- หน้าแรก
- วันสิ้นโลกทั้งที ขอหนีมาปลูกต้นไม้ทำฟาร์มแล้วกัน
- บทที่ 9: ร้านขายของชำ
บทที่ 9: ร้านขายของชำ
บทที่ 9: ร้านขายของชำ
ท่ามกลางม่านหมอกยามเช้าอันบางเบาในป่าใหญ่ หมู่นกน้อยคือสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่ตื่นขึ้นมาส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วไม่ขาดสาย
นิสัยชอบนอนตื่นสายของมู่อิงถูกสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้นด้วยสถานการณ์อันตึงเครียดของเกมวันสิ้นโลก เมื่อถูกปลุกด้วยเสียงนก เธอกลับไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เธอกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
เพียงชั่วข้ามคืน ขนของกุ๋นกุ่นก็ดูจะดกหนาขึ้นมาก จนเกือบจะปกคลุมผิวหนังของมันได้มิดแล้ว
หลังจากจัดการอาหารเช้าจนอิ่มท้อง มู่อิงก็อุ้มกุ๋นกุ่นไว้ในอ้อมแขน คว้าถังน้ำแล้วเดินออกจากบ้าน เธอเหลือบมองไปที่บ้านต้นไม้หมายเลข 3 ด้านข้าง ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ พวกเขาคงจะยังหลับสนิทกันอยู่
ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง อากาศยามเช้ายังคงเย็นสบาย การได้สูดอากาศชื้นๆ ในป่าทำให้รู้สึกสดชื่นและสงบเงียบ ราวกับว่าเรื่องซอมบี้เมื่อวานนี้เป็นเพียงแค่ความฝัน
มู่อิงเดินไปที่ทะเลสาบเพื่อตักน้ำใส่ถัง และหยดน้ำพุแห่งการฟื้นฟูลงไปเล็กน้อย
เธอหิ้วถังน้ำกลับมาที่ค่าย และเริ่มกิจวัตรประจำวันของเธอ
เธอวางมือทาบลงบนต้นไม้ หลับตาลง และสัมผัสถึงพลังแห่งธรรมชาติที่ไหลเวียนอยู่ภายใน จากนั้นเธอก็วักน้ำในถังขึ้นมาลดลงที่โคนต้นไม้
แน่นอนว่าต้นไม้ริมทะเลสาบย่อมไม่ขาดแคลนน้ำ แต่สิ่งที่ช่วยบำรุงพวกมันคือน้ำพุแห่งการฟื้นฟูที่ผสมอยู่ต่างหาก แม้ปริมาณจะน้อยนิดจนผลลัพธ์ไม่ชัดเจนนัก แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะมันจะไม่เป็นจุดสนใจ
"ลั่วลั่ว ดูสิ ยัยนั่นกำลังทำอะไรน่ะ?"
ทันทีที่เฉิงเวยตื่นขึ้นมา เธอก็เห็นมู่อิงยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าต้นไม้ โดยมีนกกระจอกหลายตัวเกาะอยู่บนไหล่
หลิวลั่วลั่วปรายตามองแวบหนึ่งก่อนจะหันหน้าหนี "ใครจะไปรู้ล่ะ ถ้าอยากรู้ก็ไปถามเอาเองสิ"
"ฉันไปถามเองก็ได้" เฉิงเวยแค่นเสียงฮึดฮัด แล้วกระแทกประตูปิดเสียงดัง หลิวลั่วลั่วทำตัวแปลกๆ ใส่เธอตั้งแต่กลับมาเมื่อวาน คนที่ไม่ยอมให้แชร์บ้านต้นไม้คือมู่อิง แล้วทำไมต้องมาพาลใส่เธอด้วยล่ะ?
เมื่อเฉิงเวยเดินเข้าไปใกล้มู่อิง นกกระจอกตัวน้อยที่เกาะอยู่บนตัวมู่อิงก็พร้อมใจกันหันขวับมามองเธอด้วยดวงตากลมโตสีดำขลับ
"นกพวกนี้เป็นอะไรไปเนี่ย ไม่กลัวคนเลยหรือไง?"
เธอก้าวเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนนกกระจอกตัวที่ใหญ่ที่สุดจิกเบาๆ ที่ไหล่ของมู่อิง
มู่อิงลืมตาตื่นขึ้นจากสภาวะสัมผัสธรรมชาติ นกกระจอกพวกนี้ถูกดึงดูดด้วยน้ำในถังของเธอ พวกมันใจกล้ามากและไม่กลัวคนเลยแม้แต่น้อย
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เธอจึงใช้ทักษะความผูกพันแห่งพงไพรเพื่อเจรจาขอให้พวกมันช่วยเฝ้าระวังภัยให้ในขณะที่เธอจมดิ่งอยู่ในสภาวะสัมผัสธรรมชาติ โดยมีน้ำพุเป็นค่าตอบแทน
หลังจากที่นกกระจอกน้อยเข้าแถวเรียงคิวกันดื่มน้ำจากฝ่ามือของมู่อิงเสร็จแล้ว แม่นกก็พาลูกๆ บินจากไป
"นี่นกพวกนี้กลายเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วหรือไง?" เฉิงเวยยืนอึ้ง
"หือ? เปล่าหรอก เป็นเพราะฉันเป็นดรูอิดต่างหากล่ะ เลยเข้าถึงธรรมชาติได้ดีกว่า พวกมันถึงได้เป็นแบบนี้" มู่อิงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะสื่อสารกับพวกมันรู้เรื่อง
เฉิงเวยรู้สึกอิจฉาอาชีพของมู่อิงอีกครั้ง "ตอนที่ฉันเลือกอาชีพ ไม่เห็นจะมีดรูอิดให้เลือกเลย ฉันได้ยินเธอพูดว่าดรูอิดสามารถฮีลได้ มันคล้ายๆ กับอาชีพนักบวชหรือเปล่า?... เอ๊ะ? มีอะไรดุกดิกอยู่ในกระเป๋าเสื้อเธอน่ะ?"
มู่อิงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าและหยิบเอาก้อนขนฟูฟ่องที่กำลังดิ้นขลุกขลักออกมา "นี่ไง สัตว์เลี้ยงคู่หูของฉันเอง"
"แพนด้าเหรอเนี่ย?" ความอิจฉาในดวงตาของเฉิงเวยแทบจะล้นทะลักออกมา เธอรีบดันสัตว์เลี้ยงคู่หูของตัวเองที่ซุกอยู่ในกระเป๋าให้ลึกเข้าไปอีก มันคือคางคกหนังเมือก หรือที่รู้จักกันในชื่อคางคกหูดนั่นเอง
"อืม ยังตัวเล็กเกินไปน่ะ วันๆ เอาแต่กินกับนอน ช่วยอะไรไม่ค่อยได้หรอก" มู่อิงลูบขนของกุ๋นกุ่นอย่างทะนุถนอม
"เอี๊ยดดดด—"
มู่อิงและเฉิงเวยหันขวับไปตามเสียง ก็เห็นว่าประตูบ้านต้นไม้หมายเลข 1 ค่อยๆ แง้มเปิดออก ชายชราผมขาวโพลน สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลอมเหลืองมอซอที่ตัดเย็บจากรากไม้นานาชนิด เดินหลังค่อมก้าวออกมา
เขาวางเมล็ดพืชลงที่โคนกำแพง แล้วใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ทันใดนั้นเถาวัลย์สีเขียวชอุ่มก็เลื้อยทะลักออกมาดั่งสายน้ำ ถักทอเกี่ยวพันกันจนกลายเป็นป้ายชื่อร้าน: "ร้านขายของชำต้นโอ๊ก"
ชายชราก้าวถอยหลังไปสองก้าว ยืนพินิจป้ายชื่อร้าน พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปด้านใน
"ตาแก่นั่นคือเจ้าของร้านขายของชำเหรอ? เป็นเอ็นพีซีสินะ?" เฉิงเวยพึมพำ "ดูเหมือนคนจรจัดไม่มีผิด"
"ก็น่าจะใช่นะ" มู่อิงยังคงทึ่งกับทักษะของชายชราเมื่อครู่นี้
จังหวะนั้นเอง คนอื่นๆ จากบ้านต้นไม้หมายเลข 3 ก็ทยอยกันออกมา หลี่เวยดูจะกระตือรือร้นกว่าใครเพื่อน ในฐานะเซียนเกม เขาเดาว่าเจ้าของร้านขายของชำอาจจะมีเควสต์ให้ทำก็เป็นได้
"ด้านในบ้านต้นไม้มันใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?" นี่คือความประทับใจแรกของทุกคนเมื่อก้าวเท้าเข้ามาด้านใน
บ้านต้นไม้ที่พวกเขาเช่ามีขนาดเท่าที่เห็นจากภายนอกเป๊ะ แต่บ้านต้นไม้หลังนี้กลับกว้างขวางกว่าหลายเท่าตัว
มีเพียงมู่อิงเท่านั้นที่รู้ว่าบ้านต้นไม้ทุกหลังถูกสร้างมาให้มีขนาดเท่ากัน บ้านหลังนี้ต้องถูกขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แค่พื้นที่เคาน์เตอร์และชั้นวางของก็กินพื้นที่พอๆ กับบ้านต้นไม้เดิมทั้งหลังแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงมุมนั่งเล่นเล็กๆ ด้านข้าง และห้องด้านในอีกห้องที่มองเห็นไม่ค่อยถนัดนัก
พื้นที่ทั้งหมดอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ มีพืชพรรณสีเขียวขจีประดับประดาอยู่ทุกหนแห่ง
แต่กลับไร้วี่แววของชายชราเมื่อครู่นี้ ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลร้านตัวจริงกลับเป็นนกสีดำตัวหนึ่ง มันสวมชุดเล็กๆ สีสันฉูดฉาด และมีแหวนอัญมณีสวมอยู่ที่กรงเล็บ พอเห็นคนเดินเข้ามา มันก็กระโดดลงมาจากเบาะนุ่มๆ บนเคาน์เตอร์ แล้วใช้ปีกชี้ไปที่กระดานดำบานเล็กๆ
"ยินดีต้อนรับสู่ร้านขายของชำต้นโอ๊ก! กระผมคือผู้ช่วยพนักงานร้าน อูยากา สำหรับท่านที่ต้องการเลือกซื้อไอเทมผจญภัย เชิญตรวจสอบรายชื่อสินค้าที่เคาน์เตอร์ได้เลยขอรับ แต่หากท่านต้องการขายเมล็ดพืชหรือต้นกล้า เชิญติดต่อเถ้าแก่เซียวมู่ที่ห้องด้านหลังได้เลยขอรับ"
"อีกาพูดได้ด้วยวุ้ย!" สวีซานซึ่งยืนอยู่หน้าสุดหลุดปากร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
อูยากาปรายตามองคนที่ทำหน้าตาตื่นเต้นเกินเหตุ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแดกดัน "แปลกตรงไหน! มนุษย์ยังพูดได้เลย! แล้วก็ฝากบอกคุณลูกค้าตาถั่วด้วยนะขอรับว่า กระผมคือนกเรเวน ไม่ใช่อีกา"
สวีซานเกาหัวแกรกๆ ด้วยความเขินอาย เมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาทเข้าให้แล้ว
"สวัสดีครับคุณอู มีอะไรให้พวกเราช่วยไหมครับ?" หลี่เวยถามอย่างมั่นใจ นี่คือประโยคหากินประจำตัวที่เขาใช้รับเควสต์ในเกมมานักต่อนัก
"ช่วยงั้นรึ?" อูยากากลอกตากลิ้งไปมา แล้วสูดน้ำมูกเสียงดังฟืด "เถ้าแก่เซียวมู่แกไม่ใช่คนหรอก! โธ่ ชีวิตนกเรเวนผู้เยาว์วัยอย่างฉันช่างน่าสงสาร ต้องทนหิวทนหนาว แถมยังต้องออกแรงทำงานหาเงินอีก ดังนั้น... พวกท่านจะกรุณาช่วยอุดหนุนสินค้าในร้านด้วยเงินทั้งหมดที่มีในกระเป๋าได้ไหมขอรับ?"
"..." สวีซานถึงกับพูดไม่ออก เขาแอบคิดในใจว่า บางทีสัตว์ที่เป็นเอ็นพีซีตัวนี้อาจจะต้องการเงินเพื่อเพิ่มค่าความสนิทสนมก็เป็นได้ ไม่มีการลงทุนใดที่ไม่ได้ผลตอบแทน เขากัดฟันล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากกระเป๋า "นี่เงิน เอาไปซื้ออะไรกินซะนะ"
"ในกระเป๋ามีแค่เหรียญทองแดงเหรียญเดียวเนี่ยนะ?" เจ้านี่มันจนกรอบยิ่งกว่าเขาเสียอีก อูยากามองหลี่เวยด้วยสายตาสมเพชเวทนา
หลี่เวยรู้สึกว่าเอ็นพีซีตัวนี้อาจจะต้องการเงินมากกว่านี้เพื่อมอบเควสต์ให้ เขาหันไปถามเพื่อนๆ "พวกนายมีเงินเหลืออีกไหม? เอามากองรวมกันเถอะ เผื่อฟลุกได้เควสต์ดีๆ"
"ช่างเถอะ พวกเราเหลือเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญเอง อีกอย่างฉันว่าไอ้อีกา—เอ้ย นกเรเวน—ตัวนี้ ไม่เหมือนเอ็นพีซีที่ถูกเซ็ตโปรแกรมมาตายตัวเลยนะ ดีไม่ดีอาจจะมีคนสวมรอยอยู่ข้างในด้วยซ้ำ" สวีซานพูดอย่างลังเล
"..." อูยากาสูดหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองว่านี่คือวันแรกของการเปิดร้าน ต้องสร้างความประทับใจที่ดีให้กับลูกค้าสิ เกมวันสิ้นโลกเพิ่งจะเริ่มมาได้ไม่ถึงสองวัน พวกคนบ้านนอกพวกนี้จะยากจนและโง่เขลาก็เป็นเรื่องธรรมดา
มันตบหน้าอกตัวเองเบาๆ หลายครั้งเพื่อระงับความอยากที่จะเตะโด่งพวกนี้ออกไปให้พ้นร้าน ก่อนจะพลิกหน้าสมุดแคตตาล็อกสินค้าอย่างเสียไม่ได้ ลูกค้าไส้แห้งพวกนี้ไม่คู่ควรให้ผู้ยิ่งใหญ่อย่างอูยากาต้องมาคอยบริการหรอก "เลือกดูกันเอาเองก็แล้วกัน"
เงินแค่ไม่กี่เหรียญทองแดงซื้อได้แค่ของชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีประโยชน์นัก หลี่เวยไม่ได้สนใจเรื่องนั้น เขายังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มค่าความสนิทสนมกับเอ็นพีซีต่อไป "ฉันเหลือเหรียญทองแดงเหรียญสุดท้ายแล้วล่ะ ยกให้เลยแล้วกัน เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ?"
"ขอบใจในความหวังดี แต่กระผมอูยากาเป็นผู้ใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ ยินดีผูกมิตรกับเหรียญทองเท่านั้น ไม่ขอลดตัวไปคบค้าสมาคมกับขอทานหรอกนะขอรับ" อูยากามองศีรษะของหลี่เวยด้วยสายตาเคลือบแคลง
สมองของหมอนี่ต้องมีปัญหาแน่ๆ ถึงเมื่อกี้มันจะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ แต่ลองดูแหวนอัญมณีเม็ดงามที่นิ้วเท้ากับเสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่สวมอยู่นี่สิ มันใช่คนที่ขัดสนเงินแค่ไม่กี่เหรียญทองแดงหรือไง? ต่อให้เงินหล่นอยู่บนพื้น มันก็คร้านจะก้มลงไปเก็บด้วยซ้ำ หนักเปล่าๆ
ใบหน้าของหลี่เวยสลับสีไปมาด้วยความโกรธจัด เขากำเหรียญทองแดงในมือแน่น เจ้านกเรเวนปากเสียตัวนี้มันวอนโดนรีวิวติดลบซะแล้ว!
เฉิงเวยกระตุกแขนเสื้อหลี่เวยเบาๆ เป็นสัญญาณให้ใจเย็นไว้ "คุณอูยากาคะ แหวนของคุณสวยจังเลยค่ะ นั่นทับทิมใช่ไหมคะ? ฉันมีหยกอยู่ชิ้นหนึ่ง ไม่ทราบว่าทางร้านรับซื้อไหมคะ?"
เธอล้วงจี้หยกแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิมออกมาจากกระเป๋าแล้ววางลงบนเคาน์เตอร์ จี้หยกชิ้นนี้มีคุณภาพไร้ที่ติ เธอเก็บมันมาจากเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง เธอจำได้ว่ามูลค่าของมันไม่ด้อยไปกว่าทับทิมเม็ดโตบนแหวนของอูยากาเลยแม้แต่น้อย
อูยากาใช้กรงเล็บเขี่ยจี้หยกไปมาสองสามครั้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน "หยกอะไรกัน? ข้างในกลวงโบ๋ไร้ชีวิตชีวา ไม่มีพลังงานอะไรเลยสักนิด แทบไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน ทางร้านไม่รับซื้อหรอก! ดูของฉันนี่สิ นี่แหละอัญมณีเวทมนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยธาตุไฟของแท้" อูยากายกเท้าขึ้นโชว์ด้วยความภาคภูมิใจ
มู่อิงชะโงกหน้าเข้าไปดูแคตตาล็อกสินค้า "แป้งสาลี 1 เหรียญทองแดง/ปอนด์, เทียนไข 1 เหรียญทองแดง/เล่ม, คบเพลิง 1 เหรียญทองแดง/อัน, ขนมปังดำ 2 เหรียญทองแดง/ก้อน,... ตะเกียงน้ำมัน 10 เหรียญทองแดง/อัน, อาหารชุด 10 เหรียญทองแดง/ชุด..."
ของพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นของใช้ทั่วไปทั้งนั้น แถมยังสามารถหาของใช้ทดแทนจากที่อื่นได้ การยอมจ่ายเงินเพื่อของพวกนี้ดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ทำให้เธอสนใจมากที่สุดคือเรื่องการรับซื้อเมล็ดพืชต่างหาก
ทว่าตอนนี้เธอยังไม่มีเมล็ดพืชติดตัวเลย คงต้องพับโครงการนี้เก็บไว้ก่อนล่ะนะ