- หน้าแรก
- ยอดเซียนสองวิถี สยบมารด้วยมือเปล่า
- บทที่ 30 - ตระกูลเฉิน
บทที่ 30 - ตระกูลเฉิน
บทที่ 30 - ตระกูลเฉิน
บทที่ 30 - ตระกูลเฉิน
การล่มสลายของตระกูลหลินอาจจะเป็นเพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่ทว่านี่คือความจริงอันโหดร้ายของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
มีผู้ฝึกตนตกตายในทุกๆ วัน มีตระกูลผู้ฝึกตนตกต่ำหรือล่มสลายในทุกๆ วัน
และส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุหลักก็มาจากความบาดหมางระหว่างตระกูลนั่นเอง
ตระกูลผู้ฝึกตนเล็กๆ อย่างตระกูลหลินและตระกูลซู นับตั้งแต่ที่ค้นพบสายชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งที่เขาชางซาน ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่ได้อยู่ในเมืองเจียง และก้าวขึ้นเป็นผู้ปกครองเมืองแห่งนี้
หากตระกูลหลินสามารถบดขยี้ตระกูลซูได้ในก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่จะขับไล่ตระกูลซูออกไปแล้วยึดครองสายชีพจรวิญญาณมาได้ ผู้ที่กุมความได้เปรียบก็ย่อมต้องเป็นตระกูลหลิน
ขอเพียงแค่สามารถย่อยสลายผลประโยชน์จากสายชีพจรวิญญาณ แล้วสร้างยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นมาได้สักคน ผู้ที่ต้องเผชิญกับหายนะก็ย่อมต้องเป็นตระกูลซู
เพียงแต่ว่า...
ตอนนี้ตระกูลซูเป็นฝ่ายครอบครองสายชีพจรวิญญาณ ซ้ำยังมีโชควาสนาได้โอสถสร้างรากฐานมาครอบครองด้วยราคาอันมหาศาล
ช่วยให้ผู้อาวุโสห้าซูปินทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จ
ยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานผู้นี้นี่แหละ ที่ทำให้สมดุลอำนาจระหว่างตระกูลซูและตระกูลหลินพังทลายลงอย่างราบคาบ
ตระกูลซูก้าวข้ามระดับชั้นขึ้นไปอีกขั้น
และเมื่อหันกลับมาจัดการตระกูลหลิน มันก็ง่ายดายราวกับบี้มดตัวหนึ่งจริงๆ
"ต่อไปนี้ตระกูลซูก็จะกลายเป็นตระกูลซูแห่งเมืองเจียงอย่างเต็มภาคภูมิ ตระกูลหลินสิ้นชื่อไปแล้ว ในมือตระกูลซูก็มีทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง สวนสมุนไพร ทะละสาบจันทร์วิญญาณ และยังมีหอโอสถในตลาดอวิ๋นซาน ถือว่ามีกิจการหลักถึงสี่แห่งเลยทีเดียว"
ซูอวี๋ลองนับทรัพย์สินของตระกูลในปัจจุบัน รากฐานระดับนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
มากพอที่จะค้ำจุนอำนาจและความแข็งแกร่งของตระกูลซูให้ก้าวขึ้นไปอีกระดับได้สบายๆ
ขอเพียงแค่อยู่อย่างสงบเสงี่ยม หรือจะพูดให้ถูกคือ ค่อยเป็นค่อยไป ตระกูลซูก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรไปอีกยี่สิบสามสิบปี สามารถทุ่มเทให้กับการพัฒนาตระกูลได้อย่างเต็มที่
สายชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งสามารถสร้างหินวิญญาณระดับล่างได้ปีละกว่าหนึ่งพันก้อน
สวนสมุนไพรทำเงินได้ปีละเกือบๆ หนึ่งพันก้อนหินวิญญาณระดับล่าง
หอโอสถนั้นดีหน่อย ตอนนี้น่าจะทำเงินได้ราวๆ สองสามพันก้อนหินวิญญาณระดับล่าง
ส่วนทะเลสาบจันทร์วิญญาณ หากปลาแสงจันทร์ขยายพันธุ์ได้มากพอ ก็สามารถทำเงินได้ปีละสองพันก้อนหินวิญญาณระดับล่างเลยทีเดียว
รวมๆ แล้ว ปีหนึ่งตระกูลซูสามารถทำเงินได้ถึงหกเจ็ดพันก้อนหินวิญญาณระดับล่างเชียวนะ!
หักค่าใช้จ่ายในการดูแลตระกูลออกไป ปีหนึ่งก็น่าจะเหลือเก็บสักหนึ่งสองพันก้อนหินวิญญาณกระมัง?
"ส่วนข้าที่อยู่ที่หอโอสถ ก็ยังสามารถใช้โอสถชั้นยอดช่วยเพิ่มยอดขายให้กับหอโอสถได้อีก น่าจะทำให้ตระกูลมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละหลายร้อยก้อนหินวิญญาณ" ซูอวี๋คิดคำนวณในใจ
พอนึกถึงหินวิญญาณจำนวนมหาศาล ดวงตาของซูอวี๋ก็เป็นประกายวิบวับ
เขาหวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ตระกูลซูจะมีบรรพชนระดับสร้างรากฐานเพิ่มขึ้นมาอีกสักคนสองคน
หากเป็นเช่นนั้น ตระกูลซูก็จะกลายเป็นตระกูลผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งในสายตาของสำนักกระบี่เมฆา และตัวเขาเองก็จะได้รับความคุ้มครองที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย
ข่าวการล่มสลายของตระกูลหลิน ทำให้ซูอวิ้นจัดงานเลี้ยงฉลองในหอโอสถติดกันถึงสามวันสามคืน แถมยังเมาหัวราน้ำไปรอบหนึ่ง ตอนที่เมาก็ได้แต่ดึงตัวลูกศิษย์อย่างซูอวี๋มานั่งฟังตนเองรำลึกความหลัง ทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้สลับกันไปมา
สำหรับซูอวี๋แล้ว ซูอวิ้นถือเป็นญาติผู้ใหญ่รุ่นเดียวกับท่านปู่ของเขา
และบิดาของซูอวิ้น รวมไปถึงญาติผู้ใหญ่อีกหลายคน ก็ล้วนแต่ตกตายหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส พิการเพราะน้ำมือของคนตระกูลหลินในตอนที่เขายังหนุ่มยังแน่น
หนี้เลือดเหล่านี้ ก่อตัวเป็นความแค้นฝังลึกระหว่างผู้อาวุโสตระกูลซูและตระกูลหลิน ที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้
"เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตระกูลซูของเราเคยประสบเคราะห์กรรม ตอนนั้นพวกเราเกือบจะถูกตระกูลหลินฆ่าล้างตระกูล โชคดีที่ท่านอดีตผู้นำตระกูลยอมแลกชีวิต สังหารตาเฒ่าตระกูลหลินนั่นลงได้ แล้วยังทำให้ยอดฝีมือขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่เก้าอีกคนบาดเจ็บสาหัส"
"วันเวลาเปลี่ยนไป โชคชะตาก็เปลี่ยนตาม ฮ่าฮ่าฮ่า ใครจะไปคิดล่ะว่า ตระกูลหลินจะโดนตระกูลซูเรากวาดล้างจนสิ้นซากในวันนี้"
ซูอวิ้นเมาจนลิ้นรัว พูดจาอ้อแอ้ฟังไม่ค่อยถนัด
แต่ซูอวี๋ก็ดูออก ว่าท่านอาจารย์กำลังมีความสุข มีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อเห็นซูอวิ้นมีความสุข ซูอวี๋ก็พลอยมีความสุขไปด้วย
สุราวิญญาณมีฤทธิ์แรงมาก พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ซูอวิ้นก็ปวดหัวตุบๆ เขาแอบไปหาซูอวี๋เงียบๆ แล้วกระซิบถาม "เมื่อวานข้าไม่ได้ทำอะไรเปิ่นๆ ใช่ไหม?"
ซูอวี๋ส่ายหน้า "ไม่มีขอรับ"
แต่ทว่า ลูกวานรเพลิงปฐพีตัวแดงแจ๋สูงแค่ครึ่งฉื่อที่อยู่แทบเท้า กลับมองซูอวิ้นพลางพยักหน้าหงึกหงัก สองมือแกว่งไกวไปมา ปากก็ส่งเสียงเจี๊ยกจ๊าก ทำหน้าตาเดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้สลับกันไปมา
เหมือนกำลังเลียนแบบพฤติกรรมของซูอวิ้นเมื่อวานนี้ไม่มีผิด
ราวกับจะบอกว่า ท่านทำตัวเปิ่นสุดๆ ไปเลยล่ะ
ซูอวิ้นหน้าดำทะมึน กัดฟันกระซิบกับซูอวี๋ "สติปัญญาของมันยังไม่สูงเท่าไหร่ใช่ไหม? เพราะงั้น มันก็เลยไม่รู้อะไรเลยใช่ไหมล่ะ?"
ลูกวานรเพลิงปฐพีได้ยินก็ออกอาการไม่พอใจทันที มันกระโจนแผล็วขึ้นไปเกาะไหล่ซูอวี๋ เอามือเท้าสะเอว จ้องมองซูอวิ้นด้วยดวงตาปูดโปนสีแดงเพลิง พลางบ่นงึมงำใส่ซูอวิ้น
แน่นอนว่าซูอวิ้นฟังไม่รู้เรื่องหรอกว่ามันพูดอะไร
ต้องรอให้ซูอวี๋ยื่นโอสถร้อยอสูรให้มันขวดหนึ่ง มันถึงจะยอมเงียบเสียงลง
เมื่อสร่างเมา ซูอวิ้นก็กลับมาเป็นปกติ เพียงแต่ความเย็นชาที่เคยมีกลับลดน้อยลงไปมาก เขาโยนงานส่วนใหญ่ในหอโอสถให้ซูอวี๋เป็นคนจัดการ
ส่วนตัวเองก็คอยหลอมแต่โอสถระดับสูงขั้นหนึ่ง เรื่องอื่นๆ ปล่อยให้ซูอวี๋จัดการทั้งหมด
นั่นเป็นเพราะโอสถระดับกลางขั้นหนึ่งและระดับล่างขั้นหนึ่งที่ซูอวี๋หลอมออกมานั้น ล้วนมีคุณภาพดีกว่าของเขาเสียอีก
และคุณภาพยาที่นับวันจะยิ่งดีขึ้นของหอโอสถตระกูลซู ก็สามารถดึงดูดลูกค้าเข้าร้านได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ณ ตระกูลเฉินแห่งซีสุ่ย
เหนือผืนน้ำ ซูชิงอี้แผดเสียงคำรามลั่น ควบคุมตราประทับสีทองที่ขยายใหญ่เท่าภูเขาย่อมๆ ฟาดลงมาหมายจะบดขยี้ยอดฝีมือขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่เจ็ดที่กำลังสะลึมสะลือให้ร่วงหล่นจากกลางอากาศ กระแทกพื้นดินฝั่งตรงข้ามอย่างแรง
เมื่อซูชิงอี้ยกตราประทับสีทองขึ้น ร่างของเจ้านั่นก็กลายเป็นเศษเนื้อไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความตึงเครียดของซูชิงอี้จึงผ่อนคลายลง
"พรวด"
ซูชิงอี้กระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายโอนเอนไร้เรี่ยวแรง เขารีบร่อนลงพื้นอย่างระมัดระวัง ควักเอาโอสถรักษาบาดแผลระดับกลางขั้นหนึ่งชั้นยอดที่ซูอวี๋ให้มาออกจากถุงเฉียนคุนแล้วกลืนลงคอทันที
เขายังไม่ทันได้รักษาตัวให้ดี ก็รีบพุ่งไปที่ฝั่งตรงข้าม ค้นตัวศพอย่างคล่องแคล่ว แล้วริบเอาถุงเฉียนคุนและของวิเศษป้องกันของอีกฝ่ายมา
จากนั้นเขาก็รีบเข้าไปอุ้มเฉินซือซือที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น แล้วรีบบึ่งกลับไปที่ตระกูลเฉินอย่างรวดเร็ว
พวกเขาบังเอิญไปเจอกับคนของตระกูลไป๋แห่งเมืองเฟิงเข้า
ถ้าไม่ใช่เพราะเขามีไพ่ตายซ่อนอยู่ และเฉินซือซือก็มีฝีมือไม่เบา แถมยังมีของดีอย่างของเหลวสับสนวิญญาณ คราวนี้พวกเขาคงได้ไปเฝ้ายมบาลแน่ๆ
ครึ่งชั่วยามต่อมา
คนกลุ่มหนึ่งตามมาถึงที่นี่ เมื่อเห็นสภาพศพอันน่าสยดสยองของพรรคพวกทั้งสามคน ต่างก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
"นอกจากจะฆ่าเฉินซือซือไม่สำเร็จแล้ว ยังโดนสวนกลับจนตายอีก? พวกสวะเอ๊ย!"
"เฉินซือซือไม่ได้อยู่คนเดียว ดูเหมือนว่าจะมีผู้ฝึกตนชายต่างถิ่นอยู่ข้างกายนางด้วย!"
"ดูจากร่องรอยแล้ว น่าจะเป็นเพราะไอ้คนต่างถิ่นนั่นแหละ!"
"รนหาที่ตายชัดๆ กล้าดียังไงมาฆ่าคนของตระกูลไป๋เรา!? ไปสืบมาให้ได้ว่ามันเป็นใคร!"
หลายคนจ้องมองไปทางตระกูลเฉินด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะเก็บซากศพของคนในตระกูลทั้งสามกลับไป
ในขณะเดียวกัน ตระกูลไป๋แห่งเมืองเฟิงก็ได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนหลายคน
เพื่อจัดการกับตระกูลเฉิน และเพื่อเหมืองแร่ทรายทองคำม่วงแห่งนั้น ตระกูลไป๋ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่ใช่น้อยแล้ว
ซูชิงอี้พักรักษาตัวอยู่ที่ตระกูลเฉินกว่าหนึ่งเดือน คอยดูแลเฉินซือซือที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่นานเขาก็ได้รับข่าวสารบางอย่างที่ทำให้ต้องดีใจจนเนื้อเต้น
เขามองเฉินซือซือที่อยู่ข้างกาย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันไปขอพบกับผู้นำตระกูลเฉิน
ณ ตลาดอวิ๋นซาน
ช่วงนี้ตลาดอวิ๋นซานไม่ค่อยสงบสุขนัก มักจะมีโจรปล้นชิงดักปล้นหรือสังหารผู้ฝึกตนที่เดินทางเข้าออกตลาดอยู่บ่อยครั้ง แม้สำนักกระบี่เมฆาจะส่งศิษย์และยอดฝีมือออกตามล่าตัวพวกโจรปล้นชิงแล้วก็ตาม แต่นั่นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น การที่สินค้าของร้านค้าหลายแห่งถูกปล้น และมีผู้ฝึกตนกว่าสิบชีวิตถูกสังหาร ทำให้ผู้คนในตลาดต่างหวาดผวา
แม้จะผ่านงานประมูลครั้งก่อนมาหนึ่งปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจำนวนโจรปล้นชิงนอกตลาดจะไม่ลดลงเลย ซ้ำยังเพิ่มมากขึ้นเสียด้วย
ผู้คนในตลาดต่างก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ กลิ่นอายความตึงเครียดเริ่มแผ่ซ่าน
ณ หอคัมภีร์สวรรค์
เมื่อเห็นซูอวี๋เดินเข้ามา ชายชราหลังเคาน์เตอร์ก็ตาเป็นประกาย รีบเอ่ยทักทายทันที "สหายซูมาแล้วหรือ? คราวนี้อยากได้อะไรล่ะ? ข้าเพิ่งจะได้กล่องหยกโบราณชั้นยอดมาลอตนึง รับรองว่ามาจากแหล่งชั้นดีแน่นอน โชควาสนาครั้งใหญ่อาจจะซ่อนอยู่ในนั้นก็ได้นะ จะลองเปิดดูสักสองสามกล่องไหม?"
(จบแล้ว)