เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ซื่อจื่อเสนอตัวช่วยถือของ หลี่เอ้อร์ถึงกับปวดใจ

บทที่ 39 ซื่อจื่อเสนอตัวช่วยถือของ หลี่เอ้อร์ถึงกับปวดใจ

บทที่ 39 ซื่อจื่อเสนอตัวช่วยถือของ หลี่เอ้อร์ถึงกับปวดใจ


บทที่ 39 ซื่อจื่อเสนอตัวช่วยถือของ หลี่เอ้อร์ถึงกับปวดใจ

ระหว่างทางกลับบ้าน

ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว ช่วงเวลาเร่งด่วนตอนกลางวันกำลังจะมาถึง รถราบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และขับกันด้วยความเร็วไม่ใช่น้อย

ซูเฉินหิ้วถุงใบใหญ่สองใบ พาซื่อจื่อเดินออกจากประตูซูเปอร์มาร์เก็ต

"ซื่อจื่อ ต้องเดินตามพี่ให้ทันนะ ห้ามห่างเกินสามก้าวเด็ดขาด"

เนื่องจากซูเฉินหิ้วถุงอยู่ทั้งสองมือ จึงไม่สามารถจูงมือซื่อจื่อได้ เขาเลยรู้สึกไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่

"อืม... หรือว่าหนูมาเดินข้างหน้าพี่ดีกว่า"

ซูเฉินรู้สึกว่าการให้ซื่อจื่อเดินอยู่ข้างๆ มันดูไม่ปลอดภัย สู้ให้เขาคอยมองแผ่นหลังของซื่อจื่อไว้จะทำให้วางใจได้มากกว่า

"ได้ค่า~"

ซื่อจื่อกระโดดโลดเต้นไปอยู่ข้างหน้าซูเฉิน จากนั้นก็หันกลับมาส่งยิ้มหวานให้เขาพลางร้องบอกว่า:

"พี่จ๋า เค้าช่วยพี่ถือเองน้า~!"

เฮ้อ แม่หนูน้อยนี่ช่างขยันขันแข็งแถมยังชอบช่วยเหลือคนอื่นซะจริง

เด็กวัยนี้ทั่วๆ ไป ต่อให้ผู้ใหญ่เรียกให้ช่วยทำงานก็คงไม่ค่อยยอมทำกันหรอก แต่ซื่อจื่อกลับเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเองเลย

อีกอย่าง ฐานะของเธอคือองค์หญิงแห่งต้าถัง ตามหลักแล้วน่าจะถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจจนเคยตัว การที่รู้ความได้ขนาดนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งจริงๆ

สภาพแวดล้อมในวังหลวงที่ลึกล้ำ ไม่อาจเปลี่ยนนิสัยที่ไร้เดียงสาและจิตใจดีงามของซื่อจื่อได้เลย

ดูท่าคงต้องยอมรับแล้วล่ะว่า พันธุกรรมของตระกูลหลี่นี่มันช่างแข็งแกร่งเสียจริง สมแล้วที่เป็นสายเลือดของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ในขณะที่ซูเฉินกำลังมองรอยยิ้มสุดแสนจะน่ารักของซื่อจื่อจนเผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยและเหม่อลอยไปชั่วขณะนั้นเอง

เขากลับยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว และส่งถุงใบใหญ่ที่หิ้วอยู่ข้างหนึ่งให้กับซื่อจื่อ

ซื่อจื่อยื่นมือเล็กๆ ข้างหนึ่งไปรับถุง แต่พอรับมาปุ๊บ เธอก็พบว่ามีความผิดปกติ

ยกไม่ขึ้น!

ดังนั้นเธอจึงใช้มือเล็กๆ ทั้งสองข้างออกแรงพร้อมกัน ถึงจะพอพยุงถุงเอาไว้ในอ้อมแขนได้

เมื่อเห็นภาพซื่อจื่อพยายามใช้สองมือโอบถุงเอาไว้จนตัวหงายไปข้างหลัง ซูเฉินถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา

"อ๊ะ! ไม่ใช่แล้ว!"

ถุงหนักขนาดนี้ ซื่อจื่อจะไปยกไหวได้ยังไงกัน!

เมื่อเห็นซื่อจื่อใช้สองมือยกถุงอย่างสุดกำลังราวกับกำลังยกน้ำหนัก จนใบหน้าเล็กๆ เริ่มแดงก่ำ

ซูเฉินก็รีบยื่นมือออกไป แย่งถุงกลับมาจากมือของซื่อจื่ออย่างรวดเร็ว

"ฟู่~ ฟู่~"

ซื่อจื่อเป่าปากหอบหายใจ หันกลับมามองซูเฉินพลางเอ่ยถาม "พี่จ๋า เป็นอารายปายหยองับ~?"

พอเห็นท่าทางหอบเหนื่อยของซื่อจื่อ ซูเฉินก็อดปวดใจไม่ได้ "ซื่อจื่อ! ถุงใบนี้มันหนักเกินไปแล้ว เด็กวัยอย่างหนูยกไม่ไหวหรอกจ้ะ"

"อืม พี่น่ะนะ ถึงจะแรงไม่ค่อยเยอะ แต่หิ้วถุงสองใบแค่นี้สบายมาก ไม่ต้องให้หนูช่วยหรอก"

"ก้อล่ายงับ..."

ซื่อจื่อก้มหน้าลง รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ตัวเองช่วยอะไรพี่ชายไม่ได้เลย

ซูเฉินไม่อยากทำลายความตั้งใจดีของซื่อจื่อ เขาจึงควานหาของในถุง แล้วหยิบเอาถุงใส่เนื้อหมูที่แยกไว้ต่างหากออกมา

"ซื่อจื่อ ถ้าหนูอยากจะช่วยพี่จริงๆ งั้นถุงเนื้อหมูใบนี้ พี่ให้หนูถือก็แล้วกัน พอดีเลย นี่เป็นเนื้อๆ ที่หนูชอบกินที่สุดด้วย"

"ได้ค่า! เค้าจาเป็นคนถือเน้อๆ เองน้า~"

ซื่อจื่อฟื้นคืนชีพกลับมาร่าเริงในทันที เอ่ยด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า "พี่จ๋าเชื่อจายหนูได้เยย หนูถือหวายค่า~"

เมื่อเห็นว่าตัวเองสามารถช่วยเหลือซูเฉินได้อีกครั้ง ซื่อจื่อก็รับถุงใส่เนื้อหมูมาจากมือของซูเฉินด้วยความตื่นเต้น

มือเล็กๆ สองข้างกำแน่น กอดเนื้อหมูเอาไว้ในอ้อมอกอย่างหวงแหน

แม้ว่าเนื้อหมูถุงนี้จะไม่ได้หนักมาก แต่ก็ไม่ได้เบาเลย สำหรับซื่อจื่อแล้ว ถือว่าเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งอยู่เหมือนกัน

ที่น่าแปลกก็คือ ซูเฉินพบว่าหลังจากแบ่งเนื้อหมูชิ้นนี้ออกไปแล้ว ถุงสองใบที่ตัวเองหิ้วอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่หนักเท่าไหร่นัก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำหนักของเนื้อหมูที่หายไปจริงๆ หรือเป็นเพราะการที่ซื่อจื่ออาสาช่วยถือเนื้อหมู เป็นการให้กำลังใจเขากันแน่นะ?

ต้าถัง

หลี่ซื่อหมินทรงร้องตะโกนด้วยความไม่พอพระทัยในทันที "อะไรกัน?! ถึงกับให้ซื่อจื่อถือเนื้อก้อนเบ้อเริ่มเทียวรึ? จะทำแบบนี้ได้อย่างไร? ไม่ได้ๆ เจิ้นไม่ยอมเด็ดขาด!"

"ซื่อจื่ออายุแค่เท่าไหร่เอง? เรี่ยวแรงก็น้อยนิด อีกทั้งตั้งแต่เล็กจนโตก็ไม่เคยต้องถือของหนักๆ เลย จะปล่อยให้ลูกหิ้วถุงเนื้อใบใหญ่ขนาดนั้นเดินไปไกลๆ ได้อย่างไรกัน? เจ้าเด็กซูเฉินนี่ ช่างไม่รู้จักทะนุถนอมบุปผาหยกเอาเสียเลย!"

จ่างซุนฮองเฮาตรัสปลอบประโลม "เอ้อร์หลาง การให้ซื่อจื่อหัดทำงานตั้งแต่เด็กๆ ก็ดีเหมือนกันนะเพคะ จะได้ไม่ถูกตามใจจนเคยตัวมากเกินไปในภายภาคหน้า"

"อีกอย่าง ซูเฉินก็ดีกับซื่อจื่อถึงเพียงนี้ ซื้อของใช้และของกินตั้งมากมายให้ลูก ประเดี๋ยวพอกลับไปก็ต้องทำอาหารให้ซื่อจื่อทานอีก ซื่อจื่อจะช่วยงานบ้างก็เป็นเรื่องสมควรแล้วมิใช่หรือเพคะ"

เวลานี้ หลี่ลี่จื้อยกพระหัตถ์ป้องโอษฐ์แย้มพระสรวล "อาเย่ อาเหนียง เมื่อครู่นี้ทรงสังเกตเห็นหรือไม่เพคะ? ตอนที่ซูเฉินจ่ายเงินค่าของพวกนั้น สีหน้าของเขาดูเหมือนจะปวดใจอยู่ไม่น้อยเลยนะเพคะ"

"โอ๊ะ พอเจ้าพูดขึ้นมาก็จริงด้วยสิ เมื่อครู่เจิ้นก็เห็นแล้ว และก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกัน"

หลี่ซื่อหมินทรงพระสรวลหึๆ "300 กว่าหยวน... นี่มันเทียบเท่ากับเงินมากน้อยเพียงใดกัน? ดูท่าแล้ว ซูเฉินคงจะด้อยกว่าเจิ้นอยู่สักหน่อยกระมัง เจิ้นน่ะมีเงินทองให้ใช้จ่ายไม่รู้จักหมดสิ้นเชียวนะ"

ต้าฉิน

อิ๋งเจิ้งทรงส่ายพระเศียรเล็กน้อยพลางตรัส "การออกไปซื้อของนี่ ถึงกับต้องหิ้วของกลับมาด้วยตัวเองเชียวรึ กว๋าเหรินดูแล้ว ฐานะของซูเฉินคงจะไม่ได้สูงส่งอะไรนักหรอก ถึงขนาดไม่มีข้ารับใช้คอยหิ้วของให้เลยสักคน"

ต่อจากนั้น พระองค์ก็ทรงสังเกตเห็นถุงที่ซูเฉินถืออยู่ในมือโดยพลัน จึงตรัสขึ้นว่า:

"เอ๊ะ? ก่อนหน้านี้กว๋าเหรินไม่ได้สังเกตเลย เพิ่งจะมาเห็นก็ตอนนี้แหละ"

"ของที่ซูเฉินถืออยู่นี่มันช่างสะดวกสบายเสียจริง ดูบางเฉียบและเปราะบางถึงเพียงนั้น กลับสามารถรองรับน้ำหนักของที่หนักอึ้งปานนี้ได้"

"หลี่ซือ เจ้าดูออกหรือไม่ว่าของสิ่งนี้ทำมาจากวัสดุใดกัน?"

หลี่ซือส่ายหน้าตอบ "ทูลฝ่าบาท กระหม่อมดูไม่ออกพ่ะย่ะค่ะ ว่าสิ่งนี้คือวัสดุใดกัน ช่างเบาบาง ทว่ากลับรองรับน้ำหนักได้มากถึงเพียงนี้ หากมิใช่เพราะทราบแต่แรกแล้วว่านี่คือโลกยุคหลังหาใช่ดินแดนเซียน กระหม่อมก็คงจะคิดว่านี่คือของวิเศษจากแดนเซียนเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ"

อิ๋งเจิ้งตรัสรำพึง "นั่นน่ะสิ แม้กระทั่งถุงใบเล็กๆ ที่เอาไว้ใส่ของ ก็ยังน่าอัศจรรย์ใจถึงเพียงนี้"

"ยุคหลังช่างวิเศษนัก น่าเสียดายยิ่ง ที่ของเหล่านี้ล้วนไม่ตกเป็นของต้าฉินของกว๋าเหรินเสียแล้ว"

"ไม่ได้การ! ของพวกนี้จะต้องตกเป็นของต้าฉินของกว๋าเหรินให้จงได้! กว๋าเหรินจะต้องทำให้ต้าฉินคงอยู่ชั่วกัลปาวสาน สืบทอดต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!"

โลกปัจจุบัน บริเวณทางแยก

ซื่อจื่อหิ้วถุงเนื้อหมูใบหนึ่ง เดินนำหน้าซูเฉิน

ตอนข้ามถนน การไม่ได้จูงมือซื่อจื่อเอาไว้ ซูเฉินก็รู้สึกไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่

หรือจะให้ซื่อจื่อเอาเนื้อหมูกลับมาใส่ในถุงของฉัน แล้วให้เธอจับมือฉันตอนข้ามถนนดีไหมนะ? ไม่อย่างนั้นมันรู้สึกใจคอไม่ดีเลยแฮะ

ขณะที่ซูเฉินกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ซื่อจื่อได้เดินต่อไปข้างหน้า และเหยียบลงบนทางม้าลายเรียบร้อยแล้ว

เขารีบร้องตะโกนด้วยความตกใจ "เฮ้ย! ซื่อจื่อ เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งข้ามไปนะ!"

ขืนปล่อยให้ซื่อจื่อโดนรถชนล่ะก็ เขาคงต้องตบหน้าตัวเองให้ตายไปเลย

ซื่อจื่อหันหน้ากลับมา ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าถูกน้ำเสียงร้อนรนของซูเฉินเมื่อครู่ทำให้ตกใจกลัว

เธอรีบเอ่ยถามอย่างร้อนรน "พี่จ๋าเป็นอารายปายงับ~? อันเน้ม่ายช่ายฟายเขียวหยองับ~?"

"หา? ไฟเขียว?"

ซูเฉินหันไปมองทิศทางของสัญญาณไฟจราจร

ใช่แล้ว มันคือไฟเขียวจริงๆ ด้วย

เนื่องจากซูเฉินเห็นซื่อจื่อเหยียบลงบนทางม้าลาย ก็เลยร้อนรนเกินไป ด้วยความห่วงใยจนลนลาน จึงไม่ได้ดูให้ชัดเจนว่าตอนนี้เป็นไฟแดงหรือไฟเขียวกันแน่

"พี่จ๋า พี่บอกว่าถ้าเป็งฟายเขียวก็เดินด้ายม่ายช่ายหยองับ~?" ซื่อจื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัยอีกครั้ง

ซูเฉินกระแอมไอแก้เก้อพลางกล่าว "พี่... ไม่เป็นไรหรอก ซื่อจื่อทำถูกแล้วจ้ะ ตอนที่ไฟเขียวเราเดินได้ แต่ถ้าเห็นไฟแดงหรือไฟเหลือง หนูห้ามเดินเด็ดขาดเลยนะ"

น่าอายชะมัด

ซูเฉินเพื่อจะกลบเกลื่อนความขัดเขิน จึงท่องกฎของสัญญาณไฟจราจรให้ฟังอีกรอบ

เมื่อซื่อจื่อเห็นว่าซูเฉินไม่ได้ทำท่าทีร้อนรนขนาดนั้นแล้ว เธอจึงส่งยิ้มให้ซูเฉินพร้อมกับพูดว่า:

"ได้ค่าพี่จ๋า หนูเข้าจายแล้วน้า~"

จบบทที่ บทที่ 39 ซื่อจื่อเสนอตัวช่วยถือของ หลี่เอ้อร์ถึงกับปวดใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว