- หน้าแรก
- จุติเป็นเทพบ้านนา ขอพึ่งศรัทธาปราบมาร
- ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!
ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!
ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!
ตอนที่ 13 ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย!
ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของแมวดำ หลังจากที่หมอเฒ่าซ่งและซ่งโปปลอบโยนคนในครอบครัวที่สะดุ้งตื่นแล้ว พวกเขาก็คว้ามีดตัดฟืนวิ่งตามออกไป
หมอเฒ่าซ่งผู้ซื่อสัตย์ไหนเลยจะรู้ว่า แมวดำจงใจล่อมู่ทงและมู่หนานออกไป
หากปะทะกันซึ่งหน้าแมวดำย่อมสู้มู่ทงและมู่หนานไม่ได้แน่นอน แต่อาศัยความปราดเปรียวของตน แมวดำก็พอจะรั้งตัวสองคนนั้นไว้ได้ชั่วครู่
แต่นี่ไม่ใช่แผนระยะยาว
ดังนั้นหลังจากที่ยั่วโมโหมู่ทงและมู่หนานแล้ว มันจึงจงใจล่อให้ทั้งสองวิ่งตามออกไป
สถานที่ที่ล่อไป ย่อมเป็นศาลเจ้าเสวียนชิงที่หน้าหมู่บ้าน
ลำพังตัวแมวดำเองสู้มู่ทงและมู่หนานไม่ได้ก็จริง แต่นี่ยังมีวิญญาณเทพที่อยู่ในศาลเจ้าเสวียนชิงองค์นั้นมิใช่หรือ
ด้วยพลังอำนาจของวิญญาณเทพองค์นั้น การจัดการกับพวกนอกรีตสองคนนี้คงไม่ใช่ปัญหาหรอกกระมัง
มู่ทงและมู่หนานไม่รู้ความคิดของแมวดำ ยังคงคิดว่ามันหวาดกลัวจึงคิดจะหนี
แมวดำก่อกวนพิธีหลอมโลหิตของทั้งสอง ทั้งยังข่วนมู่ทงจนบาดเจ็บ เวลานี้เห็นแมวดำคิดจะหนี ทั้งสองจะปล่อยไปได้อย่างไร
ย่อมต้องอาศัยจังหวะนี้ไล่ตามโจมตี
ภายใต้การไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด ไม่นานแมวดำก็วิ่งมาถึงบริเวณใกล้ศาลเจ้าเสวียนชิง
เบื้องหลังของมัน คือมู่ทงและมู่หนานที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลและไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ
แมวดำหันขวับ เหลือบมองพวกเขาทีหนึ่งด้วยสายตาสะใจอยู่ลึกๆ
วินาทีต่อมา มันก็พุ่งพรวดเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิงต่อหน้าต่อตาทั้งสองคน
มู่ทงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ตอนนี้ในใจคิดแต่จะฆ่าแมวดำ จะไปสนอะไรได้มากมายขนาดนั้น
ประกอบกับศาลเจ้าเสวียนชิงไม่ได้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย
พอบันดาลโทสะ มู่ทงก็คิดจะบุกเข้าไปตรงๆ เพื่อฆ่าแมวดำระบายแค้น
ทว่าในวินาทีก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไป กลับถูกมู่หนานดึงตัวไว้
แม้ว่ามู่หนานจะอยากฆ่าแมวดำเช่นกัน แต่หากเทียบกับมู่ทงแล้ว นางมีสติและรอบคอบมากกว่า
แม้ว่านางที่ยืนอยู่หน้าศาลเจ้าเสวียนชิงจะไม่ได้สัมผัสถึงอันตรายใดๆ ก็ตาม
แต่นางก็ยังคงระแวดระวังศาลเจ้าเล็กๆ ที่มืดมิดและลึกล้ำเบื้องหน้านี้
“ท่านพี่! อย่าเพิ่งวู่วาม! อสูรแมวน้อยตัวนี้สติปัญญาไม่ต่ำต้อย ไฉนเลยจะรนหาที่ตายวิ่งไปสู่หนทางมรณะ เกรงว่าข้างในนี้คงไม่ธรรมดา!”
ยามนี้มู่ทงก็สงบสติอารมณ์ลงแล้ว เขาหรี่ตามองศาลเจ้าเสวียนชิงเบื้องหน้า
เนื่องจากหมู่บ้านตระกูลซ่งนั้นยากจน ขอบเขตของศาลเจ้าเสวียนชิงจึงไม่ใหญ่โตนัก วัสดุก็เป็นเพียงไม้สนธรรมดา
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ต่างอะไรกับศาลเจ้าเถื่อนในชนบทที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน
เมื่อมองดูตัวอักษรศาลเจ้าเสวียนชิงสามตัวที่ค่อนข้างเลือนรางบนหลังคาสิ่งปลูกสร้าง มู่ทงก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
“ตามที่ไอ้ไพร่ชั้นต่ำนั่นบอก ศาลเจ้าเสวียนชิงของหมู่บ้านพวกมันก็แค่ศาลเจ้าเถื่อนธรรมดาที่เรี่ยไรเงินสร้างขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เสวียนชิงกงที่กราบไหว้บูชาก็ไม่น่าจะเป็นภูตผีปีศาจอะไร น่าจะเป็นคนดีมีชื่อเสียงของหมู่บ้านเมื่อนานมาแล้วเสียมากกว่า เทวรูปพรรค์นี้อย่าว่าแต่จะมีความร้ายกาจอะไรเลย มันเป็นแค่ของตายชัดๆ อย่างมากที่สุดก็คงก่อเกิดเป็นสิ่งวิเศษแห่งเทวรูปขึ้นมาได้เท่านั้น”
“ศาลเจ้าเถื่อนในชนบทเช่นนี้ จะมีอะไรผิดธรรมดาไปได้ อสูรแมวน้อยนั่นวิ่งมาที่นี่ หรือว่าจงใจทำตัวลึกลับซับซ้อนกันแน่”
มู่ทงและมู่หนานมาจากลัทธิเทียนซาน ย่อมเข้าใจเทวรูปประเภทนี้ดีที่สุด
แม้จะไม่เคยเห็นเทวรูปด้วยตาตนเอง แต่เพียงแค่ฟังคำอธิบายก็สามารถตัดสินได้ว่าเทวรูปนั้นเป็นประเภทใด
จากคำบอกเล่าของหมอเฒ่าซ่ง ทั้งสองก็คิดมาตลอดว่าเทวรูปที่ชื่อเสวียนชิงกงในศาลเจ้าเสวียนชิงแห่งนี้ไม่น่าจะเป็นภัยคุกคาม
กระทั่งยังหมายตาเทวรูปนั้นไว้เสียด้วยซ้ำ
ผลคือตอนนี้แมวดำกลับหนีเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิงในขณะที่ถูกพวกเขาไล่ล่าสังหาร
คราวนี้ ทั้งสองจึงรู้สึกลังเลที่จะก้าวไปข้างหน้า
อย่างน้อยก็ไม่กล้าก้าวเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิงตรงๆ
ท้ายที่สุดแล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่สภาวะที่พวกเขาแข็งแกร่งที่สุด
ไม่ว่าจะพูดถึงความคิดของคนทั้งสองนอกศาลเจ้าอย่างไร ภายในศาลเจ้า หลังจากที่ซ่งเสวียนชิงฟังสถานการณ์ที่แมวดำถ่ายทอดให้ฟังจบแล้ว
เขาก็ตัดสินใจเตรียมพร้อมโจมตีทันที
แม้ว่าจากคำอธิบายของแมวดำ ซ่งเสวียนชิงจะประเมินว่าพลังอำนาจของมู่ทงและมู่หนานในตอนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งนัก
แต่เขาก็ยังคงไม่กล้าประมาท ทันทีที่ขึ้นมาก็ใช้พลังอิทธิฤทธิ์: ผสานเทพ โดยตรง
[พลังอิทธิฤทธิ์: ผสานเทพ
วิญญาณเทพสามารถจุติลงบนเทวรูปของตนได้ ในระหว่างนั้นเทวรูปและวิญญาณเทพจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง พลังต่อสู้จะเพิ่มพูนขึ้น]
วินาทีต่อมา ซ่งเสวียนชิงก็ลืมตาขึ้น
ภายในศาลเจ้าเล็กบนแท่นสูง เทวรูปหินปั้นได้ลืมตาขึ้น
เทวรูปที่เดิมทีผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนสึกกร่อนและเลือนราง กลับเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
แม้กระทั่งเส้นผมที่จอนก็ค่อยๆ ปรากฏชัดให้เห็น
จากนั้น สีหินของเทวรูปก็จางหายไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สีสันเปลี่ยนเป็นสดใส
เรือนผมยาวสีดำ ปิ่นปักผมหยกขาว ชุดคลุมยาวสีคราม แม้กระทั่งผิวพรรณก็ดูไม่ต่างอะไรกับคนจริงๆ
แน่นอนว่าซ่งเสวียนชิงเข้าใจดี นี่เป็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก
เขายังคงเป็นเทวรูปหินแกะสลัก
เมื่อสัมผัสได้ถึงร่างกายเทวรูปที่ควบคุมได้ดั่งใจนึก ซ่งเสวียนชิงก็พ่นลมหายใจยาวออกมา แล้วเดินออกจากศาลเจ้าเล็ก
เมื่อเขาเดินมาถึงพื้น เทวรูปที่เดิมทีสูงเพียงหนึ่งฉื่อ ก็ขยายขนาดจนสูงเกือบหกฉื่อแล้ว
หากไม่รู้ คงคิดว่านี่คือคนจริงๆ
แมวดำมองดูจนตกตะลึงตาค้างไปแล้ว
ข้าแต่บรรพชนแมวเอ๋ย! เทวรูปกลายเป็นคนไปแล้ว!
แถมยังเดินออกมาจากศาลเจ้าเล็กอีกด้วย!
เมื่อก่อนไฉนจึงไม่เคยได้ยินว่ายังมีรูปแบบเช่นนี้ด้วย
ซ่งเสวียนชิงไม่ได้สนใจแมวดำ เขาสัมผัสถึงพละกำลังของตนเอง
เมื่อเทียบกับสภาวะวิญญาณเทพที่ยังไม่ผสานเทพ พลังอำนาจของเขาในตอนนี้มีมากกว่าเดิมราวสองเท่า
ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!
พลังอิทธิฤทธิ์ผสานเทพนี้ ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!
ทำให้เขามีพลังอำนาจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณโดยตรง!
อีกทั้ง ในสภาวะเช่นนี้ เขาสามารถต่อสู้ด้วยร่างเทวรูปได้โดยตรง ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าเทวรูปที่อยู่ในศาลเจ้าเล็กจะถูกทำลาย
ซ่งเสวียนชิงกำหมัดแน่น ก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปข้างนอก
เวลาในการผสานเทพมีจำกัด ตอนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน
ไม่อาจเสียเวลาได้ เขาต้องจัดการกับแมลงน่ารำคาญสองตัวข้างนอกนั่นให้สิ้นซากก่อนที่การผสานเทพจะสิ้นสุดลง
มู่ทงและมู่หนานไม่รู้สถานการณ์ข้างใน หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว ทั้งสองก็ยังคงตัดสินใจเข้าไปในศาลเจ้าเสวียนชิง
แค่ระวังตัวหน่อยก็พอ อย่างไรเสียด้วยตบะและพลังอำนาจของทั้งสองคน ในหมู่บ้านห่างไกลกลางหุบเขาลึกเช่นนี้ จะพบเจออันตรายอันใดได้
แมวดำนั้นจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง มิเช่นนั้นหากหวนกลับไปหลอมโลหิต ไม่แน่ว่าแมวดำอาจจะกระโดดออกมาก่อกวนอีก
ความจริงเท็จของศาลเจ้าเสวียนชิงแห่งนี้ก็ต้องสำรวจให้กระจ่าง
อีกทั้งทั้งสองยังคิดว่า ไม่แน่ว่าแมวดำอาจจะแค่ทำเป็นข่มขวัญ ฟังจากที่ชาวหมู่บ้านตระกูลซ่งพูด ศาลเจ้าเสวียนชิงแห่งนี้ก็ดูไม่น่าจะมีอะไรผิดปกติ
เตรียมตัวเสร็จสรรพ ทั้งสองเพิ่งจะก้าวเข้าศาลเจ้าเสวียนชิง ก็รู้สึกได้ว่าในความมืดมิดเบื้องหน้านั้นคล้ายกับมีสิ่งใดกำลังจะเดินออกมา
หัวใจกระตุกวูบ ทั้งสองถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรู้ใจกันยิ่ง
วินาทีต่อมา ก็เห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเดินออกมาจากความมืด
มู่ทงและมู่หนานเพ่งสายตามองไป ก็พบว่าเป็นบุรุษรูปงามสวมชุดคลุมยาวหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่ง
ไม่...ไม่ใช่คน!
มู่ทงและมู่หนานรูม่านตาหดเกร็ง ไม่นานก็ตระหนักได้ว่า ผู้ที่มาไม่ใช่คน!
ไม่ใช่คน...แล้วมันคืออะไร
ด้วยสายตาของมู่ทงและมู่หนาน ย่อมมองไม่ออกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของซ่งเสวียนชิง
ทั้งสองจับจ้องซ่งเสวียนชิงด้วยความหวาดระแวงสงสัย
ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า วินาทีต่อมาซ่งเสวียนชิงจะไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วลงมือทันที
ความเร็วของซ่งเสวียนชิงในสภาวะผสานเทพนั้นรวดเร็วจนน่าตกใจ ร่างกายของมู่ทงและมู่หนานยังไม่ทันตอบสนอง ซ่งเสวียนชิงก็ประชิดตัวแล้ว
เป้าหมายที่เขาเลือกที่จะลงมือก่อน คือมู่หนาน
เมื่อเห็นฝ่ามือที่ขยายใหญ่ขึ้นตรงหน้า รวมทั้งดวงตาที่มีจิตสังหารเข้มข้นของซ่งเสวียนชิง มู่หนานก็เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว และคิดจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ
แต่ซ่งเสวียนชิงรวดเร็วเกินไป
ต่อให้มู่หนานจะใช้ความเร็วทั้งชีวิต บิดร่างเพื่อจะหลบฝ่ามือที่จู่โจมมานั้น แต่ก็ยังช้าไปครึ่งก้าว
ฝ่ามือนั้นของซ่งเสวียนชิง ฟาดลงบนศีรษะของนางอย่างแรง
ซ่งเสวียนชิงไม่เคยเรียนวิชาเวทวรยุทธ์ เขาเป็นแค่วิชาหมัดมวยพื้นฐานเท่านั้น
แต่ทำอย่างไรได้ ความเร็วของเขาเร็วจนเกินไป พลังโจมตีก็สูงส่งเกินไป
ตัวเขาเองก็ใช่มนุษย์ปุถุชน
ฝ่ามือนั้นดูเหมือนจะธรรมดาไร้ซึ่งความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่กลับแฝงด้วยพละกำลังอันมหาศาล ทั้งยังดึงปราณต้นกำเนิดฟ้าดินมาใช้อย่างไม่รู้ตัว
เพียงฝ่ามือเดียวฟาดลงไป มู่หนานที่หลบไม่ทันก็ถูกตบจนศีรษะซีกหนึ่งแหลกละเอียด
สีขาวสีแดงไหลเจิ่งนองไปทั่ว
หนึ่งฝ่ามือ มู่หนานตาย!
[จบตอน]