- หน้าแรก
- ยอดเซียนสองวิถี สยบมารด้วยมือเปล่า
- บทที่ 24 - ขั้นที่หก
บทที่ 24 - ขั้นที่หก
บทที่ 24 - ขั้นที่หก
บทที่ 24 - ขั้นที่หก
"ก๊าซ!"
ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัส อินทรีภูผาเริ่มตอบโต้กลับอย่างบ้าคลั่ง เสียงร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวดังก้องไปทั่วป่าทึบ ทว่าซูจื่อ ซูอวี๋ และคนอื่นๆ ได้ถอยร่นออกไปตั้งหลักตั้งแต่ตอนที่ลงมือแล้ว อินทรีภูผาที่ยังไม่ฟื้นตัวจากพิษของยันต์น้ำแข็งเย็นเยือกจึงตอบสนองช้าไปถนัดตา
ยิ่งไปกว่านั้น กระบี่บินของวิเศษระดับกลางของซูจื่อยังแหลมคมดุดัน มันแทงทะลุเข้าไปในร่างของอินทรีภูผาผ่านทางบาดแผลที่ยันต์ศรทะลวงเมฆาเปิดทางไว้ให้ ต่อให้อินทรีภูผาจะดิ้นรนและกักขังกระบี่บินไว้ได้ การโจมตีครั้งนี้ก็สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงให้กับมันอยู่ดี
ไม่ต้องพูดถึงว่า ซูอวี๋และพวกพ้องอีกสามคนก็ปล่อยของวิเศษออกมาสมทบ ทำให้อาการบาดเจ็บของอินทรีภูผายิ่งสาหัสหนักกว่าเดิม
และในขณะที่อินทรีภูผากำลังโกรธแค้นและพยายามตอบโต้ ของเหลวสับสนวิญญาณที่อยู่ในร่างกายของมันก็ยิ่งออกฤทธิ์เร็วขึ้น
ยืนหยัดอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยลมหายใจ ซูจื่อและพรรคพวกทั้งห้าก็ผลัดกันสกัดกั้นการหลบหนีของอินทรีภูผา ร่างอันใหญ่โตของมันก็ล้มตึงหมดสติไปกองกับพื้น
ซูจื่อยังไม่ยอมเข้าไปใกล้ นางควบคุมกระบี่บินให้ฟันฉับตัดหัวอินทรีภูผาจนขาดกระเด็น ถึงจะได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลี่ซื่อหนานและเฉินซือซือลอบเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง เมื่อเห็นอินทรีภูผาสิ้นใจ ทั้งสองก็ดึงของวิเศษของตนกลับมา
รู้สึกมึนงงเล็กน้อย แถมยังแอบรู้สึกว่ายังไม่หนำใจเลยด้วยซ้ำ
นี่พวกเขาฆ่าอินทรีภูผาได้ง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ?
ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นในหัวของหลี่ซื่อหนานและเฉินซือซือ สายตาของทั้งคู่ก็เหลือบไปมองซูอวี๋โดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะแอบส่ายหน้าเบาๆ
อินทรีภูผาตายแบบไม่เสียชาติเกิดหรอก
มันแข็งแกร่งจริงๆ นั่นแหละ
แต่ต้องมาเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากยันต์ระดับสูงขั้นหนึ่ง ซ้ำยังมีผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่เจ็ดอย่างซูจื่อคอยคุมเชิง
แถมยังมีของเหลวสับสนวิญญาณที่เป็นยาวิเศษสารพัดนึกอีก...
อินทรีภูผาไม่ตายก็แปลกแล้ว!
เอาเข้าจริงๆ แล้ว อินทรีภูผาไม่ได้ตายเพราะฝีมือของพวกเขาหรอก แต่มันตายเพราะถูกเงินฟาดหัวต่างหาก
ยันต์ระดับสูงขั้นหนึ่งสี่แผ่น มีมูลค่าเกือบสองร้อยหินวิญญาณระดับล่าง ยันต์น้ำแข็งเย็นเยือกที่มีสรรพคุณพิเศษแบบนี้ราคาแพงหูฉี่
ถ้ารวมกับของเหลวสับสนวิญญาณที่สรรพคุณร้ายกาจไม่แพ้กัน อินทรีภูผาระดับหนึ่งขั้นปลายตัวนี้ก็คงมีค่าตัวอยู่ราวๆ นี้แหละ
ซากอินทรีภูผาขนาดมหึมาสยายปีกกว้างกว่าสิบจ้าง ขนสีดำสนิททั่วร่างเปล่งประกายเย็นเยียบดุจเหล็กกล้า
ทั้งกรงเล็บแหลมคม จะงอยปาก ขนนก และอื่นๆ ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ
แต่สิ่งที่ซูอวี๋เล็งไว้มีเพียงอย่างเดียว นั่นคือโลหิตแก่นแท้สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย ในตัวอินทรีภูผามีโลหิตแก่นแท้อยู่ 63 หยด มูลค่าประมาณหนึ่งร้อยหกเจ็ดสิบหินวิญญาณระดับล่าง
เดิมทีซูอวี๋กะจะใช้หินวิญญาณเหมาโลหิตแก่นแท้มาให้หมด แต่หลี่ซื่อหนาน เฉินซือซือ และซูชิงอี้กลับปฏิเสธ แล้วยกโลหิตแก่นแท้สัตว์อสูรให้ซูอวี๋ไปเลย
ในการล่าอินทรีภูผาครั้งนี้ นอกจากซูจื่อแล้ว คนที่ออกแรงมากที่สุดก็คือซูอวี๋
เมื่อได้ยินทั้งสามคนบอกเช่นนั้น ซูอวี๋ก็ยิ้มรับ "ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ"
ส่วนวัตถุดิบที่เหลือก็ยกให้ซูชิงอี้เป็นคนจัดการ ถึงเวลาค่อยแบ่งกับหลี่ซื่อหนานและเฉินซือซืออีกที
ซูจื่อเก็บหัวอินทรีภูผาไป นางยิ้มอย่างเบิกบานใจ "ข้าเป็นหนี้บุญคุณพวกเจ้าแล้วล่ะ"
พูดจบ ซูจื่อก็หันไปหาซูอวี๋ "เสี่ยวอวี๋ ยันต์ศรทะลวงเมฆาสองแผ่นนั่นให้ข้ารับผิดชอบเองนะ เจ้าช่วยข้าไว้มากจริงๆ"
การล่าอินทรีภูผาครั้งนี้ราบรื่นเกินคาดหมายของทุกคน
ทว่าวิธีการล่าสัตว์แบบนี้ก็ใช่ว่าจะเอาไปใช้ได้บ่อยๆ เพราะมันเป็นวิธีแบบ 'สายเปย์' โดยแท้ หากไม่ใช่เพราะภารกิจบังคับ การทำแบบนี้ก็ถือว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ทุกคนต่างพากันเดินลงจากเขาด้วยความเบิกบานใจ มุ่งหน้ากลับสู่สำนักกระบี่เมฆา
ไม่นานนัก
ร่างๆ หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงจุดที่พวกซูอวี๋เพิ่งจะล่าอินทรีภูผาไป สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมาอย่างไม่อาจคาดเดา
"อินทรีภูผาที่มีพลังเทียบเท่าขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่แปด กลับถูกไอ้พวกลูกเจี๊ยบนี่จัดการลงได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปงั้นรึ?"
"แถมยังแทบไม่มีใครบาดเจ็บ พลังปราณก็สูญเสียไปไม่เท่าไหร่"
เดิมทีตอนที่เขารู้ว่าพวกซูจื่อจะมาล่าอินทรีภูผา เขายังแอบดีใจอยู่เลย
กะจะรอให้พวกซูจื่อทั้งห้าคนกับอินทรีภูผาซัดกันจนสะบักสะบอมทั้งสองฝ่าย แล้วเขาค่อยโผล่มาเป็นตาอยู่ ชุบมือเปิบเอาสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลายไปแบบสบายๆ
แต่ใครจะไปคิดว่าพวกซูจื่อจะแข็งแกร่งขนาดนี้ ใช้เวลาแค่ครึ่งก้านธูปสั้นๆ ก็จัดการอินทรีภูผาสุดแกร่งลงได้เสียแล้ว
แถมยังไร้รอยขีดข่วนอีกต่างหาก!
ในสถานการณ์แบบนี้ แค่มองเขาก็ยังขวัญหนีดีฝ่อ แล้วจะกล้าโผล่หัวออกไปได้ยังไง?
"บัดซบเอ๊ย!"
เขาสบถด่าอย่างหัวเสีย มองตามทิศทางที่พวกซูจื่อทั้งห้าคนเดินจากไปด้วยความเจ็บใจ "คงต้องรอโอกาสหน้าแล้วล่ะ"
"ซูจื่อนั่นฝีมือไม่เบา คงต้องปล่อยไปก่อน"
"แต่ซูอวี๋นั่นเพิ่งจะขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สี่ ขอแค่หาจังหวะเหมาะๆ ได้ ก็จัดการมันได้สบาย"
"ฮึ่ม!"
ซูจื่อจะเอาหัวอินทรีภูผาไปส่งภารกิจเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในยังไง ซูอวี๋ไม่ได้สนใจ
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจล่าอินทรีภูผาและกลับมาถึงหอโอสถในตลาด เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ล่าอินทรีภูผาในครั้งนี้ ซูอวี๋ก็รู้สึกผ่อนคลายและปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มันเป็นความรู้สึกที่สะใจอย่างบอกไม่ถูก
ประเคนยันต์ใส่แบบไม่ยั้ง
ตามด้วยของเหลวสับสนวิญญาณ
แล้วก็ระดมของวิเศษเข้าฟาดฟัน
อินทรีภูผาไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลยสักนิด ถูกพวกเขารุมสังหารอย่างง่ายดาย
รูปแบบการต่อสู้แบบนี้ ทำให้ซูอวี๋ถึงกับตาวาว
ราวกับว่าเขาได้ค้นพบเส้นทางที่ตัวเองควรจะเดินในอนาคตเสียแล้ว
ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้ยากอย่างที่เขาคิดไว้เลย
"ยันต์น้ำแข็งเย็นเยือกนั่นได้ผลดีเยี่ยม แถมยังใช้งานง่ายสุดๆ ถ้ามีเจ้านี่แล้วค่อยตามด้วยยันต์ชนิดอื่น หรือไม่ก็ใช้วิชาอาคมและของวิเศษโจมตี ศัตรูจะหลบก็หลบไม่พ้นแล้ว"
"แล้วค่อยใช้ยาทำให้ศัตรูหมดสติ... เพอร์เฟกต์"
ซูอวี๋ลอบชื่นชมในใจ
แต่ทว่า...
หลังจากที่ซูอวี๋หลุดออกจากภวังค์แห่งความคิด เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมเขาถึงมีความคิดแบบนี้ได้นะ?
ด้วยพื้นฐานของเขาในตอนนี้ การพึ่งพาสมบัติวิเศษต่างๆ นานาเพื่อปลิดชีพศัตรู ไม่ควรจะเป็นทางเลือกแรกของเขาเสียด้วยซ้ำ เพราะเขามีหน้าต่างความชำนาญอยู่
เส้นทางที่เขาควรจะเดินมากที่สุด คือการทำตัวให้กลมกลืนที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมั่นฝึกฝนระดับบำเพ็ญเพียรและวิชากายาอย่างไม่ย่อท้อในทุกๆ วัน
ท้ายที่สุดแล้ว...
ก็ใช้พลังที่เหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด ตบศัตรูให้แบนแต๊ดแต๋ในฝ่ามือเดียว
อย่างเช่นอินทรีภูผาตัวนี้ ถ้าเขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน หรือเป็นผู้ฝึกวิชากายาระดับสองที่แข็งแกร่งพอๆ กับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน
การจัดการกับอินทรีภูผาก็คงไม่มีอันตรายและไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
นี่ต่างหาก สิ่งที่เขาควรจะไขว่คว้าไม่ใช่หรือ?
"มันต้องแบบนี้สิ เกือบจะหลงทางไปซะแล้ว" ซูอวี๋สายตาแน่วแน่ขึ้น
ถ้าเป็นแบบนี้ เขาคงต้องคิดหาวิธีหาทรัพยากรเพิ่ม เพื่อจะได้ใช้ชีวิตฝึกฝนอย่างสงบสุขในตลาดต่อไป
เมื่อกลับมาถึงหอโอสถ ซูอวี๋ก็กลับเข้าสู่ชีวิตประจำวันตามปกติ นอกจากการฝึกฝนเคล็ดวิชาวงปีไม้บรรพกาล วิชากายา และวิชาอาคมตามตารางที่วางไว้ในทุกๆ วันแล้ว เขาก็ยังตามเรียนวิชาปรุงยากับท่านอาจารย์ซูอวิ้น เพื่อสั่งสมความชำนาญให้มากขึ้น
ส่วนเมล็ดพืชที่เขานำมาจากบ้าน ด้วยการหล่อเลี้ยงจากพลังปราณของซูอวี๋ในทุกๆ วัน เมล็ดนั้นก็เริ่มมีความอวบอิ่มขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายชีวิตก็แข็งแกร่งขึ้นมาอีกระดับ
หนึ่งเดือนต่อมา
ด้วยความช่วยเหลือจากโลหิตแก่นแท้สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลาย วิชากายาจระเข้มารร้อยแปดกระบวนท่าของซูอวี๋ก็ทะลวงเข้าสู่ขั้นที่หกได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากวิชากายาทะลวงขั้น ซูอวี๋ก็สัมผัสได้ว่าแกนกลางของเคล็ดวิชาวาฬโลหิตกลืนจันทร์ที่เคยสะสมพลังไว้จนเต็มเปี่ยม กลับว่างเปล่าไปอีกอักโข คงต้องหาพลังงานมาเติมเต็มกันใหม่อีกรอบ
"พี่อวี๋ ข้ารู้เบาะแสของหลามเกล็ดมรกต สัตว์อสูรที่เพิ่งทะลวงขึ้นระดับหนึ่งขั้นปลายมาหมาดๆ สนใจไปจัดการมันด้วยกันไหม?" ซูชิงอี้เข้ามาหาซูอวี๋แล้วกระซิบถาม
ซูอวี๋ส่ายหน้าดิก "ไม่เอา ข้าเพิ่งจะขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่สี่ จะกล้าไปแหยมกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นปลายได้ยังไง"
ซูชิงอี้หว่านล้อมสารพัดก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนใจซูอวี๋ให้ออกไปล่าสัตว์ได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงแลกของเหลวสับสนวิญญาณจากซูอวี๋ไปนิดหน่อย แล้วออกไปล่าหลามเกล็ดมรกตตามลำพัง
พรสวรรค์ในการปรุงยาของเขาห่างชั้นจากซูอวี๋ลิบลับ ช่วงนี้ซูชิงอี้จึงหันไปให้ความสำคัญกับการออกล่าสัตว์อสูรแทน
เพื่อสั่งสมทรัพยากรสำหรับการฝึกบำเพ็ญเพียรของตัวเอง
สองวันต่อมา
ซูชิงอี้กลับมาจากการล่าสัตว์ ถึงจะได้รับบาดเจ็บมาบ้าง แต่ก็สามารถจัดการหลามเกล็ดมรกตระดับหนึ่งขั้นปลายมาได้สำเร็จ
เขาแบ่งโลหิตแก่นแท้ของหลามเกล็ดมรกตให้ซูอวี๋ครึ่งหนึ่ง
เดิมทีซูอวี๋คิดว่าชีวิตอันสงบสุขในตลาดของเขาจะดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ แต่หลังจากที่เขาทะลวงวิชากายาขั้นที่หกได้เพียงครึ่งเดือน เขาก็ได้รับข่าวร้าย
หลินตานหลาง นายน้อยตระกูลหลินที่เข้าไปเป็นศิษย์สำนักกระบี่เมฆาก่อนหน้านี้ ได้แต่งเข้าตระกูลไป๋แห่งเมืองเฟิง แต่งงานกับคุณหนูรองตระกูลไป๋ที่มีน้ำหนักตัวกว่าสี่ร้อยจิน เพื่อแลกกับการสนับสนุนจากตระกูลไป๋แห่งเมืองเฟิง
ตระกูลไป๋แห่งเมืองเฟิง คือขุมอำนาจที่มีบรรพชนระดับสร้างรากฐานถึงสองคน
(จบแล้ว)