- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาโดนฆ่า ผมเลยต้องโหลดเซฟมาปราบผี!
- บทที่ 3 - ระบบคนดี
บทที่ 3 - ระบบคนดี
บทที่ 3 - ระบบคนดี
บทที่ 3 - ระบบคนดี
อย่าเข้ามา!
เธออย่าเข้ามานะ!
เฉินเฟิงทำราวกับลูกนกที่ตื่นตระหนก ถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
เถ้าแก่เนี้ยกะพริบตาด้วยความสงสัย เธอมีความมั่นใจในรูปโฉมอันงดงามของตัวเองอย่างมาก ทุกครั้งที่เธอออกจากบ้าน พวกผู้ชายที่เห็นเธอล้วนแต่ใจสั่นจนก้าวขาไม่ออก
ทว่าผู้ชายตรงหน้ากลับเป็นฝ่ายหนี นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว
เถ้าแก่เนี้ยจึงหรี่ตาสวยคู่สวย ถามว่า "พ่อหนุ่ม เธอสั่นกลัวอะไรอยู่เหรอ?"
"กลัว? มีเหรอ?"
เมื่อเผชิญหน้ากับนางมารร้ายที่ฆ่าคนเป็นร้อย แถมยังจับพวกเขามาทำเป็นหนังมนุษย์แขวนไว้แบบนี้
ภายนอกของเฉินเฟิงแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับกรีดร้อง: พะพะพะพะพะพี่สาวอย่าฆ่าผมเลย ผมผมผมผมไม่อยากถูกแขวนไว้บนเชือกนะ
เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยชวน "งั้น... มาหลบฝนที่นี่ไหมล่ะ?"
"ไม่!"
เฉินเฟิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เขาไม่อยากพยายามก็จริง แต่ไม่ใช่ไม่อยากมีชีวิตอยู่นะ
"คนแปลกประหลาด"
ดูเหมือนจะรู้สึกหงุดหงิดกับความไม่รู้ใจคนของเฉินเฟิง เถ้าแก่เนี้ยจึงเดินส่ายสะโพกจากไป
ส่วนเฉินเฟิงก็ถอนหายใจยาว พอลูบกางเกง ก็พบว่ามันเปียกชื้นนิดหน่อย
เหงื่อเหรอ?
เฉินเฟิงก้มหน้ามองไปที่หว่างขา "ที่แท้ก็ฉี่นี่เอง ฉันก็ว่าอยู่ เรื่องแบบนี้มันจะทำให้ฉันเหงื่อแตกได้ยังไง"
ที่นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว มิน่าล่ะ รุ่นพี่ผู้ทะลุมิติถึงได้ตายกันเป็นเบือ
จริงสิ รุ่นพี่!
เฉินเฟิงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่เวียนว่ายตายเกิดครั้งก่อน เขาเหมือนจะสืบทอดระบบของรุ่นพี่มาด้วย เจ้านี่คงไม่ถูกรีเซตไปเพราะโหลดข้อมูลใหม่หรอกนะ?
"ระบบ ทำงาน!"
เฉินเฟิงรีบเรียกใช้งานระบบ ผลปรากฏว่ามีกล่องสามใบที่มีหมายเลขกำกับลอยอยู่ตรงหน้า
นี่มันอะไรกัน?
เฉินเฟิงยื่นมือออกไป เมื่อมือของเขากำลังจะสัมผัสโดนกล่องใบหนึ่ง เสียงเครื่องจักรก็ดังขึ้นข้างหู
หมายเลขบนกล่องใบแรกคือ: DS-01-DSR มันพูดว่า "มนุษย์แรกเกิด ล้วนมีพื้นฐานนิสัยที่ดีงาม"
หมายเลขบนกล่องใบที่สองคือ: DS-01-DER มันพูดว่า "สันดานมนุษย์นั้นชั่วร้าย ความดีงามนั้นไซร้คือการเสแสร้ง"
หมายเลขบนกล่องใบที่สามคือ: LS-02-SHSG มันพูดว่า "ว่าด้วยสถานการณ์ทั่วไปของแผ่นดิน เมื่อแตกแยกนานย่อมรวมเป็นหนึ่ง เมื่อรวมเป็นหนึ่งนานย่อมแตกแยก"
เมื่อนึกถึงระบบเซฟและโหลดข้อมูลของตัวเองที่มีตัวเลขแปลกๆ อยู่ข้างหน้า เฉินเฟิงก็เข้าใจได้ในทันที กล่องหนึ่งใบน่าจะหมายถึงระบบหนึ่งระบบ
แกะดูสักกล่องก่อนละกัน!
เฉินเฟิงคว้ากล่องใบแรกเอาไว้ และในขณะนั้นเอง กล่องอีกสองใบก็ค่อยๆ จางหายไป
ดูเหมือนว่าจะเลือกได้แค่กล่องเดียวสินะ
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นข้างหูของเฉินเฟิง
【ติ๊ง! ขอแสดงความยินดี คุณทำการเปิดใช้งานระบบคนดีสำเร็จแล้ว】
【ระบบนี้จะช่วยให้คุณได้รับคะแนนระบบจำนวนมาก เติบโตอย่างรวดเร็ว และทำภารกิจกอบกู้โลกให้สำเร็จ】
คะแนนระบบงั้นเหรอ?
พอเฉินเฟิงถามถึงได้รู้ว่า คะแนนระบบคือสกุลเงินทั่วไปของระบบ สามารถนำไปอัปเกรดฟังก์ชันบางอย่างของระบบได้ อย่างเช่น ระบบเซฟและโหลดข้อมูล หนึ่งคะแนนสามารถเติมจำนวนครั้งในการโหลดข้อมูลได้หนึ่งครั้ง ซึ่งก็เท่ากับมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต
และระบบคนดีสามารถแจกภารกิจการกุศลที่จะมอบรางวัลเป็นคะแนนระบบตามประสบการณ์ของผู้ใช้ได้
"ถ้าเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน ฉันก็เป็นอมตะเลยไม่ใช่เหรอ?"
เฉินเฟิงมองไปที่หน้าต่างภารกิจอย่างตื่นเต้น:
【เหอติง เถ้าแก่เนี้ยร้านเน็ตซิ่งฝู คือปีศาจสาวที่แปลงกายมาคอยดูดกลืนวิญญาณผู้คน เธอใช้ข้ออ้างในการรับสมัครพนักงานคุมร้านมาเป็นเวลานาน เพื่อหลอกล่อคนจรจัดชายมาฆ่าทิ้ง และนำร่างไปทำเป็นหนังมนุษย์】
【เป้าหมายภารกิจ: ทำลายกองกำลังของร้านเน็ตซิ่งฝู】
【รางวัลภารกิจ: มอบคะแนนระบบ 1-9 คะแนนตามผลลัพธ์ของภารกิจ】
เฉินเฟิงมองดู
หากสืบสวน รวบรวมหลักฐานว่าร้านเน็ตทำร้ายคน และแจ้งจับเพื่อสั่งปิดร้าน จะได้รับรางวัลระดับต่ำสุด
หากบุกเข้าไปในร้านเน็ตซิ่งฝูโดยตรง ขับไล่ปีศาจสาวเหอติงไป จะได้รับรางวัลระดับกลาง
ส่วนรางวัลระดับสูงสุด
เมื่อมองดูคำว่า 'กำจัดปีศาจสาว' ในเป้าหมายภารกิจ เฉินเฟิงก็ชี้ไปที่ตัวเอง "ฉันสู้กับปีศาจสาวเนี่ยนะ เอาจริงดิ?"
แบบนั้นมันต่างอะไรกับเอาซาลาเปาเนื้อไปปาหมาล่ะ?
แค่แจ้งความพอเป็นพิธีก็พอแล้วมั้ง
เฉินเฟิงเพิ่งมีความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว เขาก็เห็นตำรวจชายแก่กับหนุ่มเดินออกมาจากร้านเน็ต
"อาจารย์"
"บอกไปกี่รอบแล้วว่าเวลาทำงานให้เรียกตำแหน่ง!"
"หัวหน้า ไม่ใช่บอกว่าจะเลิกบุหรี่แล้วเหรอ?"
"เฮ้อ มวนสุดท้ายแล้วน่า!"
มาได้จังหวะพอดี
ดวงตาของเฉินเฟิงเป็นประกาย เขากำลังกลุ้มใจว่าไม่มีที่ไปอยู่พอดี ถ้าจะบอกให้หาใต้สะพานอะไรเทือกนั้นเพื่อหลบฝนก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่เขาจำได้ว่าข้างนอกยังมีสัตว์ประหลาดที่ล่องหนและสามารถหักคอคนได้ด้วยมือเปล่าเพ่นพ่านอยู่นี่สิ
ต้องหาที่ปลอดภัยสำหรับค้างคืน
เฉินเฟิงกวักมือเรียก ขวางทางคนทั้งสองเอาไว้ "สวัสดีครับ คุณตำรวจ"
"สวัสดีครับ สหาย มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
"ผมชื่อเฉินเฟิง มาจากต่างถิ่นครับ"
เฉินเฟิงแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ โดยบอกว่าตัวเองทำกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือหาย ไม่มีญาติพี่น้อง ตอนนี้หิวจนแทบขาดใจแล้ว "พอจะมีอะไรให้กินบ้างไหมครับ?"
"ขอทานเหรอ?"
ตำรวจหญิงจางรั่วปิงกวาดตามองเฉินเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดอย่างไม่เกรงใจว่า "ข้างๆ ก็มีไซต์งานก่อสร้างไม่ใช่เหรอ? ทำงานวันเดียว ยังไงก็หาเงินได้สักร้อยสองร้อยหยวน นายเป็นผู้ชายอกสามศอก มีแขนมีขา ทำไมถึงตกอับจนไม่มีเงินกินข้าวล่ะ?"
ดังนั้นคนคนนี้ถ้าไม่ใช่พวกคนจรจัด ก็ต้องเป็นคนขี้เกียจ หรือไม่ก็อาจจะเป็นทั้งสองอย่าง
สิ่งที่จางรั่วปิงเกลียดที่สุดในชีวิตก็คือคนที่อยากได้อะไรมาโดยไม่ต้องลงแรง เธอจึงพูดว่า "อาจารย์ อย่าไปสนใจเขาเลย พวกเราไปกันเถอะ"
"อย่าเพิ่งไปสิ!"
พอได้ยินคำพูดของลูกศิษย์ ในหัวของตำรวจเฒ่าหลี่ก็มีพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของวันพรุ่งนี้แวบขึ้นมา: 'เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเมืองฉือหางเมินเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชน ปล่อยให้พลเมืองอดตายข้างถนน'
พูดได้เลยว่าไม่ได้พูดเกินจริง แค่พาดหัวข่าวนี้ ทุกๆ ตัวอักษรก็สามารถปลดผู้นำลงจากตำแหน่งได้แล้ว
ดังนั้นเฒ่าหลี่จึงรีบคว้ามือเฉินเฟิงเอาไว้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะอดตายต่อหน้าเขา "ฉันแซ่หลี่ เรียกฉันว่าเฒ่าหลี่ก็ได้ ฉันรู้จักร้านบะหมี่เนื้อรสเด็ดอยู่ร้านหนึ่ง พวกเราไปหาอะไรกินรองท้องกันก่อน แล้วฉันจะพานายไปพักที่ศูนย์ช่วยเหลือ ดีไหม"
"ด-ดีเลยครับ"
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้สายตาที่ดูถูกเหยียดหยามของจางรั่วปิง เฉินเฟิงจึงได้นั่งรถตำรวจเป็นครั้งแรกในชีวิต
พอเข้าไปในรถ เฉินเฟิงก็สัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่พัดปะทะใบหน้า
อากาศร้อนขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เปิดแอร์ แสดงว่ารถคันนี้จอดอยู่ที่นี่มาพักหนึ่งแล้ว
เฉินเฟิงมองไปที่คนทั้งสองที่นั่งอยู่เบาะคนขับและเบาะข้างคนขับ ในใจก็ครุ่นคิด: พวกเขาอยู่ในร้านเน็ตซิ่งฝูตั้งนาน หรือว่าจะกำลังสืบสวนเรื่องของเถ้าแก่เนี้ยอยู่?
เป็นอย่างที่เฉินเฟิงคิดจริงๆ หลังจากคาดเข็มขัดนิรภัยเสร็จ จางรั่วปิงก็เริ่มบ่น "อาจารย์ พวกเราเหนื่อยมาตั้งครึ่งค่อนวัน กลายเป็นว่าเสียเที่ยวซะงั้น"
เฒ่าหลี่จับพวงมาลัยพลางหัวเราะร่วน "ดูเธอสิ ใจร้อนอีกแล้ว"
จางรั่วปิงพูดอย่างไม่ยอมแพ้ "ฉันไม่ได้ใจร้อนสักหน่อย ประเด็นคือหามาทั้งบ่ายก็ไม่เจอเบาะแสอะไรเลยต่างหาก ตามความเห็นของฉัน คดีคนจรจัดหายตัวไป ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับร้านเน็ตซิ่งฝูเลยด้วยซ้ำ"
"พูดยาก"
เฒ่าหลี่บอกให้ลูกศิษย์อย่าเพิ่งด่วนสรุป
จางรั่วปิงแย้ง "พูดยากตรงไหน? จากการสืบสวนของเรา เถ้าแก่เนี้ยคนนั้นแทบจะไม่ออกจากบ้านเลย ต่อให้เธอจะเป็นฆาตกรจริงๆ แล้วเหยื่ออยู่ที่ไหนกันล่ะ?"
ส่วนใหญ่ก็แขวนอยู่บนชั้นบนไงล่ะ
แล้วก็มีอีกคนนั่งอยู่บนรถนี่ด้วย
เฉินเฟิงแอบบ่นในใจไปพลาง สงสัยไปพลาง
คนที่ฆ่าคนเป็นประจำย่อมรู้ดีว่า การฆ่าคนนั้นง่าย แต่การซ่อนศพนั้นยาก บนชั้นสามมีศพหนังมนุษย์แขวนอยู่เต็มไปหมด ค้นหาตั้งบ่าย ต่อให้เป็นหมูสองตัวก็ควรจะเจอแล้ว ทำไมถึงไม่เจอเบาะแสอะไรเลยล่ะ?
เมื่อนึกถึงเรื่องประหลาดก่อนหน้านี้ที่มีคนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปบนชั้นบน แต่กลับมีแค่เขาคนเดียวที่ไปถึงชั้นสามได้ เฉินเฟิงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
ตอนนั้นเอง วิทยุสื่อสารบนรถก็ดังขึ้น
"ที่นี่ 823235... รับทราบ... เข้าใจแล้ว"
เฒ่าหลี่วางวิทยุสื่อสารลง หันกลับมาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ขอโทษด้วยนะคุณเฉิน ตอนนี้คุณหิวมากไหม?"
เฉินเฟิงโบกมือ เป็นการบอกว่ายังพอไหว "เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?"
เฒ่าหลี่อธิบาย "มีคนแจ้งความว่ามีคนคิดสั้นที่สะพานฉือหางอีกแล้ว พวกเราต้องไปดูหน่อย"
เฉินเฟิงถามด้วยความสงสัย "ทำไมต้องพูดว่า 'อีกแล้ว' ล่ะครับ? สะพานอะไรนั่น เกิดเรื่องบ่อยเหรอ?"
เฒ่าหลี่พยักหน้า "นายเป็นคนต่างถิ่น เลยไม่รู้เรื่อง สะพานฉือหางนั่นตั้งแต่สร้างเสร็จ ก็มีเหตุการณ์คนกระโดดสะพานฆ่าตัวตายเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ต่อมารัฐบาลต้องการจะแก้ไขสถานการณ์นี้ ก็เลยเอาป้ายไปติดไว้บนสะพาน"
เฉินเฟิงอึ้งไปครู่หนึ่ง "ป้าย?"
เฒ่าหลี่อธิบาย "ก็คือทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านสะพานแห่งชีวิต ไฟที่ราวสะพานก็จะสว่างขึ้น พร้อมกับมีคำทักทายปรากฏขึ้น อย่างเช่น 'เหนื่อยไหม', 'ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง', 'คนที่คุณชอบ เขาชอบคุณหรือเปล่า' อะไรทำนองนั้นแหละ"
เฉินเฟิงถาม "มีประโยชน์ไหมครับ?"
เฒ่าหลี่ตอบ "มีสิ หลังจากนั้นหนึ่งปี จำนวนคนฆ่าตัวตายบนสะพานก็เพิ่มขึ้นเป็นหกเท่า"
อ้อ งั้นก็มีประโยชน์สุดๆ ไปเลย
เฉินเฟิงถามต่อ "ทำไมถึงมีคนฆ่าตัวตายเยอะขนาดนั้นล่ะครับ ชาวเมืองฉือหางเครียดกันขนาดนั้นเลยเหรอ?"
เฒ่าหลี่บอกกับเฉินเฟิง "ความจริงการฆ่าตัวตายไม่ได้เกี่ยวอะไรกับป้ายหรือความเครียดเลย ที่สะพานนั่นมีคนตายเยอะขนาดนั้น เป็นเพราะ......"
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เฒ่าหลี่ก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "ผีพราย"
(จบแล้ว)