- หน้าแรก
- พาเสี่ยวซื่อจื่อเที่ยวเล่นยุคปัจจุบัน สั่นสะเทือนหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 55 ซื่อจื่อกินข้าวเสร็จแล้วช่วยล้างจาน
บทที่ 55 ซื่อจื่อกินข้าวเสร็จแล้วช่วยล้างจาน
บทที่ 55 ซื่อจื่อกินข้าวเสร็จแล้วช่วยล้างจาน
บทที่ 55 ซื่อจื่อกินข้าวเสร็จแล้วช่วยล้างจาน
จากนั้นซูเฉินก็เริ่มปอกเปลือกกุ้ง
เขาปอกกุ้งตัวหนึ่งแล้วนำไปจุ่มลงในน้ำจิ้ม ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือน้ำส้มสายชู ผสมน้ำและเครื่องปรุงอื่นๆ เล็กน้อย
เมื่อจิ้มเสร็จก็วางลงในชามของซื่อจื่อ แล้วพูดว่า
"มา ซื่อจื่อ ลองชิมกุ้งดูสิ ก็คือแมลงตัวโตที่เมื่อก่อนเธอเคยเข้าใจผิดนั่นแหละ"
"ได้งับ~"
ซื่อจื่อพยักหน้า จากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบเนื้อกุ้งเข้าปาก
ซื่อจื่อพูดกับซูเฉินด้วยความพึงพอใจทันทีว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ เนื้อกุ้งอันนี้... เนื้อแมลงตัวโตอันนี้ก็อาหย่อยงับ~ นุ่มๆ ค่า~ แถมยังเปรี้ยวๆ ด้วยน้า~"
แน่นอนว่า เนื้อกุ้งจัดว่าเป็นเนื้อที่ค่อนข้างนุ่มมากชนิดหนึ่ง นุ่มยิ่งกว่าเนื้อวัวที่ตุ๋นในหม้ออัดแรงดันเมื่อครู่เสียอีก ซื่อจื่อย่อมต้องชอบรสสัมผัสของมันเป็นธรรมดา
ส่วนรสเปรี้ยวๆ นั้น ก็เป็นเพราะน้ำส้มสายชูในน้ำจิ้มออกฤทธิ์นั่นเอง
"ถ้าซื่อจื่อชอบกินเนื้อกุ้ง ก็กินเยอะๆ หน่อยนะ เดี๋ยวพี่ปอกให้เอง"
เมื่อเห็นซื่อจื่อชอบกินเนื้อกุ้ง ซูเฉินก็ดีใจมาก เขาวางตะเกียบลง แล้วง่วนอยู่กับการปอกกุ้งให้ซื่อจื่อ นำไปจุ่มน้ำจิ้มแล้วใส่ลงในชามของเธอ
ซื่อจื่อมองดูท่าทางตอนปอกกุ้งของซูเฉิน ก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา จึงพูดว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ หนูอยากปอกเนื้อด้วยงับ~"
"ได้สิ ซื่อจื่อก็มาลองปอกดูสิ แต่เธอปอกกุ้งเป็นเหรอ?"
ซูเฉินคีบกุ้งตัวหนึ่งใส่ลงในชามของซื่อจื่อ
ซื่อจื่อหยิบกุ้งขึ้นมา แล้วเริ่มปอกตามแบบที่ซูเฉินทำเมื่อครู่ พลางพูดว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ หนูทำเปงแย้วค่า~"
ดูเหมือนว่าความสามารถในการเรียนรู้ของซื่อจื่อจะสูงมากจริงๆ เพียงแค่มองเขาปอกกุ้งไม่กี่ตัว ก็สามารถจับเทคนิคส่วนใหญ่ในการปอกกุ้งได้แล้ว
แม้ว่ามือของซื่อจื่อจะค่อนข้างเล็ก และเล็บก็ไม่ได้ยาวนัก แต่เธอก็ยังสามารถแกะเนื้อกุ้งออกจากเปลือกได้อย่างรวดเร็ว
เธอดูมีความสุขมาก การปอกกุ้งทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่เป็นการปอกครั้งแรก
ซื่อจื่อคีบเนื้อกุ้ง นำไปจุ่มในน้ำจิ้ม จากนั้นก็นำไปใส่ในชามของซูเฉิน ทำให้ซูเฉินประหลาดใจเล็กน้อย
เธอพูดกับซูเฉินทันทีว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ พี่ก็หม่ำเนื้อกุ้งสิงับ~ หนูปอกให้พี่น้า~"
ซูเฉินคีบเนื้อกุ้งที่ซื่อจื่อปอกเสร็จแล้วเข้าปาก
อร่อยจริงๆ!
ต้องยอมรับเลยว่า กุ้งที่ซื่อจื่อปอก รสชาติดีกว่าที่เขาปอกเองเสียอีก! นี่เป็นอุปาทานไปเองหรือเปล่านะ?
ซูเฉินหัวเราะร่วน "ฮ่าๆ ขอบใจนะซื่อจื่อ แต่เธอกินก่อนเถอะ ยังไงของพวกนี้ ปกติพี่ก็กินบ่อยอยู่แล้ว"
นอกจากเนื้อกุ้งพวกนี้แล้ว พวกเนื้อวัว มันฝรั่ง ซูเฉินก็กินบ่อยจริงๆ คำพูดนี้ไม่ได้โกหกเลย
ซื่อจื่อพยักหน้า "ได้ค่า~"
เธอเริ่มกินต่อไป ลิ้มรสอาหารตรงหน้าอย่างละเอียด
ซูเฉินคีบอาหารใส่ชามให้ซื่อจื่อเป็นระยะ
ไม่นาน ข้าวในชามของซื่อจื่อก็ถูกจัดการจนเกลี้ยง สีหน้าบนใบหน้าเล็กๆ ดูพึงพอใจกับการกินอย่างมาก
ทางฝั่งซูเฉินเองก็ใจลอย มัวแต่จดจ่ออยู่กับซื่อจื่อ เผลอแป๊บเดียวก็กินข้าวหมดไปหนึ่งชามเช่นกัน
เขาถามว่า "ซื่อจื่อ เป็นยังไงบ้าง? อิ่มหรือยัง? ถ้าไม่พอก็เติมข้าวอีกหน่อย แล้วก็กินเนื้อเพิ่มอีกนิดสิ"
ซื่อจื่อพยักหน้าหงึกๆ แล้วพูดว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ หนูหม่ำอิ่มแย้วงับ~"
พุงน้อยๆ ของซื่อจื่อป่องออกมาเล็กน้อย เธอใช้สองมือเล็กๆ ลูบพุงน้อยๆ เบาๆ
ซูเฉินรู้ว่าซื่อจื่อกินอิ่มจริงๆ แล้ว จึงรู้สึกเบาใจ
จากนั้นเขาก็หยิบทัพพีขึ้นมา ตักซุปมะเขือเทศใส่ไข่ใส่ชามของซื่อจื่อและชามของตัวเองคนละช้อน แล้วพูดว่า
"มา ซื่อจื่อ กินข้าวเสร็จแล้วก็ซดซุปมะเขือเทศใส่ไข่นี่สักหน่อยนะ"
การซดซุปสักชามหลังอาหารเป็นนิสัยของคนส่วนใหญ่ โดยปกติแล้วซูเฉินไม่ค่อยชินกับการซดซุปหลังอาหารเท่าไหร่ แต่เมื่อวันนี้มีซื่อจื่ออยู่ด้วย ก็เลยซดพร้อมกันไปเลย
"ได้งับ~"
ซื่อจื่อพยักหน้า จากนั้นก็ยกชามขึ้นมาซด
ซุปมะเขือเทศใส่ไข่ทำเสร็จมาได้สักพักแล้ว พวกเขาเองก็กินข้าวไปพักหนึ่ง ดังนั้นอุณหภูมิตอนนี้จึงกำลังพอดี ไม่น่าจะร้อนลวกปาก
ซูเฉินลองแตะชามซุปดูอุณหภูมิ ก็ไม่กังวลว่าซื่อจื่อจะถูกลวก
"ฮ้า~!"
ซื่อจื่อซดซุปมะเขือเทศใส่ไข่คำโต วางชามลง อ้าปากเล็กๆ อย่างพึงพอใจ แล้วพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
"เป็นยังไงบ้าง? ซื่อจื่อ? รสชาติซุปนี้เป็นยังไงล่ะ?" ซูเฉินรีบถาม
ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าการที่ซื่อจื่อกินอะไรแต่ละอย่าง เขาก็ต้องถามทุกครั้ง มันดูน่ารำคาญไปสักหน่อย แต่ก็โทษเขาไม่ได้จริงๆ เขาอดใจไม่ไหวจนต้องถามออกมา
ซื่อจื่อพยักหน้าพูดว่า
"อาหย่อยงับ~ เสี่ยวหลางจวิน ซุปอันนี้หวานๆ น้า เปรี้ยวๆ ด้วยค่า เป็นรสชาติของมะเขือเทศเยยงับ~"
ซูเฉินและซื่อจื่อ ผู้ใหญ่หนึ่งคนเด็กหนึ่งคนล้วนซดซุปที่เหลือในชามจนหมด เป็นอันจบมื้อเที่ยงนี้ลง
แม้ว่าซูเฉินจะมัวแต่จับจ้องซื่อจื่ออยู่ตลอด จึงทำให้กินช้าไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว มื้อเที่ยงนี้กลับใช้เวลาพอๆ กับปกติ เพราะปกติเวลาเขากินข้าว เขาก็มักจะกินไปดูมือถือไปอยู่แล้ว
ซูเฉินเหลือบมองเวลา ถึงจะพาซื่อจื่อมากินข้าวด้วย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เย็นมาก
"ซื่อจื่อ พี่จะไปล้างจาน เธอจะมาช่วยพี่ไหม?" ซูเฉินเก็บชามพลางถามซื่อจื่อ
ในเมื่อซื่อจื่อชอบเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเขาขนาดนี้ เขาก็ไม่ปฏิเสธ และเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวน
ซื่อจื่อพยักหน้าหงึกๆ อย่างรวดเร็วตามคาด แล้วพูดว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ หนูจะช่วยพี่น้า~"
"งั้นมาสิ ซื่อจื่อ เดี๋ยวพี่มอบหมายงานให้"
ซูเฉินรวบรวมชามและตะเกียบทั้งหมดไปไว้ในอ่างล้างจานในห้องครัว ข้างในยังมีชามซาวโส่วที่กินเมื่อเช้าแช่อยู่ด้วย
เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บของมื้อเที่ยงไว้ล้างพร้อมกันตอนเย็น แต่พอคิดว่ามีซื่อจื่ออยู่ด้วย ก็ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีหน่อยดีกว่า
อีกอย่าง เขาก็ตัดสินใจไว้แล้วว่ามื้อเย็นจะออกไปกินข้างนอก ก็เลยคงรอให้จานสะสมถึงตอนเย็นเพื่อล้างพร้อมกันไม่ได้แล้ว
"มา ซื่อจื่อ พอพี่ล้างชามเสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะฝั่งนี้ เธอก็เอาชามไปเก็บในตู้ข้างล่างนี้นะ ตู้ก็คืออันนี้ เปิดแบบนี้ก็พอ"
ซูเฉินสาธิตให้ดู โดยเปิดตู้เก็บชามให้ซื่อจื่อดู
ซื่อจื่อพยักหน้า แล้วพูดว่า
"ได้ค่า~ หนูรู้แย้วเสี่ยวหลางจวิน ง่ายนิดเดียวเองงับ~"
ซูเฉินเปิดน้ำใส่กะละมัง จากนั้นก็เทน้ำยาล้างจานลงไปก่อน แล้วจึงเริ่มล้างจาน
ซื่อจื่อจ้องมองฟองในน้ำ แล้วพูดอย่างประหลาดใจว่า
"เสี่ยวหลางจวิน~ ข้างในนี้ก็มีฟองเยอะแยะเยยงับ~"
ซูเฉินพูดว่า "ใช่แล้วล่ะ ข้างในนี้ใส่น้ำยาล้างจาน เอาไว้ล้างจานโดยเฉพาะ เพื่อล้างคราบน้ำมันบนชามให้สะอาดหมดจด ไม่อย่างนั้น ถ้าใช้น้ำเปล่าอย่างเดียว ล้างชามที่เปื้อนน้ำมันมันจะลื่นปรี๊ดๆ ล้างไม่สะอาดหรอก"
ซื่อจื่อพยักหน้า "อ๋อ~ เป็นแบบนี้นี่เองงับ~"
ซูเฉินนำชามที่ล้างเสร็จและยังมีฟองติดอยู่ไปล้างด้วยน้ำเปล่าอีกรอบ จากนั้นก็วางลงบนโต๊ะ
ซื่อจื่อหยิบชาม เขย่งเท้า แล้วเก็บเข้าไปในตู้
ทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นระเบียบ จานชามก็มีไม่กี่ใบ ไม่นานก็ล้างเสร็จ
หลังจากทำงานเสร็จ ซื่อจื่อก็ยิ้มอย่างมีความสุข
"เสี่ยวหลางจวิน~ พวกเราล้างชามเสร็จแย้วงับ~ พวกเราเก่งฉุดๆ เยย~"
มิติยุคโบราณ
คนโบราณที่ฐานะทางบ้านธรรมดาทั่วไปหลายคนต่างเบิกตากว้าง
"อะไรนะ? ในชามยังมีน้ำมันอยู่ตั้งเยอะ กลับไม่เอาแล้วงั้นรึ? ล้างมันทิ้งจนสะอาดซะงั้น?"
"เฮ้อ! หากเปลี่ยนเป็นข้าล่ะก็ ต่อให้ต้องใช้ลิ้นเลีย ข้าก็จะเลียให้สะอาดหมดจด ไม่ให้เหลือน้ำมันสักหยดเดียวเลย!"
"ใช่แล้วล่ะ ใช้ไอ้ ‘น้ำยาล้างจาน’ อะไรนั่นมากำจัดคราบน้ำมันออกไปโดยเฉพาะ ช่างทำเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียจริง!"
คนโบราณหลายคนต่างถอนหายใจ น้ำมันใสๆ มากมายเพียงนั้นกลับถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ช่างเป็นการทิ้งขว้างของมีค่าอย่างแท้จริง
ยุคปลายราชวงศ์ชิง
ซูสีไทเฮามองดูซูเฉินและซื่อจื่อที่กินอิ่มหนำสำราญด้วยความไม่พอใจ แล้วตรัสว่า
"หึ ชาวฮั่นสองคนนี้ได้กินดีอยู่ดีไม่เบา"
"น่าเสียดายที่ต่อให้พวกเจ้ากินดีเพียงใด แต่หากนำมาเทียบกับอาหารมากมายของอายเจียแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันอยู่มากนัก"
อาหารที่พระนางเสวยในหนึ่งมื้อ มีจำนวนชนิดมากกว่าที่พวกเขาสองคนกินถึงสิบเท่า
ในจุดนี้ ต่อให้ซูเฉินและเด็กน้อยจะมาจากยุคชนรุ่นหลัง ก็ยังเทียบพระนางไม่ติดเลยแม้แต่น้อย