- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเปิดกล่องเทพ อัญเชิญยอดคนสยบยุทธจักร
- บทที่ 14 ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
บทที่ 14 ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
บทที่ 14 ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
บทที่ 14 ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย
จวนตระกูลอู่
"เรียนท่านผู้บัญชาการทหารอำเภอ มีข่าวส่งมาจากเมืองประจำเขตว่ามียอดฝีมือระดับเซียนเทียนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังอำเภอชิงเฟิงอย่างเร่งด่วนขอรับ"
อู่อันลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเสียงเรียบ "ดูเหมือนอำเภอชิงเฟิงแห่งนี้กำลังจะเกิดความวุ่นวายเสียแล้ว!"
"ใต้เท้าเชียนหู้ได้ส่งยอดฝีมือมาหรือไม่?"
"กำลังหลักของหน่วยเจิ้นอู่แห่งเมืองประจำเขตส่วนใหญ่กำลังไล่ล่าตามหาร่องรอยของพวกคนจากนิกายมารบัวดำและพรรคพญามังกรดำ ใต้เท้าเชียนหู้จึงดึงตัวยอดฝีมือมาได้เพียงสองคนเท่านั้นขอรับ"
"แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!"
"ครานี้ทั้งเกาซิ่งหลงและฟางปู้ถงจะต้องถูกจับขังคุกหลวง!"
อู่อันไม่ได้เป็นเพียงผู้บัญชาการทหารประจำอำเภอชิงเฟิงเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงรองป่ายหู้แห่งหน่วยเจิ้นอู่ เขารับหน้าที่ควบสองตำแหน่ง การที่เขามายังอำเภอชิงเฟิงก็เพื่อสืบสวนนายอำเภอเกาซิ่งหลงและหัวหน้ามือปราบฟางปู้ถงแห่งสำนักลิ่วซ่านเหมิน
เขาทนดูการกระทำของฟางปู้ถงและเกาซิ่งหลงมานานแล้ว จึงคิดจะใช้ทั้งสองคนมาเป็นผลงานของตนเอง เพื่อจะได้เลื่อนขั้นและกลับไปยังเมืองประจำเขต
ตระกูลฉิน ห้องโถงใหญ่
ในเวลานี้คนของตระกูลฉินทั้งหมด รวมถึงนายท่านผู้เฒ่าฉินไท่ซาน ล้วนยืนนอบน้อมอยู่เบื้องล่าง
ที่ตำแหน่งประธานมีชายวัยกลางคนหน้าตาดูน่าเกรงขามนั่งอยู่ ทั่วร่างของเขาแผ่กลิ่นอายของผู้ที่อยู่เหนือกว่าออกมาตลอดเวลา
"ท่านนี้คือผู้อาวุโสฉินเหวินจิงจากตระกูลฉินแห่งเมืองประจำเขตชางหลาน!" ฉินไท่ซานแนะนำให้คนในตระกูลฉินจำนวนมากได้รับรู้
"อันที่จริงตระกูลฉินแห่งอำเภอชิงเฟิงและตระกูลฉินแห่งเมืองประจำเขตชางหลานของข้าล้วนเป็นตระกูลเดียวกัน พวกเราต่างก็สังกัดตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยในเขตชิงโจว" ฉินเหวินจิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานกล่าวด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ
"ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย หนึ่งในสิบตระกูลใหญ่แห่งยุทธภพจงหยวนหรือ?" ผู้คนในตระกูลฉินต่างตกตะลึง
"ถูกต้อง!"
"ตระกูลฉินของพวกเราไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่แห่งยุทธภพจงหยวนเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงผู้นำของสิบตระกูลใหญ่อีกด้วย" ฉินเหวินจิงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวแนะนำ
ฉินฉางเซิงที่อยู่เบื้องล่างก็มีสีหน้าตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดเลยว่าตระกูลฉินจะมีที่มาเช่นนี้ มิน่าเล่าตลอดหลายปีที่ตระกูลฉินหยั่งรากลึกอยู่ในอำเภอชิงเฟิงถึงไม่มีผู้ใดกล้าตอแย ทั้งฝั่งธรรมะและอธรรมต่างก็ต้องไว้หน้าพวกเขาอยู่หลายส่วน
ตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยถือเป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ พวกเขาตั้งรากฐานอยู่ในเขตชิงโจวมานานกว่าพันปี ซึ่งยาวนานยิ่งกว่าเวลาที่ก่อตั้งจักรวรรดิต้าเฉียนเสียอีก ภายใต้ตระกูลนี้ยังมีสายเลือดสาขาย่อยอีกนับไม่ถ้วนที่หยั่งรากลึกอยู่ตามเมืองประจำมณฑล เมืองประจำเขต และอำเภอต่างๆ ภายในเขตชิงโจว
ฉินเหวินจิงเข้าประเด็นโดยตรง "การที่ข้าผู้เป็นผู้อาวุโสเดินทางมายังอำเภอชิงเฟิงในครานี้ก็เพื่อเรื่องเหมืองหินเทียนหลาน"
"ท่านอาไท่ซาน ท่านเป็นคนเล่าเถิด"
"ขอรับ!"
"เทือกเขาเหิงต้วนด้านนอกอำเภอชิงเฟิงมีเหมืองหินเทียนหลานอยู่แห่งหนึ่ง"
"อะไรนะ ถึงกับเป็นเหมืองหินเทียนหลานเลยหรือ?" ผู้คนตระกูลฉินตกใจมาก
"หินเทียนหลานคือสิ่งใดหรือ?" บางคนเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
"หินเทียนหลานเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการตีสร้างอาวุธขึ้นชื่อ เช่นเดียวกับเหล็กนิลและเหล็กเย็นใต้ทะเลลึก จัดว่าเป็นทรัพยากรระดับยุทธศาสตร์ มันสามารถทำให้ตระกูลฉินของพวกเราแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้"
อาวุธเลื่องชื่อนั้นสามารถตัดเหล็กได้ดุจตัดดินโคลน เรียกได้ว่าเป็นยอดศาสตราวุธที่อยู่เหนือกว่าอาวุธทั่วไป
อาวุธแบ่งออกเป็นสามระดับ
ระดับที่หนึ่งคือวัสดุธรรมดา อย่างเช่นอาวุธระดับปุถุชนที่ทำจากเหล็กกล้า ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์กว่าร้อยละเก้าสิบเก้าล้วนใช้อาวุธชนิดนี้
ระดับที่สองคือวัสดุพิเศษ อย่างเช่นอาวุธเลื่องชื่อที่ตีขึ้นจากหินเทียนหลาน เหล็กนิล หรือเหล็กเย็นใต้ทะเลลึก
ระดับที่สามเรียกว่าอาวุธเทพ ว่ากันว่าอาวุธระดับนี้มีอยู่ไม่มากนักในทั่วทั้งทวีป ล้วนเป็นตัวตนที่มีอยู่แต่ในตำนาน
"ในอำเภอชิงเฟิงมีแผนที่ผืนหนึ่งที่บันทึกตำแหน่งที่ตั้งอันแม่นยำของเหมืองแห่งนั้นเอาไว้ แต่ทว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ทำให้แผนที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน นายอำเภอเกาซิ่งหลงและคนของนิกายมารบัวดำต่างก็ได้ไปคนละครึ่งผืน ข้าเคยส่งคนไปแย่งชิงหลายครั้งทว่าก็ล้มเหลว ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขอให้ทางตระกูลฉินแห่งเมืองประจำมณฑลส่งคนมา" ฉินไท่ซานอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด
ฉินฉางเซิงไม่คิดเลยว่านายท่านผู้เฒ่าของตนจะรู้ข้อมูลมากมายถึงเพียงนี้ ดูท่าว่าหากมีเวลาคงต้องเปิดอกพูดคุยกับนายท่านผู้เฒ่าเสียหน่อยแล้ว
"เหมืองหินเทียนหลานต้องตกเป็นของตระกูลฉินของพวกเราเท่านั้น หากผู้ใดบังอาจมาแย่งชิง ฆ่าให้หมดไม่ละเว้น!" ฉินเหวินจิงกล่าวด้วยท่าทางอันดุดัน
ตระกูลฉินเป็นตัวตนที่ทรงอำนาจและปกป้องพวกพ้องเป็นอย่างมาก ภายในเขตชิงโจวไม่มีผู้ใดกล้าตอแย แม้แต่ทางการของต้าเฉียนก็ยังต้องยอมไว้หน้าให้ถึงสามส่วน
"เจ้าคงเป็นหลานชายสายตรงของท่านอาไท่ซานกระมัง?" ฉินเหวินจิงมองลงมายังฉินฉางเซิงที่อยู่เบื้องล่าง
ฉินฉางเซิงกล่าวด้วยท่าทีที่ไม่แข็งกร้าวและไม่อ่อนข้อจนเกินไป "ผู้น้อยฉินฉางเซิง คารวะท่านอาเหวินจิงขอรับ!"
"ไม่เลวเลย อายุยังน้อยแต่กลับทะลวงถึงระดับโฮ่วเทียนขั้นที่สี่ได้แล้ว ถือว่าล้ำหน้ากว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันไปมากโข หากเรื่องในครานี้เสร็จสิ้นเมื่อใด ข้าจะพาเจ้ากลับไปบ่มเพาะที่ตระกูลฉินในเมืองประจำเขต อนาคตอย่างน้อยต้องถึงระดับเซียนเทียน หรือแม้กระทั่งระดับปรมาจารย์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"
ฉินฉางเซิงประสานมือคารวะ "ขอบพระคุณท่านอาเหวินจิงขอรับ!"
นี่คือข้อตกลงที่ฉินไท่ซานและฉินเหวินจิงได้ทำร่วมกัน เพื่อให้ฉินฉางเซิงได้เข้าไปอยู่ในตระกูลฉินแห่งเมืองประจำมณฑล เพราะถึงอย่างไรอำเภอชิงเฟิงก็เป็นเพียงสถานที่ห่างไกลความเจริญ อยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีอนาคต
"กองกำลังที่จ้องมองหินเทียนหลานอยู่ในคราวนี้มีทั้งหมดห้ากลุ่มด้วยกัน"
"นิกายมารบัวดำ พรรคพญามังกรดำ ตระกูลเกาแห่งเมืองประจำเขต ตระกูลฟาง และหน่วยเจิ้นอู่" ฉินไท่ซานกล่าวแนะนำ
"สำนักงานใหญ่ของนิกายมารบัวดำและพรรคพญามังกรดำไม่ได้อยู่ในชิงโจว แถมยังมีหน่วยเจิ้นอู่คอยจับตาดูอยู่ พวกเขาจึงระดมยอดฝีมือเข้ามาได้ไม่มากนัก นับว่าไม่ต้องเป็นกังวล ส่วนตระกูลเกาและตระกูลฟางยิ่งเป็นเพียงมดปลวกสองตัว สิ่งเดียวที่พวกเราต้องระมัดระวังก็คือหน่วยเจิ้นอู่"
"ตราบใดที่ลงมือจัดการได้อย่างหมดจด ก็ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งข้อสงสัยกับตระกูลฉินของพวกเรา!" ฉินเหวินจิงกล่าวเสียงเรียบ
"จับตาดูทุกความเคลื่อนไหวของพวกมันไว้ให้ดีก็พอ!"
"ขอรับ!"
ในช่วงเวลาไม่กี่วัน อำเภอชิงเฟิงที่เดิมทีเคยสงบสุขกลับมียอดยุทธ์จากต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับชุ่ยถี่ และยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียนอีกจำนวนเล็กน้อย ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดนั้นยังมียอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกหลายคนที่ปลอมตัวเข้ามาในอำเภอชิงเฟิง
ภายนอกอำเภอชิงเฟิง ณ หุบเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาเหิงต้วน
นายอำเภอเกาซิ่งหลง ลุงเสียง และที่ปรึกษาสวีจือทั้งสามคนพร้อมด้วยยอดฝีมืออีกนับสิบคนกำลังมารวมตัวกันที่นี่ ดูเหมือนว่ากำลังรอคอยผู้ใดอยู่
ที่ปรึกษาสวีจือเอ่ยขึ้น "นายท่าน พวกเขามากันแล้วขอรับ!"
สวีเหวินที่สวมผ้าปิดหน้าเดินตรงเข้ามา ด้านหลังของนางยังมีผู้ติดตามอีกนับสิบคนนำโดยแม่เล้า ระดับพลังของแต่ละคนล้วนอยู่ในระดับโฮ่วเทียนทั้งสิ้น
"ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ ในที่สุดท่านก็มาเสียที ข้ารอท่านมานานมากแล้วนะ!" นายอำเภอเกาซิ่งหลงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
"ใต้เท้าเกา ไม่ต้องพูดให้มากความ แผนที่ของพวกเราสองคนนำมารวมกัน แล้วร่วมกันเปิดเหมืองหินเทียนหลานบนแผนที่นั้น ข้าได้แปดส่วน ส่วนท่านได้สองส่วน" ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์สวีเหวินกล่าวขึ้น
"ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ ท่านนี่มันโลภมากเสียจริง แม้ว่านิกายมารบัวดำของท่านจะสูงส่งเป็นถึงหนึ่งในสี่นิกายใหญ่แห่งยุทธภพจงหยวน แต่ท่านต้องจำไว้ว่าที่นี่คือชิงโจว ไม่ใช่เขตปกครองของนิกายมารบัวดำของท่าน"
"แบ่งคนละครึ่ง นี่คือความจริงใจสูงสุดของข้าแล้ว!"
"รอนหาที่ตาย!!!!!" สวีเหวินโกรธจัด
"ฟึบ ฟึบ ฟึบ ฟึบ………………" ผู้ติดตามเบื้องหลังของนางต่างชักอาวุธในมือออกมาอย่างพร้อมเพรียง รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
"คิดว่าข้ากลัวพวกเจ้าหรืออย่างไร!"
เมื่อสิ้นเสียงของนายอำเภอเกาซิ่งหลง ยอดฝีมือนับสิบคนที่อยู่เบื้องหลังของเขาก็ชักอาวุธคู่กายออกมาเผชิญหน้าเช่นกัน
"นายท่าน ท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์ พวกเราทั้งสองฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าวดีหรือไม่ แบ่งกันฝ่ายละหกต่อสี่ส่วนดีหรือไม่ขอรับ?" ที่ปรึกษาสวีจือก้าวออกมา
นายอำเภอเกาซิ่งหลงและท่านหญิงศักดิ์สิทธิ์สวีเหวินต่างนิ่งเงียบ เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของสวีจือ นี่คือสิ่งที่เกาซิ่งหลงและสวีจือได้ปรึกษาหารือกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
มังกรพลัดถิ่นมิอาจสู้เจ้าถิ่น สวีเหวินย่อมเข้าใจหลักการข้อนี้ดี สัดส่วนหกต่อสี่เองก็เป็นตัวเลขที่นางคาดหวังไว้ในใจเช่นกัน
"ตกลง ข้า………………"
สวีเหวินยังกล่าวไม่ทันจบ เสียงหนึ่งก็ดังขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสองฝ่าย
"ขอนับรวมข้าเข้าไปด้วยอีกคนหนึ่งสิ!"
"ตึก ตึก ตึก……………" ผู้ฝึกยุทธ์ในชุดรัดกุมนับสิบคนเดินออกมาจากมุมมืด ผู้ที่เดินนำหน้ามาก็คือหัวหน้ามือปราบแห่งสำนักลิ่วซ่านเหมิน ฟางปู้ถง
"ฟางปู้ถง เจ้ามาได้อย่างไร?"
"สมบัติล้ำค่าในใต้หล้าย่อมตกเป็นของผู้ที่มีความสามารถ แล้วเหตุใดข้าถึงจะมาไม่ได้เล่า?" ฟางปู้ถงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม