เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ตัวแบดเจอร์

บทที่ 17 ตัวแบดเจอร์

บทที่ 17 ตัวแบดเจอร์


หลังจากเลื่อนเป็นเลเวล 2 มู่อิงก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านถึงสองวัน เพื่อตั้งใจฝึกฝนเวทมนตร์สร้างน้ำ แส้หนาม ฝ่ามืออัคคี และถอยทัพฉับไว

เมื่อมีเวทมนตร์เหล่านี้ติดตัว เธอก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง และถึงเวลาที่ต้องหาวิธีตอบแทนความช่วยเหลือของคุณปู่เซียวมู่เสียที

การจะหาเมล็ดพันธุ์พืชจำนวนมาก สถานที่ที่สะดวกที่สุดย่อมหนีไม่พ้นตลาดค้าเมล็ดพันธุ์

ทว่าตลาดแห่งนั้นตั้งอยู่ทางแถบชานเมืองตอนใต้ของเมืองปินไห่ การจะเดินทางไปที่นั่นต้องข้ามผ่านตำบลชิงซานไปทั้งตำบล

หากเป็นช่วงก่อนวันสิ้นโลก ระยะทางแค่นี้ใช้เวลาขับรถเพียงสองชั่วโมง ทว่าตอนนี้ยานพาหนะทั้งหมดล้วนใช้งานไม่ได้ ต้องพึ่งพาสองเท้าเดินไปเท่านั้น แถมระหว่างทางยังเต็มไปด้วยอันตราย การเดินทางไปกลับอาจต้องใช้เวลาหลายวัน

นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหลังจากเธอโพสต์พิกัดของค่ายชิงซานลงในกระดานสนทนา ถึงยังไม่ค่อยมีคนเดินทางมามากนัก นับจนถึงเช้าวันนี้ จำนวนประชากรในอาณาเขตเพิ่งจะแตะหลักสี่สิบกว่าคนเท่านั้น

มู่อิงไม่ได้ตั้งเงื่อนไขคัดกรองประชากรใดๆ ใครก็ตามที่จ่ายค่าผ่านทางรายวันก็จะถือว่าเป็นประชากรของค่ายทันที

อย่างไรก็ตาม ผู้คนกว่าสี่สิบคนเหล่านี้ได้ช่วยสมทบทุนเหรียญทองแดงให้เธอไม่น้อยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อรวมกับของเดิมที่เหลืออยู่ ตอนนี้เธอมีเงินรวมทั้งหมด 8 เหรียญเงิน กับอีก 80 เหรียญทองแดง

เธอแปลงเงินทั้งหมดนี้ให้กลายเป็นพลังงาน และตั้งค่าให้ม่านพลังป้องกันอาณาเขตชาร์จพลังงานอัตโนมัติ เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องคอยมานั่งเฝ้าเติมพลังงานให้มันทุกวัน โดยระบบจะดึงพลังงานที่สะสมไว้ในอาณาเขตมาใช้เอง

ก่อนออกเดินทาง มู่อิงจงใจเติมน้ำพุแห่งการฟื้นฟูลงในน้ำให้วัวแก่ดื่มมากกว่าปกติ เธอลูบขนที่นับวันก็ยิ่งเป็นเงางามของมัน พลางคิดว่าช่วงหลายวันนี้คงต้องพึ่งพามันให้ทำงานหนักเสียแล้ว

"มู่อิง เช้านี้จะไปปลูกต้นไม้อีกเหรอ"

บริเวณหน้าบ้านต้นไม้หมายเลข 3 สมาชิกจากชมรมปีนเขากำลังจับกลุ่มนั่งพักผ่อนอยู่ พวกเด็กใหม่จากมหาวิทยาลัยปินไห่ที่เพิ่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อนก็อยู่กับพวกเขาด้วย

"เปล่าหรอก ฉันมีธุระต้องไปทำที่ชานเมืองตอนใต้น่ะ" มู่อิงตวัดตัวขึ้นไปนั่งบนหลังวัว ความสนิทสนมระหว่างพวกเขาก้าวหน้าไปมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนนี้เธอแทบจะขี่มันได้เหมือนขี่ม้าแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเดินเชื่องช้ามากก็ตาม

"ชานเมืองตอนใต้เหรอ นั่นมันไกลอยู่นะ!"

"แถมยังอันตรายเกินไป ข้าวของจากยุคก่อนวันสิ้นโลกก็เน่าเปื่อยไปตั้งเยอะ ในเมืองไม่น่าจะมีของดีอะไรเหลือแล้วล่ะ"

มู่อิงพยักหน้ารับคำพูดของพวกเขา "ฉันรู้ แต่ฉันมีเหตุผลที่ต้องไปน่ะ ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะระวังตัว ไปล่ะ" เธอพูดพลางส่งยิ้มและโบกมือลา กระตุกเชือกในมือเบาๆ วัวแก่ก็เดินทอดน่องออกจากค่ายไปอย่างเชื่องช้า

หลิวลั่วลั่วมองตามแผ่นหลังของหนึ่งคนกับหนึ่งวัวที่ค่อยๆ ลับสายตาไป แล้วพึมพำออกมา "ฉันมักจะรู้สึกเสมอเลยว่าเธอกำลังเล่นเกมคนละเกมกับพวกเรา พวกเรากำลังเล่นเกมเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกสุดระทึก แต่เธอกลับกำลังเล่นเกมปลูกผักใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์..."

ซือชิงได้ยินคำพูดของแฟนสาวก็หัวเราะเย้าแหย่ "บางทีพวกเราอาจจะกำลังเล่นเกมโรแมนติกวันสิ้นโลกอยู่ก็ได้นะ"

"..." หลิวลั่วลั่วตวัดค้อนขวับ "โรแมนติกวันสิ้นโลกอะไรกัน คู่รักรันทดล่ะไม่ว่า!"

"พวกนายสองคนพอได้แล้ว! แล้วพวกเราที่เหลือมันคู่ควรกับคำว่าคนโสดรันทดหรือไง" คนอื่นๆ บ่นอุบด้วยความหมั่นไส้

"มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกมั้ง จากที่ฉันสังเกตดู ความแข็งแกร่งของซอมบี้พวกนี้คงที่มาก ไม่มีวี่แววว่าจะเก่งขึ้นเลย แต่พวกเรากลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอันตรายในวันสิ้นโลกมีแค่นี้ อีกหน่อยพวกผู้เล่นเลเวลสูงๆ ก็คงกวาดล้างซอมบี้ได้จนหมดนั่นแหละ" หลี่เวยปรับตัวได้เป็นอย่างดี เขามองว่าวันสิ้นโลกก็แค่เกมออนไลน์ระดับความยากสูงสุดที่มีชีวิตเดียวเท่านั้น

"นั่นก็จริง พวกเราก็รีบออกไปกันเถอะ ยิ่งฆ่าได้มากก็ยิ่งดี ขืนรอให้คนมาเยอะกว่านี้ ดีไม่ดีอาจจะต้องมาแย่งมอนสเตอร์กันเองด้วยซ้ำ!"

...มู่อิงที่พวกเขาคิดว่ากำลังใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์สบายใจเฉิบ กลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด หลังจากออกมาได้ไม่นาน เธอก็บังเอิญเจอเข้ากับซอมบี้กลุ่มเล็กๆ ที่เดินเตร็ดเตร่ไปมา

ด้วยพลังมานาที่มีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับคติประจำใจที่ว่า หลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง ประหยัดพลังเวท และมุ่งหน้าสู่จุดหมายให้เร็วที่สุด มู่อิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเบนเข็มจากเส้นทางบนเขาเข้าสู่ป่าลึก เธอใช้ทักษะก้าวย่างพงไพรเพื่อเปิดทาง และจูงวัวแก่เดินลัดเลาะไปตามนั้น

ด้วยความคุ้นเคยกับภูมิประเทศป่าเขาและทักษะก้าวย่างพงไพร มู่อิงจึงสามารถเดินทางออกจากวนอุทยานได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

เมื่อออกมานอกเขตวนอุทยาน ต้นไม้ก็เริ่มบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ร่องรอยอารยธรรมของมนุษย์แผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ทว่าเมื่อเทียบกับความคึกคักและมีชีวิตชีวาในช่วงก่อนวันสิ้นโลกแล้ว ตอนนี้มันกลับดูเงียบเหงาและอ้างว้างเป็นอย่างมาก

รถยนต์ที่เคยเบียดเสียดกันบนท้องถนนอันตรธานหายไป ป้ายโฆษณาพลาสติกสีสันฉูดฉาดที่ติดตั้งไว้ระเกะระกะดูราวกับถูกฉาบด้วยฟิลเตอร์สีหม่น เพียงแค่ใช้นิ้วจิ้มเบาๆ ก็ทะลุเป็นรูโหว่ พวกมันเสื่อมสภาพไปมากแล้ว

มู่อิงเคยคิดว่าอากาศในป่าบริสุทธิ์กว่าด้านนอก ทว่าตอนนี้เมื่อปราศจากควันไอเสียรถยนต์ อากาศนอกป่าก็สดชื่นไม่แพ้กัน แถมท้องฟ้าก็ยังเป็นสีฟ้าครามสดใสแปลกตา

ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงรู้สึกอึดอัดอยู่ดี และความอึดอัดนี้ก็มีต้นตอมาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยนั่นเอง

เมื่อมีต้นไม้น้อยลง พลังแห่งธรรมชาติที่สามารถสัมผัสได้ก็ย่อมเบาบางลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นจะส่งผลกระทบต่ออัตราการฟื้นฟูมานาของเธอ

นอกจากนี้ พื้นคอนกรีตแข็งทื่อยังเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืชพรรณ ทำให้ประสิทธิภาพของเวทมนตร์เถาวัลย์พันธนาการและแส้หนามลดลงเมื่อต้องใช้งานในสถานที่เช่นนี้

ดังนั้น มู่อิงจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดที่จะใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดซึ่งต้องตัดผ่านตำบลชิงซาน และเลือกที่จะเดินลัดเลาะไปตามทางเท้าเลียบแม่น้ำชิงสุ่ย เพื่ออ้อมผ่านตำบลชิงซานจากทางรอบนอกแทน อย่างน้อยริมแม่น้ำก็ยังมีต้นไม้ประดับและสนามหญ้าเล็กๆ ที่ปลูกไว้จัดภูมิทัศน์อยู่บ้าง

แม้ว่านี่จะทำให้ระยะทางของเธอไกลขึ้นอีกหลายเท่า แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกสบายใจกว่ามาก

เธอเคลื่อนไหวไปอย่างเชื่องช้า ต้นไม้ประดับริมน้ำส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีในป่า เธอจึงแวะสัมผัสพวกมันทีละต้น เพื่อรับรู้ถึงรูปแบบพลังงานธรรมชาติที่ไหลเวียนอยู่ภายใน

ต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์มอบผลตอบแทนให้เธออย่างมหาศาล แทบจะทุกต้นที่เธอสัมผัส ล้วนมอบค่าประสบการณ์อาชีพให้เธออย่างน้อย 1 หน่วย

โชคดีที่ทั้งวัวแก่และหยวนกุ๋นกุ่นได้รับการฝึกฝนมาแล้ว ในขณะที่เธอตกอยู่ในสภาวะสัมผัสธรรมชาติ ตัวหนึ่งจะคอยใช้ร่างกายเป็นเกราะกำบังให้เธอ ส่วนอีกตัวจะคอยเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมรอบข้างอย่างใกล้ชิด

หากมีสัญญาณของความผิดปกติแม้แต่น้อย มู่อิงก็จะถูกวัวแก่ชนจนล้มลงและถูกหยวนกุ๋นกุ่นงับเข้าที่ตัวพร้อมกัน ถือเป็นระบบป้องกันภัยแบบคูณสอง อย่างเช่นในตอนนี้ มู่อิงสูดปากด้วยความเจ็บ เธอรีบทรงตัวอย่างรวดเร็วและอาศัยจังหวะนั้นย่อตัวลงต่ำ สายตาจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่หัววัวแก่หันไป

ที่ฝั่งตรงข้ามของถนน เหนือป้ายร้านขายบะหมี่ มีหน้าต่างบานแคบแง้มเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง

แขนเล็กๆ สองข้างยื่นผ้าสีขาวออกมาจากหน้าต่าง บนนั้นมีตัวอักษรสองคำเขียนด้วยสีเทียนอย่างโย้เย้ว่า "ช่วยด้วย!"

เพื่อดึงดูดความสนใจของเธอ เขายังโยนข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกมาทางหน้าต่างด้วย เสียงที่เกิดขึ้นทำให้ซอมบี้ในบริเวณนั้นหันมาสนใจและไปออรวมกันอยู่ที่หน้าร้าน กะคร่าวๆ น่าจะมีประมาณห้าตัว และอาจจะมีตามมาสมทบอีก หากมีมากกว่านี้ เธอเองก็อาจจะถูกพวกมันจับได้เช่นกัน

"วัวแก่ แกไปรอฉันอยู่ข้างหน้านะ" มู่อิงตบหลังวัวแก่เบาๆ มันก็เดินตรงไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย

มู่อิงย่องปลายเท้าไปที่ต้นไม้ค่อนข้างใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว

เมื่อทรงตัวบนกิ่งไม้ได้มั่นคงและปรับลมหายใจจนเป็นปกติ เธอก็กระแอมเบาๆ แล้วตะโกนข้ามถนนไปว่า "เลิกโยนของได้แล้ว! ฉันเห็นแล้วน่า!"

เงาร่างหลังบานหน้าต่างขยับผ้าขึ้นลงราวกับจะพยักหน้ารับ

เสียงของมู่อิงดึงดูดพวกซอมบี้ได้เช่นกัน พวกมันหันขวับและเดินเตาะแตะตรงมาหาเธอ

เมื่อพวกมันทั้งหมดมารวมตัวกันอยู่ที่โคนต้นไม้และพยายามตะกุยลำต้น มู่อิงก็เปิดใช้งานพลังแห่งธรรมชาติ ทันใดนั้น ต้นหญ้าและพุ่มไม้ใต้ต้นไม้ก็บิดตัวและยืดขยายออกอย่างรวดเร็ว ดึงร่างของซอมบี้ให้ล้มลงและมัดพันขากับแขนของพวกมันไว้จนแน่นหนา

จากนั้น เธอก็กระชับจอบที่ร่ายเวทมนตร์ชิเลลาจไว้ในมือ กระโดดตุบลงมาจากต้นไม้ เล็งไปที่หัวของพวกซอมบี้ แล้วสับจอบลงไป ทุกครั้งที่สับ กะโหลกของซอมบี้ก็จะแตกออกเป็นสองซีก

เด็กชายหลังบานหน้าต่างเบิกตากว้างมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า พี่สาวคนนี้ช่างเก่งกาจและดุดันยิ่งกว่าตัวแบดเจอร์ในดงแตงโมเสียอีก!

จบบทที่ บทที่ 17 ตัวแบดเจอร์

คัดลอกลิงก์แล้ว