- หน้าแรก
- เกมออฟโธรนส์ ผู้ขุดปราสาทเดรดฟอร์ต
- บทที่ 106 สถานการณ์
บทที่ 106 สถานการณ์
บทที่ 106 สถานการณ์
บทที่ 106 สถานการณ์
"เอาล่ะ นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับเรื่องนั้น"
เมื่อเห็นว่าเซอร์ซีจวนเจียนจะระเบิดอารมณ์ออกมา เจมีจึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย "ท่านพ่อเขียนจดหมายมาแล้ว บอกให้พวกเราจัดการกับโรเบิร์ตแต่เนิ่น ๆ และเข้าควบคุมสถานการณ์ในคิงส์แลนดิงอย่างเบ็ดเสร็จ"
"พุทโธ่ คิดไม่ถึงเลยว่านี่จะเป็นความประสงค์ของเจ้าแห่งดินแดนตะวันตก ฉันนึกว่าเจ้าพยายามจะช่วยฉันที่เป็นน้องชาย ด้วยการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์เสียอีก?"
ทีเรียนอดไม่ได้ที่จะย้อนถาม
"คนอย่างเจ้ามีค่าพออย่างนั้นหรือ?" เซอร์ซีไม่ได้พยายามจะปกปิดความเย้ยหยันบนใบหน้าของนางเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเจมียังคงสงบนิ่ง ทว่ามีแววหม่นหมองซ่อนอยู่ "นับตั้งแต่วันที่โรเบิร์ตแต่งตั้งลอร์ดเอ็ดดาร์ดเป็นหัตถ์ราชา ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตระกูลแลนนิสเตอร์กับตระกูลสตาร์คจำต้องมีสงครามต่อกัน ทีเรียน สิ่งที่เจ้าประสบมามันเป็นเพียงแค่ตัวเร่งให้กระบวนการนี้เร็วขึ้นเท่านั้น"
ทีเรียนเจ้าอสูรน้อยผายมือออกอย่างหมดหนทางก่อนจะเอ่ยว่า "ตกลง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี? กษัตริย์กำลังจะตาย เอ็ดดาร์ด สตาร์ค กับเรนลี บาราเธียน ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ? รวมถึงคนเหล่านั้นที่สนับสนุนพวกเขาด้วย!"
เจมีพยักหน้า จากนั้นจึงเริ่มอธิบายถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน
"กองกำลังแลนนิสเตอร์ในคิงส์แลนดิง รวมกับพวกที่เดินทางมาจากดินแดนตะวันตกในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา มีจำนวนหนึ่งพันคน เมื่อรวมกับกองกำลังของพวกข้ารับใช้และขุนนางที่จงรักภักดีต่อเรา ยอดรวมทั้งหมดจะอยู่ที่เกือบหนึ่งพันแปดร้อยคน ส่วนฝ่ายตรงข้ามของพวกเรา เรนลีมีทหารคุ้มกันสามร้อยคน ลอร์ดเอ็ดดาร์ดมีทหารคุ้มกันห้าสิบคน รวมกับทหารคุ้มกันสามร้อยคนของโดมินิก โบลตัน ลูกเขยคนดีของเขา เป็นหนึ่งพันแปดร้อยคนต่อหกร้อยห้าสิบคน หากมองจากมุมมองทางทหารแล้ว พวกเราได้เปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย..."
"และโรเบิร์ตกำลังจะตาย ขุนนางที่กำลังโลเลเหล่านั้นจะรีบมาเข้าพวกกับเราทันที อย่างไรเสียจอฟฟรีย์ก็คือกษัตริย์ในอนาคต เมื่อจอฟฟรีย์ขึ้นครองบัลลังก์ ก็จะถึงตาของฉันในการปกครองดินแดนแห่งนี้! ฉันต้องการพิสูจน์ให้พวกเจ้าทุกคนเห็นว่า ถ้าฉันไม่ได้เกิดมาผิดเพศ ฉันย่อมเป็นกษัตริย์ที่รุ่งโรจน์และชาญฉลาดที่สุด! ท่านพ่อจะต้องภูมิใจในตัวฉัน! ฉันคือลูกที่โดดเด่นที่สุดของท่าน!" เซอร์ซีกล่าวเสริมด้วยความคลั่งไคล้
ทีเรียนนิ่งเงียบไป
พี่สาวคนนี้มักจะคิดว่าตัวเองคือลอร์ดไทวินที่มีหน้าอกหน้าใจ แต่เมื่อเทียบกับไทวิน แลนนิสเตอร์ ผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาแล้ว นางยังห่างไกลนัก หากตัดเรื่องอื่นออกไป ท่านพ่อไทวินมักจะเย็นชาและเด็ดขาดโหดเหี้ยมราวกับภูเขาน้ำแข็ง ในขณะที่เซอร์ซีเวลายามที่อารมณ์พลุ่งพล่าน จะแผดเผารุนแรงราวกับไฟป่า ตอนนี้เมื่อเห็นกษัตริย์โรเบิร์ตกำลังจะตายและสถานการณ์ดูราบรื่นดี นางก็กระดี๊กระด๊าราวกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ หากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นในขั้นตอนต่อไป นางก็คงจะคุ้มคลั่งขึ้นมาอีกเป็นแน่
เซอร์ซีไม่ได้ขาดสติปัญญา แต่นางขาดความสามารถในการตัดสินใจและความอดทน
"แล้วพวกกองกำลังคุ้มกันเมืองล่ะ?"
ทีเรียนอดไม่ได้ที่จะเตือนสติพวกเขา ตอนนี้เขายู่ในเรือลำเดียวกับเซอร์ซีและคนอื่น ๆ แล้ว จึงต้องคิดถึงทางรอดของตัวเองด้วย
"กองทหารที่ประกอบไปด้วยพวกขี้เหล้ากับหัวขโมยกระจอก ๆ อย่างนั้นหรือ?" เจมีส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มออกมา "พวกนั้นไม่มีกำลังรบหรอก เปรียบเหมือนพวกสุนัขจรจัด แค่สะกิดนิดเดียวก็แตกพ่ายแล้ว"
"แต่นั่นมันมีจำนวนมากเลยนะ! ได้ยินมาว่าผู้บัญชาการของพวกเขาที่ชื่อยาโนส สลินต์ เป็นคนโลภมาก และเขาอาจจะถูกคนของลอร์ดเอ็ดดาร์ดซื้อตัวไปแล้วก็ได้"
เจมีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและรู้สึกว่าคำพูดของเจ้าอสูรน้อยมีเหตุผลอยู่มาก "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันจะให้เซอร์เจซลิน บายวอเตอร์ เข้าควบคุมการป้องกันของกองกำลังคุ้มกันเมือง เขาเป็นผู้บังคับการประตูดินและควบคุมกำลังพลครึ่งหนึ่งของกองกำลังคุ้มกันเมือง จากนั้นฉันจะส่งเซอร์เกรเกอร์ คลิเกน ไปช่วยเขา ฉันไม่คิดว่าจะมีใครกล้าต่อต้านพวกเขาหรอก ขอเพียงแค่กองกำลังคุ้มกันเมืองไม่สร้างปัญหาให้เราก็พอ..."
เสียงกีบเท้า ม้าดังแว่วมาจากทุกหนทุกแห่งบนท้องถนน พวกเขามีผ้าคลุมสีแดงสดอยู่บนบ่าและสวมหมวกเหล็กสลักรูปสิงโตบนศีรษะ
พวกเขาคือทหารม้าแลนนิสเตอร์!
ขบวนของอัศวินหุ้มเกราะเหล็กมากกว่าสามสิบม้านั้น ราวกับจะสั่นสะเทือนฟ้าดิน โดยไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ ตลอดเส้นทาง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าที่ดูคุกคาม มีอาวุธครบมือ และมีการจัดกระบวนทัพอย่างเป็นระบบ แม้แต่พวกผ้าคลุมทองของกองกำลังคุ้มกันเมืองก็ยังไม่กล้าขวางทางพวกเขา
เมื่อเห็นทหารม้ากำลังมุ่งหน้ามาในทิศทางนี้ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
อาร์ยาตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบวิ่งหนีออกไปทันที
ตลอดทางจนกลับมาถึงหอคอยหัตถ์ราชา นางได้ยินเสียงดุของซานซา สตาร์ค พี่สาวของนางว่า "อาร์ยา ทำไมเจ้าถึงวิ่งออกไปข้างนอกอีกแล้ว!"
ซานซาถอดชุดหรูหราและเครื่องประดับของชนชั้นสูงออกแล้ว โดยสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่ไม่พอดีตัวแทน ทว่ากระนั้นก็ไม่อาจซ่อนเรือนร่างอันสง่างามของนางได้
อาร์ยาเดินยิ้มเข้าไป จับมือพี่สาวของนางพากันไปยังมุมที่ไร้ผู้คน แล้วพูดเบา ๆ ว่า "ดูจากสถานการณ์แล้ว ดูไม่ค่อยดีเลย! มีคนของแลนนิสเตอร์อยู่เต็มไปหมด"
ซานซาเม้มริมฝีปากสีแดงของนางแล้วพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นพวกเรายิ่งต้องระวังตัวให้มากขึ้น เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่งพล่านไปทั่วอีกแล้วนะ! เซอร์โดเมริกสั่งกำชับพวกเราให้ระวังคนของแลนนิสเตอร์เอาไว้"
อาร์ยาเตะก้อนหินบนพื้นอย่างไม่เต็มใจ "แล้วพวกเราต้องรออีกนานแค่ไหน? เซอร์โดเมริกนี่จริง ๆ เลย ไหนบอกว่าจะให้พวกเราคอยอยู่แค่ประเดี๋ยวเดียวไม่ใช่หรือ? นี่มันผ่านไปสองชั่วโมงแล้วนะ!"
"พวกเราอดยอมรออย่างอดทนเถอะ เซอร์โดเมริกจะมารับพวกเราในไม่ช้าอย่างแน่นอน" ซานซากล่าวด้วยสีหน้าท่าทางที่มั่นใจ
สองพี่สาวพากันมาที่สวนหลังบ้าน และเห็นแม่นมมอร์เดนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับพูดว่า "คุณหนูทั้งสอง เร็วเข้า เร็วเข้า รีบตามข้ามา"
พูดจบ นางก็ดึงมือเด็กสาวทั้งสองคนละข้างแล้วพา วิ่งเข้าไปในบ้าน
"มีอะไรหรือ แม่นมมอร์เดน?" ซานซาถาม
"มีคนข้างนอกกำลังจะมาจับตัวพวกท่าน พวกท่านทั้งสองต้องรีบหนีไปเร็วเข้า!"
สิ้นเสียงของนาง ทหารม้าแลนนิสเตอร์หลายสิบคนก็กรูกันเข้ามา ขวางทางพวกนางไว้
ผู้นำในกลุ่มของพวกเขาแท้จริงแล้วคืออัศวินแห่งราชองครักษ์ในชุดคลุมสีขาว "พวกเรามาที่นี่ตามคำสั่งของพระราชินี เพื่อนำตัวคุณหนูทั้งสองไปยังพระราชวัง"
"พวกเราไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับคนแลนนิสเตอร์ ไปให้พ้น!" อาร์ยาตะโกนลั่น
อัศวินแห่งราชองครักษ์ผู้เป็นหัวหน้าแค่นเสียงเย็นชา "พวกเจ้าไม่ชอบดื่มน้ำดื่มอวย คงอยากจะดื่มน้ำเหล้าโทรมสินะ! จับตัวพวกนางไป"
ซานซาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดนั้น มือของนางจับแขนเสื้อของน้องสาวเอาไว้แน่น ราวกับลูกกวางที่ตื่นตระหนก
ในชั่วช่วงเวลาวิกฤตินั้นเอง!
ทันใดนั้น พวกเขาได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังสนั่น เมื่อหันศีรษะไปมอง ก็เห็นอาชาสีดำตัวหนึ่งกำลังควบตะบึงมาแต่ไกล
อัศวินบนหลังม้าสวมชุดเกราะและหมวกเหล็กสีเข้ม มือซ้ายถือบังเหียนและมือขวาถือดาบยาวสีดำเล่มยักษ์ กำลังพุ่งเข้าหาพวกเขา
ในชั่วพริบตา เขาก็ควบม้าเข้ามาใกล้แล้ว
อัศวินเกราะดำกระโดดลงจากหลังม้า ทะยานร่างขึ้นสูงท่วมหัวคนหลายคน มือทั้งสองข้างกุมด้ามดาบเอาไว้แน่น พลังอันมหาศาลระเบิดออกมาจากตัวดาบในทันใด พุ่งเป้าตรงไปยังอัศวินแห่งราชองครักษ์ในชุดคลุมสีขาว
ด้วยเสียงดังสนั่น
ดาบยาวถูกฟันออกไป!
ประกายดาบสาดวาบขึ้นมา
ดาบเดียวตัดข้อมือข้างที่ถือดาบของอัศวินแห่งราชองครักษ์จนขาดสะบั้น และด้วยแรงฟันที่ยังไม่ลดละ ดาบนั้นผ่าร่างของเขาตั้งแต่ไหล่ลงไปถึงกระดูกอกทะลุชุดเกราะ ขาดออกเป็นสองท่อนทั้งที่เป็น ๆ
อัศวินแห่งราชองครักษ์สิ้นชีพลงตรงนั้นทันที
การโจมตีด้วยดาบเพียงครั้งเดียวจากกลางอากาศ สามารถสังหารอัศวินแห่งราชองครักษ์ผู้มีฝีมือสูงส่งลงได้ พลังอันน่าประหลาดใจของเขาถูกเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่
ทหารคุ้มกันหลายร้อยคนที่ตามหลังอัศวินเกราะดำมาอย่างกระชั้นชิด ได้เข้าโอบล้อมทหารม้าแลนนิสเตอร์เอาไว้
หอกยาวร่ายรำอย่างบ้าคลั่งในอากาศ และคมดาบอันเฉียบคมส่องประกายวาววับในกองเลือด
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงโห่ร้องในการต่อสู้ เสียงคำราม และเสียงกรีดร้องสอดประสานกันไปหมด
ทหารม้าแลนนิสเตอร์เหล่านี้ถูกฆ่าล้างบางจนหมดสิ้น
เมื่ออัศวินเกราะดำถอดหมวกเหล็กออก ใบหน้าอันคมคายของเขายังคงสงบนิ่ง ไม่ยิ้มและไม่เย็นชา ในดวงตาที่ลึกล้ำราวกับท้องทะเลมีความสงบเยือกเย็นอยู่มากกว่า
เมื่อจับคู่กับชุดเกราะสีดำของเขา ดาบยาวเปื้อนเลือดที่ยาวเกือบครึ่งตัวคนในมือขวา และภาพเบื้องหลังที่เป็นภูเขาซากศพและทะเลเลือด
ภาพนี้ราวกับเทพแห่งสงครามได้จุติลงมา ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตาโดยตรง
ซานซาแทบจะตกตะลึงไป และหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็จะได้สติกลับคืนมา
"เซอร์โดเมริก!"
โดเมริกไม่ได้เอ่ยคำพูดพร่ำเพรื่อใด ๆ เขาฉุดดึงตัวสองดรุณีแห่งสตาร์คขึ้นมา โดยจัดให้นั่งข้างหน้าคนหนึ่งและข้างหลังคนหนึ่งบนหลังม้า
"เกาะไว้ให้แน่น!"
โดเมริกกล่าวพร้อมกับหนีบขาทั้งสองข้างเข้ากับท้องม้า อาชาตัวนั้นส่งเสียงร้องแผ่วเบาแล้วควบตะบึงออกไปอย่างบ้าคลั่ง
ทหารคุ้มกันหลายร้อยคนที่อยู่เบื้องหลังเขาพากันควบม้าตามไปอย่างกระชั้นชิด...