต้อนรับครับ ท่านคิดว่าข้าจัดเตรียมสถานที่เจรจาแห่งนี้เป็นอย่างไรบ้าง"

อาร์เธอร์ดึงมือกลับและพยักหน้ารับ "ไม่เลว หากการเจรจาดำเนินไปด้วยดี ข้าจะพิจารณาเปลี่ยนหน้าต่างไม้เหล่านี้ให้เป็นบานกระจก"

นัยน์ตาของแอลเลสเป็นประกายขึ้นมาทันที "บานกระจกหรือครับ ยอดเยี่ยมเหลือเกิน"

อาร์เธอร์นั่งลงที่ด้านหนึ่งของโต๊ะ โดยให้เอ็ดริคนั่งลงข้างๆ เขา

แอลเลสจุดกระถางกำยานสองใบที่อยู่ใกล้ๆ จากนั้นกลิ่นหอมก็ค่อยๆ อบอวลไปทั่วทั้งโบสถ์

เอ็ดริคเอ่ยขึ้นว่า "ท่านพี่ พวกลอร์ดที่เดินทางไปยังเผ่าคนเถื่อนแห่งภูเขาแดงในฐานะตัวประกันจะปลอดภัยดีไหมครับ"

อาร์เธอร์ตอบว่า "แม้เผ่าคนเถื่อนจะดุร้าย ทว่าพวกเขานับถือความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เกียรติเหล่านักรบ"

"พวกเขาจะไม่เป็นไร อย่างน้อยที่สุดชีวิตของพวกเขาก็จะปลอดภัย"

เพื่อที่จะได้พบกับเหล่าผู้นำของเผ่าภูเขาแดงและทำให้การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้น อาร์เธอร์ได้ทำการแลกเปลี่ยนเชลยกับพวกคนเถื่อน โดยส่งมอบคนเถื่อนที่เดินทางมาร่วมเจรจาด้วยจำนวนและฐานะที่เท่าเทียมกับเชลยฝ่ายตน

บิชอปแอลเลสถามขึ้นว่า "เป็นไปได้ไหมครับที่พวกคนเถื่อนจะไม่ยอมมาเจรจา และเพียงแค่พยายามหลอกลวงเราเพื่อเอาเชลยของพวกเขากลับคืนไป"

อาร์เธอร์มองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง "หากพวกมันไม่ต้องการมาที่โต๊ะเจรจา ข้าก็จะส่งพวกมันไปยังแท่นประหาร"

หลังจากผ่านไปราวหนึ่งส่วนสี่ชั่วโมง ประตูโบสถ์ก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง

"อาร์เธอร์ ผู้นำของพวกคนเถื่อนมาถึงแล้ว"

นักบวชหนุ่มนำผู้นำเผ่าคนเถื่อนทั้งห้าคน รวมทั้งกลองหิน ผู้นำเผ่าแกะหิน เข้ามาภายในโบสถ์

หลังจากที่เหล่าผู้นำคนเถื่อนนั่งลงและแนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว

อาร์เธอร์จึงได้รู้ว่าผู้นำฝั่งคนเถื่อนคือสยงนี ผู้นำแห่งเผ่าหมีหิน สยงนีเป็นชายชราที่สวมใส่หนังสัตว์ของหมีทั้งตัว มีหนวดเคราสีขาว และเส้นผมของเขาถูกปกคลุมด้วยหมวกหัวหมี

ตามข้อมูลที่กลองหินเคยให้ไว้แก่อาร์เธอร์ สยงนีผู้นี้มีความดุร้ายอย่างยิ่งในวัยเยาว์ และหนังสักหลาดหมีที่เขาตั้งใจสวมใส่อยู่นั้น ได้มาจากหมีที่เขาออกล่าเพียงลำพังด้วยหอกเล่มเดียวเมื่อครั้งยังหนุ่ม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปและร่างกายของสยงนีร่วงโรยลงตามวัย เขาก็กลายเป็นคนรอบคอบและชาญฉลาด อีกทั้งยังเป็นผู้ที่เคยให้คำแนะนำมากมายแก่ราชาแร้ง

บิชอปแอลเลสซึ่งนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับอาร์เธอร์เอ่ยขึ้นว่า "พวกเราได้ส่งมอบเชลยให้ก่อน ซึ่งแสดงถึงความจริงใจในการเจรจาของเรา"

ผู้นำเผ่าอีกาแย้งว่า "การปรากฏตัวของพวกเราด้วยตัวเองก็แสดงถึงความจริงใจในการเจรจาของเราเช่นกัน"

อาร์เธอร์ถามตรงๆ "บอกมาว่าพวกเจ้าต้องการอะไร"

สยงนีกล่าวว่า "หยุดทำให้คนของพวกเรากลายเป็นทาส ปล่อยตัวคนของพวกเราที่ถูกจับกุมในศึกแห่งที่ราบสูง และยอมให้พวกเขากลับคืนสู่ภูเขาแดง"

อาร์เธอร์เพียงแต่มองเขาอย่างสงบนิ่งเพื่อรอฟังส่วนที่เหลือ

สยงนีกล่าวต่อ "พวกเราขอรับรองว่าจะไม่รุกรานหรือโจมตีดินแดนของสตาร์ฟอลในอนาคต พวกเราสามารถกลับไปสู่รูปแบบการปฏิสัมพันธ์เช่นแต่ก่อน นั่นคือการแลกเปลี่ยนสินค้า"

"สิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้ ผู้นำเผ่าหมีหิน" อาร์เธอร์ส่ายหน้า "ให้ข้าบอกสิ่งที่ข้าต้องการบ้าง ข้าต้องการให้พวกคนเถื่อนแห่งภูเขาแดงปฏิญาณตนว่าจะภักดีต่อข้า"

ผู้นำเผ่าอีกาลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดคาล "ผู้คนที่เป็นอิสระและเผ่าพันธุ์ของพวกเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น"

ผู้นำเผ่าอีกสามคนที่เหลือต่างร่วมสนทนากันอย่างเผ็ดร้อนด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว และเห็นพ้องกับผู้นำเผ่าอีกา

"ผู้คนควรต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป"

อาร์เธอร์กล่าวพลางส่งสายตาเป็นสัญญาณแก่ป่าวิก

ป่าวิกเข้าใจความหมายจึงหยิบแผ่นหนังแกะออกมาจากกระเป๋า คลี่มันออกแล้ววางลงตรงใจกลางโต๊ะยาว

เหล่าผู้นำเผ่าต่างเงียบเสียงลงในทันทีเมื่อได้เห็นสิ่งที่มีอยู่บนแผ่นหนังแกะนั้น

"เจ้ากิ้งก่าเปลี่ยนสี"

ใบหน้าของผู้นำเผ่าอีกาดูย่ำแย่อย่างยิ่งขณะที่เขาจ้องเขม็งไปยังกลองหินซึ่งนั่งอยู่ฝั่งเดียวกับอาร์เธอร์ จากนั้นจึงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม

บนแผ่นหนังแกะนั้นคือแผนที่ของภูเขาแดง ซึ่งมีการทำเครื่องหมายแสดงภูมิศาสตร์และที่ตั้งของเผ่าคนเถื่อนต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน

อาร์เธอร์กล่าวว่า "เหล่าผู้นำทั้งหลาย ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา พวกเจ้าได้ก่อความเดือดร้อนและรุกรานหุบเขาไวโอเล็ต รวมถึงดินแดนอื่นๆ บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำทอร์เรนต์ครั้งแล้วครั้งเล่า"

"พวกเจ้าย่อมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ด้วยการจัดตั้งหอคอยสังเกตการณ์และป้อมปราการบนภูเขา การปล้นสะดมของพวกเจ้าจึงทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น มีแต่จะทำให้การสูญเสียเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น"

"สิ่งที่เป็นที่พึ่งพิงอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเจ้าก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าภูเขาแดงอันสูงชันและผืนป่าอันหนาทึบ รวมถึงความไม่คุ้นเคยของพวกเราต่อสภาพแวดล้อมของภูเขาแดง ทว่าในตอนนี้..."

อาร์เธอร์ชี้ไปที่แผนที่ "ที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวนี้ก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป"

สีหน้าของสยงนียังคงไม่เปลี่ยนแปลกไป "พวกเราสามารถย้ายเผ่าของพวกเราได้ แผนที่ของพวกเจ้าไม่มีประโยชน์อันใดต่อพวกเราหรอก"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าผู้นำคนเถื่อนที่เคยเสียขวัญไปก่อนหน้านี้ต่างก็พบที่ยึดเหนี่ยวและเริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวาย

"ใช่แล้ว พวกเราจะสู้กับพวกเจ้าในพื้นที่ที่พวกเราคุ้นเคย"

"หากพวกเจ้าเข้ามาในภูเขาแดง ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปโดยไม่บาดเจ็บล้มตาย"

"พวกเจ้า..." เสียงกรีดร้องแหลมสูงจากเหนือศีรษะทำให้ภายในโบสถ์เงียบกริบลงทันตา

นกแร้งยักษ์ตัวหนึ่งบินเข้ามาทางช่องแสงด้านบนสุดของโบสถ์

การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของนกแร้งยักษ์ทำให้ผู้นำคนเถื่อนตื่นตระหนก และพวกเขาทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืนแล้วขยับไปด้านข้างเพื่อหลบหลีกมัน

นกแร้งกระพือปีกและร่อนลงบนโต๊ะยาวตรงหน้าอาร์เธอร์

อาร์เธอร์ยื่นมือออกไป และนกแร้งก็ยอมลดศีรษะลงอย่างเชื่อฟัง พร้อมกับเอาหัวของมันมาซุกไซ้กับฝ่ามือของอาร์เธอร์

เมื่อได้เห็นภาพนี้จากระยะไกล ในที่สุดใบหน้าของสยงนีก็เปลี่ยนสีไป "เจ้าราบมันได้แล้วหรือ"

เขาเข้าใจได้ทันทีว่า อดีตราชาแร้งสามารถระบุตำแหน่งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำโดยใช้นกแร้งตัวนี้ และด้วยนกแร้งตัวนี้ ไม่ว่าพวกมันจะย้ายเผ่าไปที่ใด ก็ย่อมถูกค้นพบจนได้

ไม่ว่าการซุ่มโจมตีและกับดักของพวกมันจะซ่อนเร้นเพียงใด ก็สามารถตรวจพบได้ล่วงหน้า

ผู้นำเผ่าคนอื่นๆ ต่างก็เข้าใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนเช่นกัน และในเวลานั้นพวกเขาก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก

อาร์เธอร์กล่าวว่า "เหล่าผู้นำทั้งหลาย นั่งลงเถิด แล้วมาหารือเกี่ยวกับข้อตกลงในการยอมจำนนกัน"

เหล่าผู้นำมองไปยังนกแร้งยักษ์ที่แสนคุ้นเคย จากนั้นก็หันมาสบตากัน แล้วค่อยๆ เดินกลับไปยังที่นั่งเดิมของตน

เมื่อตระหนักได้ว่าพวกตนไม่มีสิ่งใดที่จะนำมาต่อรองได้อีก เหล่าผู้นำคนเถื่อนจึงนั่งตัวตรง ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดขณะที่มองตรงมายังอาร์เธอร์

บรรยากาศของการเจรจาหลังจากนั้นดำเนินไปด้วยความราบรื่น และหลังจากหารือกันนานกว่าหนึ่งชั่วโมง

เหล่าผู้นำเผ่าแห่งภูเขาแดงก็ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับอาร์เธอร์ดังต่อไปนี้

ข้อแรก คำปฏิญาณแห่งความภักดี เผ่าคนเถื่อนทั้งหมดในบริเวณตอนกลางถึงตอนล่างของภูเขาแดงบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำทอร์เรนต์ จะต้องปฏิญาณตนว่าจะภักดีต่ออาร์เธอร์และสตาร์ฟอล ข้อที่สอง จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบ เผ่าคนเถื่อนจะยังคงดำรงอยู่เป็นหน่วยเผ่าตามเดิม โดยมีผู้นำเผ่าเป็นผู้ปกครอง และอาจเลือกที่จะทดแทนภาษีที่ต้องจ่ายด้วยการรับราชการทหารหรือการใช้แรงงานแทนได้

ข้อที่สาม เสริมสร้างการแลกเปลี่ยน ผู้นำเผ่าต้องไม่ขัดขวางสมาชิกในเผ่าที่สมัครใจจะเดินทางออกจากภูเขาแดงเพื่อไปทำงานในดินแดนของสตาร์ฟอล

ค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับคนเถื่อนที่ได้รับการว่าจ้างจากลอร์ดแห่งดินแดนสตาร์ฟอลจะต้องเท่าเทียมกับชาวดอร์น

ตลาดการค้าจะถูกเปิดขึ้นในหุบเขาไวโอเล็ต ซึ่งจะมีการจำหน่ายสินค้าโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

ข้อที่สี่ เสรีภาพในการนับถือความเชื่อ ในฐานะลอร์ด อาร์เธอร์ไม่สามารถบังคับให้เผ่าคนเถื่อนเปลี่ยนความเชื่อของตนได้ และผู้นำเผ่าก็ไม่สามารถบังคับให้สมาชิกในเผ่าเปลี่ยนความเชื่อได้เช่นกัน

ข้อที่ห้า หน้าที่ของลอร์ด อาร์เธอร์มีหน้าที่ในการปกป้องเผ่าคนเถื่อนแห่งภูเขาแดงจากการถูกทำร้ายโดยผู้อื่น

ภายหลังการเสียชีวิตของผู้นำเผ่าคนเถื่อน ทายาทของพวกเขาควรเดินทางไปยังสตาร์ฟอลเพื่อต่ออายุคำปฏิญาณแห่งความภักดี และรับการรับรองจากอาร์เธอร์รวมถึงสตาร์ฟอล เพื่อยืนยันความชอบธรรมในการปกครองเผ่าของตน

ความขัดแย้งระหว่างเผ่าคนเถื่อนจะได้รับการแก้ไขโดยอาร์เธอร์และสตาร์ฟอล และไม่อนุญาตให้มีการต่อสู้หรือรุกรานกันเองโดยพลการ

เมื่อต้องเผชิญกับข้อตกลงที่เอื้อเฟื้อเช่นนี้ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดของเหล่าผู้นำคนเถื่อนก็ค่อยๆ กลับมามีสีเลือด และพวกเขาก็เริ่มเผยรอยยิ้มด้วยความยินดี

ยกเว้นเพียงสยงนีเท่านั้น ผู้นำคนเถื่อนคนอื่นๆ ต่างก็ไม่รู้หนังสือ หลังจากที่สยงนีลงนามเรียบร้อยแล้ว ผู้นำคนเถื่อนคนอื่นๆ ต่างก็ประทับรอยนิ้วมือของตนด้วยความเต็มใจ

เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง อาร์เธอร์ได้ทำตามขั้นตอน โดยช่วยพยุงผู้นำทั้งห้าคนที่คุกเข่าปฏิญาณความภักดีให้ลุกขึ้นยืนทีละคน

ในขณะที่บิชอปแอลเลสเดินไปส่งเหล่าผู้นำคนเถื่อนและกล่าวเผยแผ่หลักคำสอนของเทพเจ้าทั้งเจ็ดให้เข้าหูของพวกเขา

กลองหิน ซึ่งเป็นผู้ที่ยอมจำนนเป็นคนแรก ก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "อาร์เธอร์ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดท่านจึงมอบข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกเขาถึงเพียงนี้"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาร์เธอร์จึงหันไปมองคนเชิญจอกของท่านเคานต์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ แล้วถามว่า "เอ็ด เจ้าคิดว่าเหตุใดข้าจึงทำเช่นนี้"

เอ็ดริคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ท่านพี่ ท่านเคยบอกข้าว่าเมื่อมีใครมาท้าทายท่าน ท่านควรตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยเหล็กและเลือด

ทว่าเมื่อพวกเขาก้มหัวยอมจำนน ท่านต้องช่วยพยุงพวกเขาขึ้นมาด้วยตัวเอง มิฉะนั้นจะไม่มีใครยินยอมที่จะยอมจำนนอีก"

เมื่อกล่าวเช่นนี้ เอ็ดริคก็ชี้ไปที่นกแร้ง "เมื่อพวกเขารู้เห็นนกแร้งตัวนี้ แท้จริงแล้วพวกเขาก็ได้ก้มหัวยอมจำนนไปเรียบร้อยแล้ว"

อาร์เธอร์รู้สึกพึงพอใจกับคำตอบนี้อย่างยิ่ง เขาตั้งใจจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเด็กรับใช้ ทว่าเอ็ดริคกลับเบี่ยงตัวหลบ ดูเหมือนว่าเด็กผู้ชายทุกคนจะไม่ชอบให้ใครมาลูบหัวของตนเอง

เมื่อดึงมือกลับ อาร์เธอร์ก็หันไปมองกลองหินที่มีสีหน้ามุ่งมั่น และกล่าวให้เขาคลายกังวลว่า "พวกเราอยู่ร่วมกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเจ้าย่อมรู้ดีว่าข้ามักจะเอื้อเฟื้อต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความภักดีเสมอ

หลังจากที่พวกคนเถื่อนยอมสยบ ฐานะอันพิเศษของเผ่าแกะหินในหมู่คนเถื่อนจะไม่มีวันสั่นคลอน และเชลยคนเถื่อนเหล่านั้นก็จะยังคงได้รับการดูแลโดยเจ้าต่อไป"

จบบทที่ บทที่ 108 ปราบปรามคนเถื่อน

คัดลอกลิงก์แล้ว