- หน้าแรก
- วิธีที่จะเป็นข้าราชการ ผมกลายเป็นนักล่าปีศาล
- บทที่ 12 การพบกันโดยบังเอิญ
บทที่ 12 การพบกันโดยบังเอิญ
บทที่ 12 การพบกันโดยบังเอิญ
แม้ว่าเย่เฟิงจะพยายามกลบเกลื่อนเรื่องนี้ด้วยการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่สอดคล้องกับระเบียบและข้อกำหนดของทางการเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น หลังจากได้รับสายตาตำหนิจากแพทย์ชุดกาวน์ขาวหลายครั้ง เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหันมาอธิบายกับหลี่เฉินอย่างจริงจัง
“พี่หลี่เฉิน คืออย่างนี้นะครับ ตามระเบียบแล้ว ทุกคนที่สมัครเข้าร่วมกรมกลางจะต้องผ่านการคัดกรองและลงนามในข้อตกลงรักษาความลับก่อน แต่เพราะพี่ถูกดึงเข้ามากลางคัน แถมยังผ่านการทดสอบอีก เลยได้รับการยกเว้นขั้นตอนคัดกรองและถูกบรรจุเข้ารับตำแหน่งโดยตรง ถือเป็นกรณีพิเศษ และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งกรมกลางเลยครับ!”
ขณะพูด เย่เฟิงก็เริ่มอธิบายถึงสวัสดิการของการเข้าร่วมกรมกลางให้หลี่เฉินฟัง
“เอ่อ... ผมดูข้อมูลของพี่มาแล้ว พี่สอบเข้าปริญญาโทไม่ติดเมื่อหกเดือนก่อน แล้วก็เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยได้เดือนเดียว กำลังหางานอยู่ใช่ไหม... แค่กๆ อย่ามองผมแบบนั้นสิครับ การตรวจสอบประวัติเป็นหน้าที่ของผมเอง ส่วนประวัติผมก็โดนตรวจละเอียดเหมือนกัน... เอาเป็นว่า ในเมื่อพี่ก็กำลังหางานอยู่แล้ว ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้เข้าร่วมสำนักงานใหญ่ล่ะครับ? ที่นี่สวัสดิการดีมากนะ! ไม่ใช่แค่มีประกันสังคมและกองทุนที่อยู่อาศัยครบ แต่ยังมีทั้งเงินเดือนพื้นฐาน เงินตามผลงาน และโบนัสพิเศษสิ้นเดือนอีกต่างหาก! จำนวนเงินก็มากพอตัวเลยนะครับ! จะไปหางานที่สวัสดิการดีขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เฉินก็ลูบมุมผ้าห่มโดยไม่รู้ตัว สายตาสลับมองไปมาระหว่างเย่เฟิงกับแพทย์ชุดกาวน์ขาว
คำพูดของเย่เฟิงยอมรับเลยว่าทำให้เขาหวั่นไหวจริง ๆ
ประกันสังคม กองทุนที่อยู่อาศัย โบนัสตามผลงาน...
สำหรับบัณฑิตจบใหม่อย่างเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างแท้จริง
“แต่ว่า...”
เขาก้มมองมือขวาที่พันผ้าพันแผลเอาไว้ ความเจ็บแปลบจากบาดแผลเตือนให้เขานึกถึงอันตรายของงานนี้
ต่อให้สวัสดิการดีแค่ไหน ก็ต้องมีชีวิตอยู่ถึงจะได้ใช้มัน
“เอาล่ะพี่เฟิง ให้เวลาเขาคิดดูก่อนเถอะครับ”
แพทย์ชุดกาวน์ขาวไอเบา ๆ แล้วพูดแทรกขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะ
“เรื่องแบบนี้ตัดสินใจได้ยากจริง ๆ”
เย่เฟิงพยักหน้า ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเพิ่มเพื่อนหลี่เฉินไว้
หลี่เฉินล้วงกระเป๋าเสื้อโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะพบว่านี่ไม่ใช่เสื้อผ้าของตัวเอง เขาจึงหันไปมอง และพบว่าโทรศัพท์ของเขาวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ ถ้าคิดได้เมื่อไรก็ส่งข้อความหาผมได้ตลอด”
หลังจากทิ้งคำพูดนั้นไว้ เย่เฟิงและแพทย์ชุดกาวน์ขาวก็เดินออกจากห้องไป พร้อมพูดคุยกันด้วยเรื่องที่หลี่เฉินฟังไม่ค่อยเข้าใจ
เมื่อประตูปิดลง ภายในห้องก็เหลือเพียงเสียงหึ่งเบา ๆ ของเครื่องมือทางการแพทย์
หลี่เฉินนอนมองเพดาน ภาพเหตุการณ์น่าสยดสยองในปราสาทยังคงวนเวียนอยู่ในหัว และจากนั้นเขาก็นึกถึงสวัสดิการอันน่าดึงดูดที่เย่เฟิงพูดถึง...
แวมไพร์...
หน่วยล่าโลหิต...
หลี่เฉินหัวเราะอย่างขมขื่น
ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กันนะ?
เขาเหลือบมองเวลา ตอนนี้เพิ่งสิบโมงเช้ากว่า ๆ เท่านั้น
แต่เขาจำได้ว่าตอนขึ้นรถไฟความเร็วสูง มันเป็นช่วงบ่ายแล้ว...
เขาจึงรีบเปิดดูวันที่ทันที และก็พบว่าเขาหมดสติไปเกือบหนึ่งวันเต็ม
ผ่านมานานขนาดนั้นแล้วเหรอ...
หลี่เฉินถอนหายใจ ก่อนจะเอนตัวลงนอนอีกครั้ง
เขานอนคิดอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายก็ยังตัดสินใจไม่ได้
จนรู้สึกหงุดหงิดเสียจนไม่มีสมาธิแม้แต่จะเล่นโทรศัพท์
หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็รู้สึกว่าการนอนอุดอู้อยู่ในห้องคงไม่ได้ช่วยอะไร ออกไปเดินสูดอากาศสักหน่อยอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้น
เมื่อประตูห้องเลื่อนเปิดออกโดยอัตโนมัติ สิ่งแรกที่ต้อนรับเขาไม่ใช่แสงธรรมชาติอย่างที่คาดไว้ แต่เป็นทางเดินปิดที่สว่างด้วยแสงสีขาวเย็นยะเยือก
เขายืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่รู้ตัว นิ้วมือแตะอยู่บนกรอบประตู
เดิมทีเขาคิดว่ามีแค่ห้องรักษาที่ตกแต่งสไตล์ไซไฟแบบปิดทึบ
แต่ใครจะรู้ว่าด้านนอกก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
การตกแต่งทั้งหมด...
เหมือนยานอวกาศในหนังไซไฟ เพียงแต่ใหญ่กว่า ยาวกว่า และอลังการกว่า
ที่นี่มันคือที่ไหนกันแน่?
บนเพดานทางเดินมีช่องระบายอากาศเรียงเป็นระเบียบ เสียงเครื่องจักรทำงานดังหึ่ง ๆ แผ่วเบามาจากภายในท่อ
ผนังทำจากโลหะผสมเรียบลื่น และทุก ๆ ระยะไม่กี่เมตรจะมีหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ฝังอยู่ แสดงชุดข้อมูลที่เขาอ่านไม่เข้าใจ
“ไม่มีหน้าต่างสักบานเลยแฮะ...”
เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก้าวเดินออกไป
ทางเดินทอดยาวไปทั้งสองด้านจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
หลี่เฉินเลือกเดินไปทางซ้ายแบบสุ่ม ๆ เสียงฝีเท้าของเขาดังสะท้อนบนพื้นโลหะอย่างชัดเจน
เขาเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ พร้อมกดแผงสัมผัสข้างประตูทุกบานที่เดินผ่าน
ส่วนใหญ่แล้ว แผงควบคุมจะกะพริบแสงสีแดงเย็นชา พร้อมส่งเสียง “บี๊บ” ปฏิเสธการเข้าใช้งาน
บางครั้งประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ทำความสะอาด หรือไม่ก็ห้องประชุมว่างเปล่า
ห้องที่น่าสนใจที่สุดคือห้องที่มีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ
น่าเสียดายที่มันทั้งว่างเปล่าและเก่าเสียจนใช้งานไม่ได้
สุดท้าย หลี่เฉินจึงต้องกลับออกมาที่ทางเดิน และเดินสำรวจสถานที่แปลกใหม่ที่เขารู้สึกสนใจแห่งนี้ต่อไป
หลังจากเลี้ยวมุมหนึ่ง เขาก็พบประตูโลหะสองบานที่ตั้งอยู่ห่างกันเล็กน้อยและวางแบบสมมาตร
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นการจัดวางลักษณะนี้ในสถานที่แห่งนี้
เขารู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด แต่กลับนึกไม่ออกว่าคุ้นจากที่ไหน
ดังนั้น เขาจึงเดินเข้าไปตั้งใจจะลองเปิดประตูเหมือนที่ผ่านมา
แต่ยังไม่ทันได้แตะแผงสัมผัส
ประตูตรงหน้าก็เปิดออกพร้อมเสียง “คลิก”
“หืม? นายเองเหรอ?”
เสียงที่ฟังคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหน้า
หลี่เฉินมองอย่างตั้งใจ และพบว่าคนตรงหน้าคือสาวผมสั้นที่เคยโยนปืนลูกโม่สีเงินให้เขาบนรถไฟความเร็วสูง
ตอนนี้เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย ปลายผมสีทองสะท้อนแสงเป็นประกายคล้ายน้ำผึ้งภายใต้แสงไฟ
เธอพิงกรอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง สายตากวาดมองไปมาระหว่างหลี่เฉินกับแผงควบคุม
“ไม่คิดเลยนะว่านายจะมีรสนิยมแบบนี้ ชอบบุกเข้าห้องน้ำผู้หญิงเหรอ?”
ใบหน้าสวยของสาวผมสั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มล้อเลียน
สมองของหลี่เฉินเหมือนระเบิดดัง “ตูม” ขึ้นมาทันที
เขารู้สึกมึนงงราวกับถูกลูกกระสุนปืนใหญ่ยิงเข้าใส่
ถึงว่าทำไมการออกแบบแบบสมมาตรนี่ถึงดูคุ้น ๆ
จะไปโทษเขาไม่ได้จริง ๆ!
ใครมันจะไปออกแบบประตูห้องน้ำให้ดูเหมือนในหนังไซไฟกันล่ะ?!
ใบหูของหลี่เฉินแดงก่ำในพริบตา
เขารีบถอยหลังไปสองก้าวทันที
“ผะ...ผมไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน... ผมหลงทาง...”
เขารู้สึกเหมือนลิ้นพันกัน พูดติดขัดจนอธิบายอะไรไม่ค่อยถูก
สาวผมสั้นยกมือปิดปากหัวเราะ ดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“ล้อเล่นน่า~ ฉันรู้ว่านายไม่ได้ตั้งใจ”
หลี่เฉินจึงถอนหายใจโล่งอก
“ฮิฮิ ไม่คิดเลยนะว่านายจะเก่งขนาดนี้”
สาวผมสั้นสะบัดหยดน้ำออกจากปลายนิ้ว หยดน้ำใสกระเด็นลงบนพื้นโลหะเป็นประกาย
“ไม่เพียงแต่รอดจากการทดสอบมาได้ ยังถึงขั้นแทงขุนนางแวมไพร์ได้อีก สุดยอดจริง ๆ!”
“ผมแค่โชคดีน่ะ แล้วก็มีทั้งกู้เหยียนกับ...”
หลี่เฉินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่รู้ชื่อของชายแว่นกรอบทองเลย
“เอาเป็นว่า ถ้าไม่ได้สองคนนั้น ผมคงจบเห่ไปนานแล้ว”
หลี่เฉินหยุดเล็กน้อย ก่อนจะมองกลับไปที่ใบหน้าของสาวผมสั้นอย่างจริงจัง
“พูดถึงเรื่องนั้น ผมต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ถ้าไม่ได้ปืนที่คุณให้มา...”
“อ้อ จริงสิ ปืนของคุณ!”
หลี่เฉินเอื้อมมือไปที่เอวตามสัญชาตญาณ ก่อนจะตบหน้าผากตัวเอง
“คงถูกเก็บไปแล้วสินะ เดี๋ยวผมจะลองไปถามให้...”
“ไม่ต้องหรอก เดิมทีก็เป็นอาวุธที่กรมกลางออกให้อยู่แล้ว เอาคืนไปก็ไม่เป็นไร”
สาวผมสั้นยักไหล่ พูดอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้หลี่เฉิน
“ใกล้เที่ยงแล้วนี่นา นายบอกว่าหลงทางใช่ไหม?”
“มาเถอะ ฉันจะพาไปโรงอาหารเอง”
หลี่เฉินชะงักไปเล็กน้อย สายตาเบนไปด้านข้าง ก่อนจะรีบหันกลับมา ท่าทางดูแข็งทื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“งั้น... ขอบคุณนะ”