เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 ซื้อเนื้อวัวให้ซื่อจื่อ หลี่ซื่อหมินตกตะลึง เนื้อวัวก็ซื้อขายกันได้ตามใจชอบแล้วหรือ?

บทที่ 35 ซื้อเนื้อวัวให้ซื่อจื่อ หลี่ซื่อหมินตกตะลึง เนื้อวัวก็ซื้อขายกันได้ตามใจชอบแล้วหรือ?

บทที่ 35 ซื้อเนื้อวัวให้ซื่อจื่อ หลี่ซื่อหมินตกตะลึง เนื้อวัวก็ซื้อขายกันได้ตามใจชอบแล้วหรือ?


บทที่ 35 ซื้อเนื้อวัวให้ซื่อจื่อ หลี่ซื่อหมินตกตะลึง เนื้อวัวก็ซื้อขายกันได้ตามใจชอบแล้วหรือ?

เป็นไปตามคาด

พนักงานร้านสวมถุงมือเรียบร้อย ถือมีดเดินมาที่หน้าเขียงเนื้อหมู ไม่ได้ถามซูเฉิน แต่กลับค้อมตัวลงถามซื่อจื่อผู้แสนน่ารักว่า:

"แม่หนูน้อย อยากกินเนื้อแบบมันน้อยหน่อย หรือแบบมันเยอะหน่อยจ๊ะ?"

จริงอย่างที่คิด ซูเฉินเห็นซื่อจื่อที่เมื่อครู่ยังมีสีหน้าเศร้าสร้อยอ่อนไหว พอตอนนี้ได้ยินคำถามว่าชอบกินเนื้อมันน้อยหรือมันเยอะ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นลังเลขึ้นมาทันที

ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างจริงจัง

ซูเฉินเดาว่า ในหัวของซื่อจื่อตอนนี้ต้องกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียอย่างหนักหน่วงเป็นแน่:

เนื้อมันเยอะเนี่ย แม้กัดไปคำแรกจะหอมกว่า แต่พอกินเยอะก็เลี่ยนง่าย

เนื้อมันน้อยไม่เลี่ยนง่าย แต่ตอนกินเข้าไปกลับไม่นุ่มลื่นเหมือนเนื้อมันเยอะ...

เมื่อเห็นท่าทางคิดไม่ตกของซื่อจื่อ ซูเฉินจึงพูดกับพนักงานว่า:

"สวัสดีครับ ช่วยเอาทั้งแบบมันเยอะและมันน้อยมาให้ผมอย่างละหน่อยแล้วกันครับ!

น้องสาวผมเขาชอบกินทั้งสองแบบเลย ใช่ไหมลูก ซื่อจื่อ?"

ซื่อจื่อพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ช่ายเยยค่า~"

พนักงานหญิงเองก็ถูกความน่ารักของเสี่ยวซื่อจื่อตกเข้าให้แล้ว จึงรีบตอบว่า "ได้เลยจ้า! เดี๋ยวคุณน้าจะเลือกชิ้นดี ๆ ให้แม่หนูน้อยเองนะ"

พนักงานอาศัยประสบการณ์อันโชกโชน เลือกเนื้อคุณภาพดีที่สุดชิ้นหนึ่งมาหั่นให้เสร็จสรรพ

ซูเฉินถือถุงเนื้อหมูใบใหญ่หนักอึ้ง พลางก้มลงถามซื่อจื่อ "จะซื้ออะไรเพิ่มอีกไหมลูก? อยากกินเนื้อวัวด้วยไหม?"

"เนื้อวัวหยองับ~?" ซื่อจื่อกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะพยักหน้ารับ "ได้เยยงับ~"

"งั้นก็ดีครับ ช่วยหั่นเนื้อวัวให้ผมอีกหน่อยนะครับ"

ดังนั้นซูเฉินจึงซื้อเนื้อวัวเพิ่มมาอีกหน่อย

ต้าถัง

"เดี๋ยวสิ เนื้อวัวเอามาวางขายเปิดเผยแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? มีอะไรผิดพลาดหรือไม่? หรือว่ากฎหมายในยุคอนาคตไม่ได้กำหนดว่าห้ามซื้อขายเนื้อวัว?"

หลี่ซื่อหมินทอดพระเนตรฉากนี้แล้วตรัสอุทาน

ไม่ไกลนัก เฉิงเย่าจินก็รีบก้มหน้าลงด้วยความร้อนตัว แสร้งทำเป็นมองปลายเท้าของตนเอง

เฒ่าเฉิงอย่างเขาก็มักจะแอบกินเนื้อวัวอยู่บ่อย ๆ ไม่นึกเลยว่ายุคอนาคตจะสามารถขายกันได้อย่างเปิดเผยและสง่าผ่าเผยเช่นนี้

ในต้าถัง วัวเป็นเครื่องมือสำคัญในการไถนา กฎหมายจึงสั่งห้ามนำมาขายเพื่อใช้เป็นอาหาร

แน่นอนว่ามีข้อยกเว้นอยู่อีกกรณีหนึ่ง นั่นคือหากวัวตายผิดธรรมชาติ อย่างเช่นตายเพราะป่วยไข้ หลังจากนั้นก็สามารถนำมากินได้

และเฉิงเย่าจินเพื่อที่จะได้กินเนื้อวัวสักสองสามคำ ก็มักจะป่าวประกาศให้ภายนอกรับรู้เสมอว่าวัวในบ้านของตน 'ตายเพราะป่วยไข้'

ด้วยเหตุนี้ วัวที่ 'ป่วยตาย' ในจวนสกุลเฉิงของพวกเขาจึงมีมากมายจนนับไม่ถ้วนแล้ว

หลี่ซื่อหมินยังคงตรัสต่อ "หรือว่าคนยุคอนาคตพวกนั้นไม่จำเป็นต้องใช้วัวไถนากันแล้ว? ดังนั้นจึงนำวัวมากินได้โดยไม่ต้องคุ้มครองแล้วกระนั้นหรือ?"

จ่างซุนฮองเฮาตรัสว่า "นั่นสิเพคะ ในเมื่อยุคอนาคตมีสิ่งของมหัศจรรย์มากมายถึงเพียงนั้น อย่างพวกหลอดไฟ ตู้เย็น รถยนต์ การจะมีเครื่องมือที่ใช้ทดแทนวัวในการไถนาปรากฏขึ้นมาก็ถือเป็นเรื่องปกติเพคะ"

ยุคสามก๊ก

เตียวหุยเห็นพวกลูกค้าที่มาซื้อเนื้อนอกจากซูเฉินแล้ว ก็ร้องตะโกนขึ้นมาเช่นกัน:

"เอ๊ะ! ข้าดูแล้วคนมาซื้อเนื้อก็มีไม่น้อยเลยนี่นา! แถมคนพวกนี้ซื้อเนื้อรวดเดียวตั้งมากมาย! ลองนึกถึงตอนที่ข้าขายเนื้อสิ ชาวบ้านพวกนั้นแต่ละครั้งซื้อกันแค่กะจิ๊ดริดเท่านั้นเอง"

ขณะเดียวกันเขาก็บ่นเสียดายว่า "โธ่เอ๊ย ซูเฉินไฉนถึงไม่ซื้อเนื้อมันเยอะ ๆ มาล่ะ? จะซื้อเนื้อมันน้อยไปทำไมกัน?"

ปกติเขาขายเนื้อ มีใครบ้างที่ไม่อยากซื้อเนื้อมันเยอะ ๆ ?

มีแต่คนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเตียวหุยอย่างเขาเท่านั้น ถึงจะสามารถซื้อเนื้อมัน ๆ สักชิ้นไปได้ และได้ลิ้มรสความมันที่เยิ้มขาวเหล่านั้น

ส่วนคนที่ความสัมพันธ์ย่ำแย่ ก็ขออภัยด้วย มีแค่เนื้อมันน้อยแห้ง ๆ ให้กินเท่านั้น

เล่าปี่ถอนหายใจพลางกล่าว "เฮ้อ น้องสามเอ๋ย คนยุคอนาคตมั่งคั่งถึงเพียงนี้ ไม่จำเป็นต้องเน้นซื้อเนื้อมันเยอะ ๆ มาเจียวน้ำมันตอนซื้อเนื้ออีกแล้วล่ะ"

เตียวหุยหัวเราะร่วน "ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่กล่าวมีเหตุผล คนยุคอนาคตพวกนี้ช่างใช้ชีวิตได้มีความสุขเสียเหลือเกิน หรือว่าพวกเขาจะไม่มีเรื่องอะไรที่มันน่ารันทดสักนิดเลยหรือไง?"

โซนผักสด

ที่นี่อยู่ติดกับโซนของสด มีผักนานาชนิดจัดวางอยู่ ทั้งผักตามฤดูกาลและนอกฤดูกาลล้วนมีครบถ้วน

ซูเฉินหิ้วถุงเนื้อสองใบใหญ่ ดูแล้วหนักอึ้งทีเดียว

ซื่อจื่อรีบเสนอตัวทันที "พี่จ๋า เค้าช่วยถือให้น้า~"

"ฮิฮิ!" ซูเฉินยิ้ม "ขอบใจในความหวังดีของหนูนะ! เพียงแต่ว่า... ตอนนี้มีวิธีที่ดีกว่านั้นล่ะ"

พูดจบ ซูเฉินก็เดินไปตรงจุดจอดรถเข็น แล้วลากรถเข็นออกมาคันหนึ่ง

นี่เป็นสิ่งของที่ทุกซูเปอร์มาร์เก็ตต้องมี โดยทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่แบบนี้ ผู้คนมักจะซื้อของกันค่อนข้างเยอะ หากใช้แค่มือหิ้วก็จะทั้งเหนื่อยและถือลำบาก ดังนั้นรถเข็นแบบนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา

ซูเฉินวางถุงเนื้อสองใบใหญ่ลงในรถเข็น

ซื่อจื่อมองรถที่ทำจากโครงเหล็กคันนี้ แล้วร้องอย่างประหลาดใจ "เอ๋~ เปนยถคันจิ๋วด้วยงับ~!"

"ใช่แล้วล่ะ รถเข็นคันนี้สะดวกมากเลยนะ"

ขณะที่ซูเฉินกำลังพูด รถเข็นอีกคันก็ถูกเข็นผ่านทั้งสองคนไป

เป็นคุณแม่คนหนึ่งกำลังเข็นลูกสาวของเธออยู่

ส่วนลูกสาวของเธอนั้น ก็นั่งอยู่ในที่นั่งเล็ก ๆ ด้านบนของรถเข็น

เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นจ้องมองซื่อจื่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซื่อจื่อเองก็จ้องมองเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน

พอรถเข็นผ่านไป ซื่อจื่อก็หันมาถามซูเฉิน "พี่จ๋า ยถคันเน้คนนั่งได้หยองับ~?"

ดูเหมือนซื่อจื่อจะเห็นท่าทางภาคภูมิใจของเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่บนรถคันนั้น แล้วก็อยากจะนั่งบ้างเสียแล้วสิ

นี่เป็นเรื่องปกติมาก

รถเข็นแบบนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองที่พาเด็กเล็กมาซื้อของ โดยทั่วไปจะมีช่องเล็ก ๆ ด้านหน้าเตรียมไว้ให้เด็กนั่งลงไปได้อย่างสะดวกสบาย

และการที่เด็กนั่งอยู่บนนี้ จะดูเท่ขนาดไหนก็สุดแต่จะจินตนาการ

คิดถึงตอนที่ซูเฉินยังเด็ก เขาก็เคยนั่งรถเข็นเล็ก ๆ แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยมีพ่อแม่คอยเข็นอยู่ด้านหลัง

น่าเสียดายที่เขานั่งได้ไม่กี่ครั้งก็หมดสิทธิ์นั่งแล้ว เพราะรถเข็นนี้จำกัดอายุ ช่องเล็ก ๆ นี้รับน้ำหนักได้ไม่เยอะ โดยทั่วไปมักจะจำกัดให้เฉพาะเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบนั่งเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าแม้ซื่อจื่อจะถาม แต่ก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าอยากนั่ง ซูเฉินจึงชิงถามขึ้นก่อน:

"ซื่อจื่อ หนูอยากนั่งรถเข็นคันนี้ไหม? เดี๋ยวพี่จ๋าอุ้มหนูขึ้นไปนั่งเอามั้ย?"

รูปร่างและอายุของซื่อจื่อ น่าจะตรงตามข้อกำหนดในการให้คนนั่งของรถเข็นคันนี้พอดี

ซื่อจื่อรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็วสมดั่งคาด "พี่จ๋า เค้าอยากนั่งงับ~"

"มาสิ"

ซูเฉินยื่นมือออกไปอุ้มเอวของซื่อจื่ออีกครั้ง แล้วอุ้มเธอไปวางบนที่นั่งเล็ก ๆ ด้านหน้ารถเข็นอย่างระมัดระวัง

"เอ้า ซื่อจื่อ ระวังหน่อยนะ อืม ช้า ๆ หน่อยลูก"

เนื่องจากซื่อจื่อสวมกระโปรงชุดถังที่มีรายละเอียดซับซ้อน ซูเฉินจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ กลัวว่าหากจัดทรงกระโปรงไม่ดีอาจจะไปเกี่ยวเอาได้

เขาปรับตำแหน่งอีกครั้ง เพื่อให้เท้าเล็ก ๆ สองข้างของซื่อจื่อสอดผ่านรูสองรูของที่นั่งได้

"เป็นไงบ้าง ซื่อจื่อนั่งเรียบร้อยไหม?" ซูเฉินมองดูรอบหนึ่ง คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว

ซื่อจื่อหัวเราะอย่างร่าเริง "พี่จ๋า เค้านั่งเรียบร้อยล้าว~ นั่งตงเน้จาบายมั่กเยยงับ~"

เมื่อเห็นซื่อจื่อแสดงสีหน้าสบายใจ ซูเฉินถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เขาก็จูงมือซื่อจื่อเดินมาตั้งไกล

ซื่อจื่ออายุยังน้อยแค่นี้ ย่อมต้องรู้สึกเหนื่อยเป็นธรรมดา นั่งอยู่บนนี้ก็ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว

แน่นอน ซูเฉินรู้สึกว่าด้วยระดับความร่าเริงของซื่อจื่อแล้ว ระยะทางแค่นี้เด็กทั่วไปอาจจะเหนื่อย แต่เธอน่าจะยังไม่ถึงขั้นรู้สึกเหนื่อยหรอก

"รถคันจิ๋วหมายเลขซื่อจื่อของพวกเรา ออกเดินทางได้!" ซูเฉินเริ่มเข็นรถ

"ออกเดินทางล้าว~"

เมื่อสัมผัสได้ว่ารถเข็นเริ่มขยับ ซื่อจื่อก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที

จบบทที่ บทที่ 35 ซื้อเนื้อวัวให้ซื่อจื่อ หลี่ซื่อหมินตกตะลึง เนื้อวัวก็ซื้อขายกันได้ตามใจชอบแล้วหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว