เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!

ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!

ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!


ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!

ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของแมวดำ หลังจากที่หมอเฒ่าซ่งและซ่งโปปลอบโยนคนในครอบครัวที่สะดุ้งตื่นแล้ว พวกเขาก็คว้ามีดตัดฟืนวิ่งตามออกไป

หมอเฒ่าซ่งผู้ซื่อสัตย์ไหนเลยจะรู้ว่า แมวดำจงใจล่อมู่ทงและมู่หนานออกไป

หากปะทะกันซึ่งหน้าแมวดำย่อมสู้มู่ทงและมู่หนานไม่ได้แน่นอน แต่อาศัยความปราดเปรียวของตน แมวดำก็พอจะรั้งตัวสองคนนั้นไว้ได้ชั่วครู่

แต่นี่ไม่ใช่แผนระยะยาว

ดังนั้นหลังจากที่ยั่วโมโหมู่ทงและมู่หนานแล้ว มันจึงจงใจล่อให้ทั้งสองวิ่งตามออกไป

สถานที่ที่ล่อไป ย่อมเป็นศาลเจ้าเสวียนชิงที่หน้าหมู่บ้าน

ลำพังตัวแมวดำเองสู้มู่ทงและมู่หนานไม่ได้ก็จริง แต่นี่ยังมีวิญญาณเทพที่อยู่ในศาลเจ้าเสวียนชิงองค์นั้นมิใช่หรือ

ด้วยพลังอำนาจของวิญญาณเทพองค์นั้น การจัดการกับพวกนอกรีตสองคนนี้คงไม่ใช่ปัญหาหรอกกระมัง

มู่ทงและมู่หนานไม่รู้ความคิดของแมวดำ ยังคงคิดว่ามันหวาดกลัวจึงคิดจะหนี

แมวดำก่อกวนพิธีหลอมโลหิตของทั้งสอง ทั้งยังข่วนมู่ทงจนบาดเจ็บ เวลานี้เห็นแมวดำคิดจะหนี ทั้งสองจะปล่อยไปได้อย่างไร

ย่อมต้องอาศัยจังหวะนี้ไล่ตามโจมตี

ภายใต้การไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด ไม่นานแมวดำก็วิ่งมาถึงบริเวณใกล้ศาลเจ้าเสวียนชิง

เบื้องหลังของมัน คือมู่ทงและมู่หนานที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลและไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ

แมวดำหันขวับ เหลือบมองพวกเขาทีหนึ่งด้วยสายตาสะใจอยู่ลึกๆ

วินาทีต่อมา มันก็พุ่งพรวดเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิงต่อหน้าต่อตาทั้งสองคน

มู่ทงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ตอนนี้ในใจคิดแต่จะฆ่าแมวดำ จะไปสนอะไรได้มากมายขนาดนั้น

ประกอบกับศาลเจ้าเสวียนชิงไม่ได้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย

พอบันดาลโทสะ มู่ทงก็คิดจะบุกเข้าไปตรงๆ เพื่อฆ่าแมวดำระบายแค้น

ทว่าในวินาทีก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไป กลับถูกมู่หนานดึงตัวไว้

แม้ว่ามู่หนานจะอยากฆ่าแมวดำเช่นกัน แต่หากเทียบกับมู่ทงแล้ว นางมีสติและรอบคอบมากกว่า

แม้ว่านางที่ยืนอยู่หน้าศาลเจ้าเสวียนชิงจะไม่ได้สัมผัสถึงอันตรายใดๆ ก็ตาม

แต่นางก็ยังคงระแวดระวังศาลเจ้าเล็กๆ ที่มืดมิดและลึกล้ำเบื้องหน้านี้

“ท่านพี่! อย่าเพิ่งวู่วาม! อสูรแมวน้อยตัวนี้สติปัญญาไม่ต่ำต้อย ไฉนเลยจะรนหาที่ตายวิ่งไปสู่หนทางมรณะ เกรงว่าข้างในนี้คงไม่ธรรมดา!”

ยามนี้มู่ทงก็สงบสติอารมณ์ลงแล้ว เขาหรี่ตามองศาลเจ้าเสวียนชิงเบื้องหน้า

เนื่องจากหมู่บ้านตระกูลซ่งนั้นยากจน ขอบเขตของศาลเจ้าเสวียนชิงจึงไม่ใหญ่โตนัก วัสดุก็เป็นเพียงไม้สนธรรมดา

ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ต่างอะไรกับศาลเจ้าเถื่อนในชนบทที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน

เมื่อมองดูตัวอักษรศาลเจ้าเสวียนชิงสามตัวที่ค่อนข้างเลือนรางบนหลังคาสิ่งปลูกสร้าง มู่ทงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย

“ตามที่ไอ้ไพร่ชั้นต่ำนั่นบอก ศาลเจ้าเสวียนชิงของหมู่บ้านพวกมันก็แค่ศาลเจ้าเถื่อนธรรมดาที่เรี่ยไรเงินสร้างขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เสวียนชิงกงที่กราบไหว้บูชาก็ไม่น่าจะเป็นภูตผีปีศาจอะไร น่าจะเป็นคนดีมีชื่อเสียงของหมู่บ้านเมื่อนานมาแล้วเสียมากกว่า เทวรูปพรรค์นี้อย่าว่าแต่จะมีความร้ายกาจอะไรเลย มันเป็นแค่ของตายชัดๆ อย่างมากที่สุดก็คงก่อเกิดเป็นสิ่งวิเศษแห่งเทวรูปขึ้นมาได้เท่านั้น”

“ศาลเจ้าเถื่อนในชนบทเช่นนี้ จะมีอะไรผิดธรรมดาไปได้ อสูรแมวน้อยนั่นวิ่งมาที่นี่ หรือว่าจงใจทำตัวลึกลับซับซ้อนกันแน่”

มู่ทงและมู่หนานมาจากลัทธิเทียนซาน ย่อมเข้าใจเทวรูปประเภทนี้ดีที่สุด

แม้จะไม่เคยเห็นเทวรูปด้วยตาตนเอง แต่เพียงแค่ฟังคำอธิบายก็สามารถตัดสินได้ว่าเทวรูปนั้นเป็นประเภทใด

จากคำบอกเล่าของหมอเฒ่าซ่ง ทั้งสองก็คิดมาตลอดว่าเทวรูปที่ชื่อเสวียนชิงกงในศาลเจ้าเสวียนชิงแห่งนี้ไม่น่าจะเป็นภัยคุกคาม

กระทั่งยังหมายตาเทวรูปนั้นไว้เสียด้วยซ้ำ

ผลคือตอนนี้แมวดำกลับหนีเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิงในขณะที่ถูกพวกเขาไล่ล่าสังหาร

คราวนี้ ทั้งสองจึงรู้สึกลังเลที่จะก้าวไปข้างหน้า

อย่างน้อยก็ไม่กล้าก้าวเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิงตรงๆ

ท้ายที่สุดแล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่สภาวะที่พวกเขาแข็งแกร่งที่สุด

ไม่ว่าจะพูดถึงความคิดของคนทั้งสองนอกศาลเจ้าอย่างไร ภายในศาลเจ้า หลังจากที่ซ่งเสวียนชิงฟังสถานการณ์ที่แมวดำถ่ายทอดให้ฟังจบแล้ว

เขาก็ตัดสินใจเตรียมพร้อมโจมตีทันที

แม้ว่าจากคำอธิบายของแมวดำ ซ่งเสวียนชิงจะประเมินว่าพลังอำนาจของมู่ทงและมู่หนานในตอนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งนัก

แต่เขาก็ยังคงไม่กล้าประมาท ทันทีที่ขึ้นมาก็ใช้พลังอิทธิฤทธิ์: ผสานเทพ โดยตรง

[พลังอิทธิฤทธิ์: ผสานเทพ

วิญญาณเทพสามารถจุติลงบนเทวรูปของตนได้ ในระหว่างนั้นเทวรูปและวิญญาณเทพจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง พลังต่อสู้จะเพิ่มพูนขึ้น]

วินาทีต่อมา ซ่งเสวียนชิงก็ลืมตาขึ้น

ภายในศาลเจ้าเล็กบนแท่นสูง เทวรูปหินปั้นได้ลืมตาขึ้น

เทวรูปที่เดิมทีผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนสึกกร่อนและเลือนราง กลับเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

แม้กระทั่งเส้นผมที่จอนก็ค่อยๆ ปรากฏชัดให้เห็น

จากนั้น สีหินของเทวรูปก็จางหายไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สีสันเปลี่ยนเป็นสดใส

เรือนผมยาวสีดำ ปิ่นปักผมหยกขาว ชุดคลุมยาวสีคราม แม้กระทั่งผิวพรรณก็ดูไม่ต่างอะไรกับคนจริงๆ

แน่นอนว่าซ่งเสวียนชิงเข้าใจดี นี่เป็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก

เขายังคงเป็นเทวรูปหินแกะสลัก

เมื่อสัมผัสได้ถึงร่างกายเทวรูปที่ควบคุมได้ดั่งใจนึก ซ่งเสวียนชิงก็พ่นลมหายใจยาวออกมา แล้วเดินออกจากศาลเจ้าเล็ก

เมื่อเขาเดินมาถึงพื้น เทวรูปที่เดิมทีสูงเพียงหนึ่งฉื่อ ก็ขยายขนาดจนสูงเกือบหกฉื่อแล้ว

หากไม่รู้ คงคิดว่านี่คือคนจริงๆ

แมวดำมองดูจนตกตะลึงตาค้างไปแล้ว

ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย! เทวรูปกลายเป็นคนไปแล้ว!

แถมยังเดินออกมาจากศาลเจ้าเล็กอีกด้วย!

เมื่อก่อนไฉนจึงไม่เคยได้ยินว่ายังมีรูปแบบเช่นนี้ด้วย

ซ่งเสวียนชิงไม่ได้สนใจแมวดำ เขาสัมผัสถึงพละกำลังของตนเอง

เมื่อเทียบกับสภาวะวิญญาณเทพที่ยังไม่ผสานเทพ พลังอำนาจของเขาในตอนนี้มีมากกว่าเดิมราวสองเท่า

ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!

พลังอิทธิฤทธิ์ผสานเทพนี้ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!

ทำให้เขามีพลังอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณโดยตรง!

อีกทั้ง ในสภาวะเช่นนี้ เขาสามารถต่อสู้ด้วยร่างเทวรูปได้โดยตรง ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าเทวรูปที่อยู่ในศาลเจ้าเล็กจะถูกทำลาย

ซ่งเสวียนชิงกำหมัดแน่น ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปข้างนอก

เวลาในการผสานเทพมีจำกัด ตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน

ไม่อาจเสียเวลาได้ เขาต้องจัดการกับแมลงน่ารำคาญสองตัวข้างนอกนั่นให้สิ้นซากก่อนที่การผสานเทพจะสิ้นสุดลง

มู่ทงและมู่หนานไม่รู้สถานการณ์ข้างใน หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว ทั้งสองก็ยังคงตัดสินใจเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิง

แค่ระวังตัวหน่อยก็พอ อย่างไรเสียด้วยตบะและพลังอำนาจของทั้งสองคน ในหมู่บ้านห่างไกลกลางหุบเขาลึกเช่นนี้ จะพบเจออันตรายอันใดได้

แมวดำนั้นจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง มิเช่นนั้นหากหวนกลับไปหลอมโลหิต ไม่แน่ว่าแมวดำอาจจะกระโดดออกมาก่อกวนอีก

ความจริงเท็จของศาลเจ้าเสวียนชิงแห่งนี้ก็ต้องสำรวจให้กระจ่าง

อีกทั้งทั้งสองยังคิดว่า ไม่แน่ว่าแมวดำอาจจะแค่ทำเป็นข่มขวัญ ฟังจากที่ชาวหมู่บ้านตระกูลซ่งพูด ศาลเจ้าเสวียนชิงแห่งนี้ก็ดูไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ

เตรียมตัวเสร็จสรรพ ทั้งสองเพิ่งจะก้าวเข้าศาลเจ้าเสวียนชิง ก็รู้สึกได้ว่าในความมืดมิดเบื้องหน้านั้นคล้ายกับมีสิ่งใดกำลังจะเดินออกมา

หัวใจกระตุกวูบ ทั้งสองถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรู้ใจกันยิ่ง

วินาทีต่อมา ก็เห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินออกมาจากความมืด

มู่ทงและมู่หนานเพ่งสายตามองไป ก็พบว่าเป็นบุรุษรูปงามสวมชุดคลุมยาวหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง

ไม่...ไม่ใช่คน!

มู่ทงและมู่หนานรูม่านตาหดเกร็ง ไม่นานก็ตระหนักได้ว่า ผู้ที่มาไม่ใช่คน!

ไม่ใช่คน...แล้วมันคืออะไร

ด้วยสายตาของมู่ทงและมู่หนาน ย่อมมองไม่ออกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของซ่งเสวียนชิง

ทั้งสองจับจ้องซ่งเสวียนชิงด้วยความหวาดระแวงสงสัย

ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า วินาทีต่อมาซ่งเสวียนชิงจะไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วลงมือทันที

ความเร็วของซ่งเสวียนชิงในสภาวะผสานเทพนั้นรวดเร็วจนน่าตกใจ ร่างกายของมู่ทงและมู่หนานยังไม่ทันตอบสนอง ซ่งเสวียนชิงก็ประชิดตัวแล้ว

เป้าหมายที่เขาเลือกที่จะลงมือก่อน คือมู่หนาน

เมื่อเห็นฝ่ามือที่ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า รวมทั้งดวงตาที่มีจิตสังหารเข้มข้นของซ่งเสวียนชิง มู่หนานก็เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว และคิดจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ

แต่ซ่งเสวียนชิงรวดเร็วเกินไป

ต่อให้มู่หนานจะใช้ความเร็วทั้งชีวิต บิดร่างเพื่อจะหลบฝ่ามือที่จู่โจมมานั้น แต่ก็ยังช้าไปครึ่งก้าว

ฝ่ามือนั้นของซ่งเสวียนชิง ฟาดลงบนศีรษะของนางอย่างแรง

ซ่งเสวียนชิงไม่เคยเรียนวิชาเวทวรยุทธ์ เขาเป็นแค่วิชาหมัดมวยพื้นฐานเท่านั้น

แต่ทำอย่างไรได้ ความเร็วของเขาเร็วจนเกินไป พลังโจมตีก็สูงส่งเกินไป

ตัวเขาเองก็ใช่มนุษย์ปุถุชน

ฝ่ามือนั้นดูเหมือนจะธรรมดาไร้ซึ่งความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่กลับแฝงด้วยพละกำลังอันมหาศาล ทั้งยังดึงปราณต้นกำเนิดฟ้าดินมาใช้อย่างไม่รู้ตัว

เพียงฝ่ามือเดียวฟาดลงไป มู่หนานที่หลบไม่ทันก็ถูกตบจนศีรษะซีกหนึ่งแหลกละเอียด

สีขาวสีแดงไหลเจิ่งนองไปทั่ว

หนึ่งฝ่ามือ มู่หนานตาย!

[จบตอน]

จบบทที่ ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!

คัดลอกลิงก์แล้ว